เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 556 นิมิตสวรรค์หลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิด

บทที่ 556 นิมิตสวรรค์หลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิด

บทที่ 556 นิมิตสวรรค์หลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิด


บทที่ 557 นิมิตสวรรค์หลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิด

ภายในถ้ำสถิตที่อบอวลไปด้วยปราณวิญญาณ

ร่างที่นั่งขัดสมาธิค่อยๆ ลืมตาทั้งสองขึ้น พลังกดดันวิญญาณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา

จิตสำนึกของหลี่ผิงมองไปยังแก่นปราณทองคำที่หนึ่งภายในทะเลแห่งจิต แก่นปราณทองคำทรงกลมเกลี้ยงเกลาขนาดเท่าไข่ไก่หมุนวนอย่างต่อเนื่อง ส่งกลิ่นอายอันสมบูรณ์และอิ่มเอมออกมา

รอบแก่นปราณทองคำ ธงดาราจักรโคจรที่ถูกย่อส่วนลงสามร้อยหกสิบห้าผืนลอยล่องอยู่ในเพลิงแก่นปราณอย่างแผ่วเบา รับการขัดเกลาและยกระดับอานุภาพขึ้นอย่างช้าๆ

และที่อีกด้านหนึ่งของจุดตันเถียน คือแก่นปราณทองคำที่สองซึ่งมีขนาดเพียงเท่าเมล็ดถั่วเหลือง เหนือแก่นปราณทองคำที่สองนั้น มีมีดประหารสามสีขนาดกะทัดรัดลอยอยู่อย่างเงียบงัน

ตรงกลางระหว่างแก่นปราณทองคำทั้งสอง คือท่อนไม้ที่ดำขลับดุจน้ำหมึก บนพื้นผิวมีลวดลายวิญญาณอันลึกล้ำนับไม่ถ้วน ในยามที่ส่องแสงกะพริบ มันได้โปรยปรายแสงสลัวรำไรลงสู่เบื้องล่างอย่างต่อเนื่องเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณภายในแก่นปราณทองคำทั้งสองเม็ด ทำให้จิตวิญญาณใหญ่ทั้งสองแข็งแกร่งขึ้นอย่างช้าๆ

หลี่ผิงดึงจิตสำนึกกลับมา ภายในดวงตาปรากฏแววทอดถอนใจออกมาสายหนึ่ง "เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างหนักมาสามสิบปี ในที่สุดก็บำเพ็ญเพียรจนถึงจุดสูงสุดของการหลอมรวมแก่นปราณเสียที"

เมื่อมาถึงขั้นนี้ย่อมหมายความว่า เขาสามารถพยายามทะลวงคอขวด บดขยี้แก่นปราณเพื่อหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดได้ทุกเมื่อ

หลี่ผิงไม่ได้รีบร้อนที่จะทะลวงระดับ แต่ค่อยๆ หวนนึกถึงประสบการณ์ชีวิตตลอดห้าร้อยยี่สิบปีนับตั้งแต่ที่เขาทะลุมิติมายังโลกการบำเพ็ญเพียรแห่งนี้

ยามตื่นขึ้นมาครั้งแรกก็อยู่บนถนนที่หิมะตกหนัก ถูกท่านอาจารย์ช่วยชีวิตไว้และพาไปฝึกวรยุทธ์ที่หมู่บ้านดาบหลอมสวรรค์

อายุสิบสี่ปี ระหว่างไล่ล่าศัตรูได้พบกับนักพรตจี้ และก้าวเข้าสู่วิถีเซียนภายใต้การชี้แนะของเขา

อายุสิบห้าปี เข้าไปบำเพ็ญเพียรในตลาดนัดที่ตระกูลอวี๋แห่งทะเลสาบยอดเขียวควบคุมอยู่ ระมัดระวังตัว พยายามหาทรัพยากรบำเพ็ญเพียร ใช้เวลาเจ็ดปีถึงสามารถบำเพ็ญเพียรไปถึงระดับรวบรวมปราณชั้นที่สี่ได้

อายุยี่สิบสองปี ปฏิเสธข้อเสนอแต่งเข้าตระกูลของอวี๋เสวี่ยเวย ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะติดตามกองคาราวานมุ่งหน้าไปยังนครเซียนเฟิงหลาน แม้เบื้องหน้าจะมีแต่ความไม่แน่นอน แต่จิตใจที่มุ่งมั่นแสวงหามหาวิถีของเขากลับแน่วแน่

อายุยี่สิบสี่ปี ก่อตั้งสมาคมร่วมนาวา รวบรวมกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อแสวงหาวาสนาในการสร้างรากฐาน

จางเถี่ย กู่มู่เซิง เฉิงเหยา ฉีฮั่นโม่ เถิงเฟิง ไป่ชิง ใบหน้าที่มีชีวิตชีวาแต่ละคนผุดขึ้นมาในหัวของหลี่ผิงอย่างต่อเนื่อง จางเถี่ย กู่มู่เซิง และเฉิงเหยา ถูกจำกัดด้วยพรสวรรค์และวาสนาเซียน ระดับการบำเพ็ญเพียรหยุดอยู่เพียงแค่ระดับสร้างรากฐาน และได้สิ้นอายุขัยไปนานแล้ว

ฉีฮั่นโม่ เถิงเฟิง และไป่ชิงต่างก็มีวาสนาของตนเอง จนสามารถหลอมรวมแก่นปราณทองคำได้ ทว่าจนถึงปัจจุบันนี้ก็เหลืออายุขัยอีกไม่มากนัก หากไม่สามารถบดขยี้แก่นปราณเพื่อหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดได้ ล้วนต้องสิ้นอายุขัยภายในหนึ่งร้อยปี

"แสวงหามหาวิถี! แสวงหามหาวิถี! จะมีสักกี่คนกันที่สามารถบรรลุวิถีกลายเป็นเซียนได้จริงๆ?"

ทอดถอนใจพลางดึงสติกลับมา หลี่ผิงหวนรำลึกต่อไป

อายุสี่สิบปี ด้วยการสนับสนุนจากบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรในสมาคมร่วมนาวา ในที่สุดเขาก็เป็นคนแรกที่สร้างรากฐานสำเร็จ นับแต่นั้นมาก็มีอายุขัยสองร้อยสี่สิบปี

อายุสี่สิบสองปี ท่านอาจารย์สิ้นอายุขัย นี่คือญาติคนแรกที่เขาส่งจากไปในชาตินี้ ทว่าเขากลับต้องเข้าไปพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดีในนครเซียน จนกระทั่งไม่กล้าแม้แต่จะกลับไปยังแคว้นเจียงเพื่อดูใจท่านอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย

สิบกว่าปีต่อมา นักพรตจี้ก็สิ้นอายุขัยเช่นกัน

ผู้อาวุโสทั้งสองที่มีบุญคุณต่อเขา หลังจากที่เขาสร้างรากฐานได้ไม่นาน ก็ทยอยสิ้นอายุขัยลง

โชคดีที่ก่อนตาย นักพรตจี้ได้เห็นจี้ซูเหวินหลานสาวของตนสร้างรากฐานสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของหลี่ผิง จึงนับว่าจากไปอย่างสงบและมีรอยยิ้ม

อายุเจ็ดสิบปี เขาเลื่อนระดับเป็นสร้างรากฐานขั้นกลาง ช่วยเหลือเยี่ยนเหิงชวนหลานชายของท่านอาจารย์สร้างรากฐานแห่งวิถีด้วยวิชาลับ 'ยึดครองรากฐาน' นับว่าตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตและถ่ายทอดวิชาของท่านอาจารย์ได้อย่างหวุดหวิด

อายุหนึ่งร้อยสามสิบสามปี เขาหลอมรวมแก่นปราณทองคำที่นครเฟยเสวี่ยในแดนสุดขั้วอุดร กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณผู้หนึ่ง มีอายุขัยห้าร้อยปี

ท่องเที่ยวไปทั่วหล้า ยึดมั่นมหาวิถีเพียงหนึ่งเดียว!

แคว้นเจียง————นครเซียนเฟิงหลาน————แดนสุดขั้วอุดร————ต้าโจว————

เวลาผ่านไปเกือบห้าร้อยปี ตอนนี้เขาอายุห้าร้อยสามสิบปีแล้ว ในที่สุดก็เดินมาถึงขอบเขตที่ห่างจากการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดเพียงแค่ก้าวเดียว

เมื่อก้าวผ่านจุดนี้ไป เขาก็คือผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดผู้อยู่เบื้องบน คือเซียนบนดินของโลกการบำเพ็ญเพียร มีอายุขัยยืนยาวถึงหนึ่งพันหกร้อยปี

หลี่ผิงหวนรำลึกอยู่นาน สายตาก็ค่อยๆ ทอแววแน่วแน่ขึ้น

เมื่อขจัดความทรงจำทั้งหมดในหัวออกไป เขาก็ตบถุงเก็บของข้างเอว ขวดหยกใบหนึ่งปรากฏขึ้นในฝ่ามือ ซึ่งภายในนั้นบรรจุยาแปลงวิญญาณแรกกำเนิดเม็ดสุดท้ายที่เหลืออยู่

เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ทว่าท้ายที่สุดกลับเพียงแค่ส่ายหน้า

ในปีนั้นตอนที่เขาทะลวงผสานแก่นปราณ เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จ เขาจงใจกินยาหลอมรวมแก่นแท้ไปหนึ่งเม็ด และท้ายที่สุดเขาก็สามารถผสานแก่นปราณสำเร็จได้ในครั้งเดียวจริงๆ

แต่ตอนนี้ เขาไม่มีความจำเป็นต้องกินยาแปลงวิญญาณแรกกำเนิดอีกต่อไปแล้ว

เมื่อดูดซับปราณวิญญาณแรกกำเนิดจากยาเม็ดระดับสามขั้นสูงจนเพียงพอ การหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดของเคล็ดวิชาธาราบำรุงชีพก็เพิ่มอัตราความสำเร็จมาให้ถึงห้าส่วน แก่นพลังหงส์แท้ของเว่ยอี่หลิงที่หลอมรวมเข้ากับแก่นปราณทองคำของเขา ก็ช่วยยกระดับความสำเร็จขึ้นอีกสองส่วน

นอกเหนือจากนี้ แต่เดิมเขาก็มีจิตสัมผัสที่แข็งแกร่งมาแต่กำเนิด บำเพ็ญเคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณสื่อเทวะ บวกกับการหล่อเลี้ยงจากไม้บำรุงวิญญาณหมื่นปีมานานหลายร้อยปี

แม้ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรจะเป็นเพียงระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย แต่ความแข็งแกร่งของจิตสัมผัสเขากลับเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นต้นเสียอีก เมื่อเทียบกับระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางก็ด้อยกว่าเพียงไม่เท่าใดนัก

และจิตสัมผัสที่แข็งแกร่งนั้น ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะสามารถช่วยเหลือในกระบวนการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดได้มากเพียงใด

เมื่อนำมารวมกัน อัตราความสำเร็จในการทะลวงวิญญาณแรกกำเนิดของเขาก็สามารถบรรลุถึงเก้าส่วนขึ้นไปได้

อีกทั้งด้วยผลการรักษารักษาของพลังปราณจากเคล็ดวิชาบำรุงชีพ เขายังไม่ต้องกลัวว่าจะได้รับบาดเจ็บหากการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดล้มเหลว

ดังนั้นการกินยาแปลงวิญญาณแรกกำเนิด จึงไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย มันสิ้นเปลืองเปล่าๆ สู้เก็บไว้ให้แก่นปราณทองคำที่สองใช้จะดีกว่า

หลี่ผิงเก็บขวดหยกที่บรรจุยาแปลงวิญญาณแรกกำเนิดกลับเข้าถุงเก็บของ นั่งขัดสมาธิและหลับตาทั้งสองลง

และในเสี้ยววินาทีที่เขาหลับตาลง ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินภายในถ้ำสถิตขนาดหลายหมื่นหมู่ ก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างแผ่วเบากะทันหัน

ในชั่วพริบตา พายุเมฆาก็ม้วนตัว!

บนหลังคาศาลาแห่งหนึ่ง วิหคเพลิงเถื่อนคาบต้นหญ้าไว้ในปาก เอนกายนอนตะแคงอยู่บนพัดหงส์ชาดที่กางออก สองมือประสานรองไว้หลังศีรษะ นั่งไขว่ห้างสูง มองดูชั้นเมฆบนท้องฟ้าอย่างไม่แยแส

ในเสี้ยววินาทีที่ปราณวิญญาณภายในถ้ำสถิตเกิดความผันผวน เขาก็กระโดดพรวดขึ้นมากะทันหัน สายตามองไปยังสถานที่ที่หลี่ผิงเก็บตัวอยู่ด้วยความประหลาดใจระคนยินดี "เป็นลูกพี่ ลูกพี่กำลังทะลวงวิญญาณแรกกำเนิด!"

เขาพุ่งพรวดตกลงไปยังสถานที่บำเพ็ญเพียรของหนูดิน มังกรเพลิงชาด และตะพาบเจิ้นเยว่ อสูรทั้งสามที่อยู่อีกด้านหนึ่งของถ้ำสถิต ยกพัดหงส์ชาดเคาะศีรษะของพวกมันทีละตัว "ลูกพี่กำลังทะลวงวิญญาณแรกกำเนิด นี่มันเวลาใดแล้ว พวกเจ้ายังจะบำเพ็ญเพียรอยู่อีก! พวกเจ้ายังมีกะจิตกะใจจะบำเพ็ญเพียรอยู่อีกหรือ? รีบมานี่ มาร่วมคุ้มครองลูกพี่กับเจินจวินผู้นี้เร็วเข้า!"

อสูรทั้งสามถูกตีไปยกหนึ่งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ภายในใจย่อมรู้สึกโกรธเคือง ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิหคเพลิงเถื่อนที่ไร้เหตุผล พวกมันก็โกรธแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ความผันผวนของปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินภายในถ้ำก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

สายตาของอสูรทั้งสี่อดไม่ได้ที่จะมองไปยังสถานที่ที่ผู้เป็นนายเก็บตัวอยู่ พวกมันสัมผัสได้ว่า กลิ่นอายที่บ่งบอกว่าเป็นของผู้เป็นนายกำลังขยายตัวขึ้นอย่างช้าๆ ทว่าหนักแน่น!

ความผันผวนของปราณวิญญาณมีศูนย์กลางอยู่ที่สถานที่เก็บตัวของหลี่ผิง เริ่มจากพื้นที่หลายหมื่นหมู่ภายในถ้ำ จากนั้นก็ครอบคลุมพื้นที่สิบหลี่และร้อยหลี่————

จนท้ายที่สุด ปราณวิญญาณในรัศมีพันหลี่ก็สั่นสะเทือนม้วนตัวขึ้นมา

นิมิตสวรรค์หลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิด แผ่ซ่านกวาดล้างไปทั่วพันหลี่!

ครืน~

สถานที่ที่หลี่ผิงเก็บตัวอยู่ประหนึ่งมีแม่เหล็กยักษ์ก้อนหนึ่ง ดูดซับปราณวิญญาณในรัศมีพันหลี่เข้ามา ก่อให้เกิดคลื่นปราณวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวระลอกแล้วระลอกเล่า

ในระหว่างที่ปราณวิญญาณม้วนตัว ยังก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นราวกับคลื่นน้ำขึ้น

ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินปริมาณมหาศาลที่ถูกดึงดูดมา ในท้ายที่สุดก็รวมตัวกันกลายเป็นมหาสมุทรปราณวิญญาณอันหนาแน่นที่ระดับความสูงหลายร้อยจั้งเหนือสถานที่ที่หลี่ผิงเก็บตัวอยู่

"ฟิ้ว!"

แสงวิญญาณสีฟ้าอ่อนสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่าง พุ่งทะยานเข้าไปในมหาสมุทรปราณวิญญาณราวกับเป็นมือยักษ์ที่กำลังกวนพายุเมฆา มหาสมุทรปราณวิญญาณขนาดมหึมาหลายร้อยหลี่ค่อยๆ หมุนวนขึ้น จนท้ายที่สุดก็ควบแน่นเป็นรูปทรงกรวยที่ประกอบด้วยปราณวิญญาณบริสุทธิ์

ปราณวิญญาณที่คล้ายกับเป็นรูปธรรม เทพรั่งพรูลงมาตามกรวยนั้น และด้านล่างในเวลานี้ก็ราวกับว่ามีอสูรยักษ์ที่กินเท่าไรก็ไม่อิ่มอยู่ตัวหนึ่ง

มันอ้าปากรับเอาทุกสิ่งที่พุ่งเข้ามา กลืนปราณวิญญาณทั้งหมดลงไปในท้องจนหมดสิ้น!

อวิ๋นหลิงซู่เดินตามผู้บำเพ็ญเพียรหญิงในชุดชาววังบินเข้าไปภายในถ้ำสถิต นางก้มหน้าลง ไม่กล้ากวาดสายตามองสถานการณ์รอบด้านตามอำเภอใจ

ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็บินมาถึงยอดเขาสูงสุดของภูเขาวิญญาณ

ในสถานที่ที่ปราณวิญญาณหนาแน่นที่สุดบนยอดเขานี้ เต็มไปด้วยดอกไม้และใบหญ้าวิเศษหลากหลายชนิด ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้บานสะพรั่ง มีตำหนักอันสง่างามสีครามอ่อนตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น

เมื่อร่อนลงที่หน้าตำหนัก ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงในชุดชาววังก็เอ่ยเสียงดังว่า "เจ้านาย ข้าพาแม่นางอวิ๋นมาแล้ว"

"เข้ามาเถิด" น้ำเสียงอันเรียบเฉยและสง่างามดังออกมาจากภายในตำหนัก

ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงในชุดชาววังเดินเข้าไปภายในตำหนักพลางเตือนให้อวิ๋นหลิงซู่ตามมา อวิ๋นหลิงซู่รีบก้มหน้าเดินตามหลังนางเข้าไปภายในตำหนักทันที

เพียงครู่เดียว ทั้งสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นภายในตำหนัก และอวิ๋นหลิงซู่ก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันอบอุ่นที่ทอดมองมายังตนเอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนางเซียนผู้มีรูปโฉมงดงามเหนือผู้ใด บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทิน ราวกับคนในภาพวาดกำลังนั่งขัดสมาธิ มองดูนางอยู่อย่างเงียบงัน

"สองร้อยปีผ่านไป ใบหน้าของผู้อาวุโสไป๋ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทว่ากลิ่นอายกลับยิ่งเหนือล้ำปุถุชนมากขึ้น————" อวิ๋นหลิงซู่ลอบคิดในใจ

ในขณะเดียวกันนางก็รีบทำความเคารพอย่างนอบน้อม "อวิ๋นหลิงซู่ขอคารวะผู้อาวุโสไป๋"

ไป๋เหยาเยว่พยักหน้าเล็กน้อย สะบัดมือเบาๆ พลังปราณอันนุ่มนวลสายหนึ่งก็พยุงตัวอวิ๋นหลิงซู่ขึ้นมา

นางมองอวิ๋นหลิงซู่ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชิงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาว่า "ที่เจ้าต้องการจะพบข้า เป็นเพราะเจอเรื่องยุ่งยากอันใดงั้นหรือ?"

ไป๋เหยาเยว่เป็นถึงยอดคนระดับวิญญาณแรกกำเนิด มีชีวิตอยู่มาห้าหกร้อยปีในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษ จิตใจของนางย่อมละเอียดอ่อนและเฉียบแหลมเพียงใด ในวินาทีที่ได้รับยันต์สื่อสารของอวิ๋นหลิงซู่ นางก็เดาได้แล้วว่าอวิ๋นหลิงซู่น่าจะพบเจอกับความยากลำบากบางอย่าง

ทว่าอวิ๋นหลิงซู่ผู้นี้คือลูกศิษย์ของสหายเต๋าเยี่ยน ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างนางกับสหายเต๋าเยี่ยน นางย่อมไม่นิ่งดูดายปล่อยให้แม่หนูน้อยผู้นี้เผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน

อันที่จริง สำหรับการที่อวิ๋นหลิงซู่เป็นฝ่ายมาหาถึงที่ ภายในใจของนางกลับมีความปีติยินดีอยู่หลายส่วนด้วยซ้ำ

ท่านอาจารย์เดินทางไปท่องเที่ยวแดนไกลไม่อยู่บ้าน ดังนั้นเมื่อพบเจอความยากลำบาก อวิ๋นหลิงซู่จึงมาหาท่านอาจารย์หญิงเช่นนางเป็นคนแรก มันช่างเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลยิ่งนัก!

"ผู้อาวุโสไป๋ ข้า————" อวิ๋นหลิงซู่อึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างทว่าก็ชะงักไป

ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับผู้อาวุโสไป๋เป็นเพียงแค่การพบกันครั้งเดียวเท่านั้น ทว่าตอนนี้กลับต้องมาขอร้องให้ผู้อาวุโสไป๋ยอมเป็นศัตรูกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเดียวกันเพื่อตนนาง นางไม่รู้จริงๆ ว่าจะเอ่ยปากอย่างไร

ไป๋เหยาเยว่มองออกถึงความลำบากใจของนาง จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า "ข้ากับอาจารย์ของเจ้าเป็นสหายสนิทกัน เจ้าก็ถือซะว่าข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าก็แล้วกัน มีเรื่องอันใดก็พูดออกมาได้อย่างกล้าหาญเถิด"

เมื่อได้ยินผู้อาวุโสไป๋กล่าวเช่นนี้ ภายในใจของอวิ๋นหลิงซู่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางเดาถูกแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างท่านอาจารย์กับผู้อาวุโสไป๋ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง

นางกัดฟันกรอด เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า "ผู้อาวุโสไป๋ ข้า—"

พูดไปได้ครึ่งประโยค สีหน้าของนางก็ชะงักไป อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ นางสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนของปราณวิญญาณที่อยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัว รวมถึงเสียงคลื่นปราณวิญญาณม้วนตัวอันน่าทึ่งบนท้องฟ้า!

ด้วยการควบคุมของค่ายกลระดับสี่ ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินภายในถ้ำสถิตของไป๋เหยาเยว่จึงไม่ได้ถูกดึงดูดไปโดยนิมิตหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิด ทว่าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการสั่นสะเทือนตามไปด้วยได้

"เอ๊ะ!"

อวิ๋นหลิงซู่ได้ยินเพียงเสียงร้อง 'เอ๊ะ' เบาๆ ดังมาจากเบื้องหน้า จากนั้นนางก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อมองเห็นทิวทัศน์รอบด้านชัดเจนอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองยืนอยู่บนท้องฟ้าสูงพันจั้งแล้ว โดยมีผู้อาวุโสไป๋ยืนอยู่ข้างกาย

ถึงตอนนี้นางเพิ่งจะมองเห็นชัดเจนว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่

ปราณวิญญาณที่ปกคลุมฟ้าดินหลั่งไหลไปรวมกันที่พื้นที่แห่งหนึ่งในระยะเกือบพันหลี่ราวกับกระแสน้ำ ภายใต้นิมิตคลื่นปราณวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัว ผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างถึงกับไม่สามารถเหาะเหินด้วยอาวุธเวทได้ด้วยซ้ำ ทำได้เพียงร่อนลงมาด้วยความตื่นตระหนกตกใจ

เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ อวิ๋นหลิงซู่ก็เอ่ยปากด้วยความตกตะลึง "นี่มัน————นี่มัน————"

ผู้อาวุโสไป๋ที่อยู่ข้างๆ มีสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยเสียงเบาเพื่อยืนยันการคาดเดาในใจของนาง "ไม่ผิด มีผู้บำเพ็ญเพียรกำลังทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด อีกทั้งเมื่อดูจากการเคลื่อนไหวของปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา กระบวนการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดของคนผู้นี้ราบรื่นมาก"

"หลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิด!"

อวิ๋นหลิงซู่มองไปยังระยะพันหลี่ ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา

หากคนที่กำลังทะลวงหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดผู้นี้เป็นคนของตระกูลอวิ๋น หรือเป็นคนที่มีความเกี่ยวข้องกับนางก็คงจะดี

เช่นนั้นนางก็ไม่จำเป็นต้องมาทนทุกข์ใจเพราะท่านจี๋เล่อผู้บำเพ็ญเพียรมารระดับวิญญาณแรกกำเนิดผู้นี้อีกแล้ว

ภายในโถงเช่าถ้ำสถิต

ฟู่เซิงเหวินพักผ่อนอยู่ในห้องฝึกตนที่ตกแต่งอย่างสง่างามเพียงลำพัง

สามสิบปีผ่านไป ใบหน้าของเขาดูชราลงกว่าเดิม

เขานอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือถือคัมภีร์โบราณอ่านอย่างละเอียด เมื่ออ่านมาถึงจุดที่น่าสนใจ ก็มักจะยกชาทิพย์ขึ้นมาจิบเบาๆ เป็นระยะ

ในฐานะผู้ดูแล นอกเสียจากว่าจะมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณมาขอเช่าถ้ำสถิตระดับสี่ มิเช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกหน้าเลย ปล่อยให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำกว่าด้านล่างเป็นคนจัดการไป

หนทางข้างหน้าของเขาถูกตัดขาด หมดหวังในการบำเพ็ญเพียรไปนานแล้ว ที่อยู่ที่นี่ก็เพียงเพื่อจะได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จะได้ไม่ต้องทนเหงาก็เท่านั้น

ทันใดนั้น เขาก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้กะทันหัน สายตามองออกไปนอกโถงด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย

ฟุ่บ!

เขาพริบตาเดียวก็ไปปรากฏอยู่บนท้องฟ้าสูงพันจั้ง สายตามองไปยังสถานที่ตั้งของถ้ำสถิตที่หลี่ผิงเช่าไว้ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันหลี่

"ที่นั่น————เป็นใครกัน?"

——

แม้ว่าจะอยู่ห่างกันมาก แต่ฟู่เซิงเหวินเพียงแค่สัมผัสเบาๆ ก็แยกแยะได้ทันทีว่าคลื่นปราณวิญญาณที่ม้วนตัวนี้หมายความว่าอย่างไร

ฟิ้ว!

ภายใต้ความตกตะลึง เขาจำแลงเป็นแสงเหินบินมุ่งหน้าไปยังใจกลางความผันผวนของปราณวิญญาณ

บินไปกว่าครึ่งชั่วยาม

เมื่อเข้าไปใกล้ ฟู่เซิงเหวินมองดูวังวนปราณวิญญาณขนาดมหึมาที่แผ่กระจายไปหลายร้อยหลี่ ก็พลันตกอยู่ในความเงียบงัน

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปอย่างที่เขาคาดเดาไว้จริงๆ ว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรกำลังทะลวงวิญญาณแรกกำเนิด

อีกทั้งผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังทะลวงวิญญาณแรกกำเนิดผู้นั้น เขายังรู้จักเสียด้วย

หากเขาจำไม่ผิด ถ้ำสถิตแห่งนี้เพิ่งจะถูกเขาปล่อยให้เช่าไปกับมือเมื่อสามสิบปีก่อน

ผู้บำเพ็ญเพียรที่เช่าถ้ำสถิตแห่งนี้มีนามว่า 'หลู่ต๋า' อ้างว่ามาจากทะเลบูรพา เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษผู้หนึ่ง!

เดิมทีเขาคิดว่าอัตราความสำเร็จในการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดของหลู่ต๋าคงจะไม่สูงนัก มีโอกาสสูงมากที่หลังจากล้มเหลวแล้วจะได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องจากนครเทียนเต๋าไปอย่างหดหู่

ทว่าเมื่อดูจากนิมิตสวรรค์ปราณวิญญาณในตอนนี้ กระบวนการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดของหลู่ต๋าช่างราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง แข็งแกร่งกว่าเขามากนัก!

"หรือว่าหลู่ต๋าจะหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดได้?"

ในขณะที่ตื่นตะลึงอยู่ในใจ ภายในดวงตาของฟู่เซิงเหวินก็อดไม่ได้ที่จะทอแววอิจฉาออกมา

หากคนที่กำลังทะลวงวิญญาณแรกกำเนิดอยู่ภายในถ้ำสถิตแห่งนั้นเป็นเขาจะดีสักเพียงใด

"เซิงเหวิน มาทางนี้" เสียงอันราบเรียบดังขึ้นข้างหู เป็นท่านบรรพบุรุษที่กำลังเรียกหาเขา

ฟู่เซิงเหวินรีบบินตามเสียงไป ไม่นานนักก็เห็นท่านบรรพบุรุษเอามือไพล่หลังยืนอยู่บนความว่างเปล่า

ตามปกติท่านบรรพบุรุษมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในจวน เรื่องทั่วไปย่อมไม่อาจทำให้เขาแตกตื่นได้

เหตุผลที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ในตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเพราะถูกทำลายความสงบจากนิมิตสวรรค์ปราณวิญญาณที่เกิดจากการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดของหลู่ต๋า

"ท่านบรรพบุรุษ" ฟู่เซิงเหวินทำความเคารพอย่างนอบน้อม

ฟู่อวี่พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "คนที่กำลังทะลวงวิญญาณแรกกำเนิดอยู่คือผู้ใด?"

"คือคนที่มีนามว่าหลู่ต๋า————"

เมื่อฟู่เซิงเหวินได้ยินท่านบรรพบุรุษซักถาม ก็รีบอธิบายสถานการณ์ของหลู่ต๋าอย่างละเอียดรอบหนึ่ง

"หลู่ต๋า ผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษจากทะเลบูรพา" ฟู่อวี่ทอแววครุ่นคิดในดวงตา

จบบทที่ บทที่ 556 นิมิตสวรรค์หลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิด

คัดลอกลิงก์แล้ว