- หน้าแรก
- อายุยืนคือจุดเริ่มต้นของความเป็นอมตะ
- บทที่ 552-553 ตาข่ายรวบวิญญาณเทียนหลัว
บทที่ 552-553 ตาข่ายรวบวิญญาณเทียนหลัว
บทที่ 552-553 ตาข่ายรวบวิญญาณเทียนหลัว
วืด!
เว่ยอี่หลิงประสานอินชี้ปลายนิ้ว มีดบินเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงเย็นเยียบเร้นกายเข้าสู่ความว่างเปล่า เมื่อปรากฏขึ้นอีกครั้งก็มาอยู่ใต้ท้องของงูเหลือมยักษ์สีดำเสียแล้ว ประกายแสงเย็นยะเยือกฟันตรงลงไปยังส่วนท้องของงูเหลือมยักษ์สีดำ
เมื่อฟูเหรินอิ้นเห็นภาพนี้ก็เพียงหัวเราะเบาๆ จากนั้นปากก็พึมพำท่องคาถา พริบตาเดียวใต้ท้องของงูเหลือมยักษ์สีดำที่เกิดจากแถบผ้าไหมสีดำก็งอกกรงเล็บแหลมคมทั้งสี่ออกมาตะปบเข้าใส่แสงเย็นที่พุ่งเข้ามา
แม้อาวุธวิเศษมีดบินของเว่ยอี่หลิงจะแหลมคมยิ่งนัก ทว่าแถบผ้าไหมสีดำของนางสายนี้เดิมทีก็เชี่ยวชาญการใช้ความอ่อนสยบความแข็งกร้าว จึงหาได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย
"หึ!"
เว่ยอี่หลิงแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะควบคุมมีดบินเข้าต่อสู้พัวพันกับงูเหลือมยักษ์สีดำ
ทั้งสองต่างเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นต้น พลังปราณแตกต่างกันไม่มากนัก ย่อมไม่อาจจัดการอีกฝ่ายได้โดยง่าย ทำได้เพียงถ่วงเวลากันและกันเอาไว้
หลังจากที่วิหคเพลิงเถื่อนได้ยินคำสั่งของหลี่ผิง ก็ล่วงรู้ถึงความอันตรายในครั้งนี้ มันจึงเก็บซ่อนความรู้สึกอยากเล่นสนุกไป ภายในดวงตาเล็กๆ เต็มไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"กี๊ซ!"
เปลวเพลิงสีแดงชาดพวยพุ่งออกมาจากภายในร่างของมัน ห่อหุ้มเรือนร่างของมันเอาไว้จนมิดชิด พร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมที่ฉีกกระชากความว่างเปล่าและแหวกหมู่เมฆ วิหคเทวะสีแดงชาดความยาวร้อยจั้งก็บินทะยานออกมาจากเปลวเพลิง ปีกทั้งสองขยับไหวเบาๆ พริบตาเดียวก็กลายเป็นเส้นสายเพลิงพุ่งเข้าใส่ท่านว่านหวน
อาวุธวิเศษคู่กายพัดหงส์ชาดได้แปรเปลี่ยนเป็นขนหางของมัน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวมัน
เพื่อต้องการสังหารมารผู้นี้ให้เร็วที่สุด วิหคเพลิงเถื่อนจึงคืนสู่ร่างที่แท้จริงของอสูรวิญญาณแห่งฟ้าดินโดยตรง นี่ก็คือรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของมันเช่นกัน
มันรู้ดีว่าลูกพี่มีระดับการบำเพ็ญเพียรเพียงหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย การจะถ่วงเวลาผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดคนหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันไม่อาจปล่อยให้ลูกพี่ต้องตกอยู่ในอันตรายได้
ทางด้านท่านว่านหวนเมื่อเห็นวิหคเพลิงเถื่อนคืนสู่ร่างเดิมพุ่งเข้าใส่ตน ภายในดวงตาก็ปรากฏแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ในใจอดไม่ได้ที่จะลอบคาดเดาว่านี่คืออสูรวิญญาณชนิดใดกันแน่
ทว่าวิหคเพลิงเถื่อนมาถึงในชั่วพริบตา ไม่ปล่อยเวลาให้เขาได้ครุ่นคิดมากนัก เมื่อเห็นกรงเล็บแหลมคมคู่หนึ่งที่ทอประกายแสงเย็นเยียบพุ่งแทงเข้ามาหาตน เขาจึงรีบสะบัดธงกระดูกขาวในมือ หมอกดำกลุ่มใหญ่ที่แผ่กลิ่นอายฉุนจมูกพวยพุ่งออกมาจากธงกระดูกขาว ภายในนั้นสามารถได้ยินเสียงคำรามและเสียงร้องไห้ของผีร้ายได้อย่างเลือนราง
"ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเจ้าหนูนั่นวางค่ายกลรุมล้อม ประกอบกับข้าผู้นี้ได้รับบาดเจ็บ จึงจำต้องระเบิดกายาธรรมทิ้ง ตอนนี้เพียงแค่อสูรวิญญาณตัวหนึ่งอย่างเจ้า ก็คิดจะมารับมือกับข้าผู้นี้เชียวหรือ!" ในดวงตาของท่านว่านหวนปรากฏแววเย้ยหยันวูบหนึ่ง "เข้ามาในหมอกผีของข้าผู้นี้เสียเถอะ!"
หมอกดำได้แผ่ปกคลุมท้องฟ้ารัศมีหมื่นหมู่ไปแล้ว ภายในนั้นมีภูตผีวิญญาณพเนจรขนาดใหญ่มหึมาโผล่ออกมาเป็นระยะ ผีเบียดเสียดกับผี ไม่รู้เลยว่าภายในหมอกดำนี้ซุกซ่อนผีร้ายเอาไว้มากเท่าใด
ทว่าวิหคเพลิงเถื่อนกลับไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เพลิงวิญญาณทั่วทั้งร่างพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มันพุ่งตัวมุดเข้าไปในหมอกดำทันที
"หมอกผีของข้าผู้นี้..."
ท่านว่านหวนยังไม่ทันจะได้ดีใจ ก็เห็นเพียงว่าหมอกผีรัศมีหมื่นหมู่ได้ลุกไหม้ขึ้นในพริบตาโดยมีจุดที่วิหคเพลิงเถื่อนตกลงไปเป็นศูนย์กลาง เพลิงวิญญาณสีแดงชาดใช้หมอกดำเป็นเชื้อเพลิง ยิ่งเผาไหม้ก็ยิ่งรุนแรง
ทุกที่ที่มันพาดผ่าน ไม่ว่าจะเป็นผีร้ายระดับสองหรือระดับสาม ล้วนส่งเสียงร้องโหยหวนและถูกแผดเผาจนกลายเป็นความว่างเปล่า
แม้กระทั่งราชันผีเสมือนระดับสี่ที่เขาเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตไปไม่รู้เท่าใดเพื่อเพาะเลี้ยงขึ้นมา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเพลิงวิญญาณนี้ก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้อง ทำได้เพียงหลบซ่อนตัวอย่างหวาดกลัวอยู่ตรงขอบ
"นี่มันเพลิงวิญญาณอันใดกัน?" สีหน้าของท่านว่านหวนแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
เขาจำได้ว่าคราวที่ต่อสู้กับวิหคเพลิงเถื่อนครั้งก่อน อานุภาพเพลิงวิญญาณของอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ในครั้งนั้นวิหคเพลิงเถื่อนยังไม่ได้แสดงร่างเดิมออกมาเลยด้วยซ้ำ จึงไม่ได้ปลดปล่อยอานุภาพที่แท้จริงของเพลิงวิญญาณทลายอธรรมที่สามารถสยบมารร้ายได้ทั้งหมดออกมา
"แย่แล้ว"
เมื่อสัมผัสได้ว่าแรงกดดันของธงกระดูกขาวเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งอสูรกายาจำแลงตัวนั้นก็กำลังจะทะลวงหมอกดำออกมาได้โดยตรง ท่านว่านหวนก็ลอบร้องในใจว่าไม่ดีแล้ว
แต่ในเวลานี้เขาไม่ได้เลือกที่จะหนี กลับทุบหน้าอกอย่างแรงแล้วพ่นแก่นโลหิตออกมาหลายคำ ปล่อยให้ธงกระดูกขาวดูดซับเข้าไป กระตุ้นให้หมอกดำพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ลมหยินพัดโชยมาเป็นระลอก
เขาคิดอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วว่า ฝ่ายตนมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดถึงสามคน
แม้ตนจะถูกข่มทางจนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอสูรวิญญาณตัวนี้ แต่การถ่วงเวลาเอาไว้ชั่วระยะหนึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา
เวลาเพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้เฒ่ามารถานสังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลายฝั่งตรงข้ามได้แล้ว
เมื่อถึงยามนั้นพวกตนทั้งสามร่วมมือกัน อสูรวิญญาณระดับสี่ตัวนี้และเว่ยอี่หลิงก็ล้วนยากจะรอดพ้นจากความตายได้
การบุกมายังสำนักเทียนเฉี่ยวในครั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถสังหารเว่ยอี่หลิงได้อย่างเด็ดขาด เขาจึงจงใจเชิญฟูเหรินอิ้นมา สิ่งที่เขาหมายตาก็คือความสัมพันธ์ระหว่างฟูเหรินอิ้นกับเฒ่ามารฟางผู้เป็นอันดับหนึ่งแห่งฝ่ายมาร ซึ่งทำให้นางสามารถยืมของวิเศษโบราณ 'ตาข่ายรวบวิญญาณเทียนหลัว' มาจากนิกายศักดิ์สิทธิ์หลอมสวรรค์ได้!
เมื่อมีของวิเศษชิ้นนี้อยู่ในมือ ทันทีที่สลัดมันออกมาคลุมความว่างเปล่าเอาไว้ ก็จะทำให้วิญญาณแรกกำเนิดของผู้บำเพ็ญเพียรไม่อาจเคลื่อนย้ายพริบตาหลบหนีไปได้
ทว่าฟูเหรินอิ้นไม่ได้นำของวิเศษชิ้นนี้ออกมาตั้งแต่แรก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เว่ยอี่หลิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แล้วล่วงรู้เพื่อเตรียมการป้องกันล่วงหน้า
"สหายเต๋าทาน ข้าต้านทานอสูรตัวนี้ไว้ได้ไม่นานนัก เจ้าจงรีบสังหารผู้เยาว์ระดับหลอมรวมแก่นปราณผู้นั้นโดยเร็ว จากนั้นร่วมมือกับฟูเหรินอิ้นสังหารเว่ยอี่หลิงเสีย" เมื่อท่านว่านหวนคิดมาถึงตรงนี้ ก็รีบส่งเสียงผ่านปราณไปยังเฒ่ามารถานอย่างรวดเร็ว
"หึหึ... สหายเต๋าเฮ่อวางใจได้เลย!"
เฒ่ามารถานหัวเราะอย่างมืดมนเย็นเยียบ สายตาตกลงบนร่างของหลี่ผิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าในที่ห่างไกล
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยืนขวางอยู่เบื้องหน้ากระบี่ยักษ์เพลิงอันหนาแน่นเหล่านั้น
เขาก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน จากนั้นอีกาเพลิงจำนวนมากก็บินทะยานออกมาจากธงผืนใหญ่สีแดงในมือ แต่ละตัวล้วนแผ่กลิ่นอายที่ไม่ด้อยไปกว่าระดับหลอมรวมแก่นปราณ อีกาเพลิงจำนวนมหาศาลรวมตัวกันเป็นเมฆาสีแดงชาดพุ่งทะยานไปทางหลี่ผิง
เมื่อเห็นภาพนี้ จิตสัมผัสของหลี่ผิงก็จับจ้องไปยังวงต่อสู้อีกสองแห่ง เขาซูดลมหายใจเข้าลึก สองมือถูเข้าหากันอย่างแรง ท่ามกลางประกายแสงสีทองที่สว่างวาบ มีดประหารเล่มยักษ์ก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด การจะถ่วงเวลาเขาเอาไว้ หลี่ผิงทำได้เพียงต้องใช้วิถีทางแห่งวิชาบำเพ็ญทั้งกายและปราณออกมาอีกครั้ง
เมื่อพลังปราณจากฝ่ามือของเขาหลั่งไหลเข้าไป บนใบมีดของมีดประหารสังหารมังกรที่เดิมทีทอประกายสีทองอร่าม ก็พลันปรากฏสีเทาหม่นเคลือบขึ้นมาคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง
"ทำลาย!"
ณ จุดที่ยืนอยู่มีแสงสีเงินขาวสว่างวาบ ร่างของหลี่ผิงก็หายวับไปในพริบตา เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็มาอยู่เบื้องหน้ากระบี่ยักษ์เพลิงอันหนาแน่นแล้ว สีหน้าของเขาไม่แปรเปลี่ยน มีดประหารสังหารมังกรในมือตวัดกวาดออกไปอย่างแรง
เส้นสายหนาทึบที่ปะปนไปด้วยสีทองและสีเทาสายหนึ่งสาดซัดผ่านท้องฟ้ากว้างราวกับม่านน้ำ เข้าปะทะกับกระบี่ยักษ์เพลิง
ในชั่วพริบตาที่สัมผัสกัน กระบี่ยักษ์เพลิงทั้งหมดก็ล้วนแตกสลายและดับสูญไปดุจฟองสบู่ กระบี่ยักษ์เพลิงอันหนาแน่นและมีพลังอานุภาพน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้น ถึงกับถูกหลี่ผิงทำลายจนสิ้นซากด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
นี่ก็คือผลลัพธ์ของโลหะวิญญาณนภาสุญญตาที่ทำลายล้างวิชาอาคมเบญจธาตุได้จนหมดสิ้น
แน่นอนว่า การทำลายอาคมก็ต้องดูที่ความแข็งแกร่งและอ่อนแอของแต่ละฝ่ายด้วย
กระบี่ยักษ์เพลิงที่ชายชราหน้าตามืดมนรวบรวมออกมาจากภายในธงเหล่านี้ แม้จำนวนจะน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก ทว่าคุณภาพกลับไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแกร่งนัก ส่วนใหญ่มีอานุภาพเพียงระดับหลอมรวมแก่นปราณเท่านั้น การที่หลี่ผิงโจมตีเพียงครั้งเดียวแล้วทำลายมันได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
ฟุ่บ!
แสงสีเงินสว่างวาบอีกครั้ง หลี่ผิงก็กุมมีดประหารสังหารมังกรมาปรากฏตัวเบื้องหน้าเมฆาอีกาเพลิงอีกหน เขาฟันออกไปหนึ่งกระบวนท่าทำลายล้างฝูงอีกาเพลิงไปได้เกินกว่าครึ่ง
ทว่ากลับมีอีกาเพลิงจำนวนมากกว่าเดิมบินทะยานออกมาจากภายในธงที่เฒ่ามารถานกุมอยู่เพื่อเติมเต็มเข้าไปในเมฆาเพลิง ในครั้งนี้สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นมาก "ทหารเต๋า!"
อีกาเพลิงนั้นแตกต่างไปจากกระบี่ยักษ์เพลิงก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เขามองออกว่า นี่เป็นวิชาหลอมทหารเต๋าอันลึกล้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยการนำวิญญาณดิบของอีกาเพลิงหลอมรวมเข้าไปในธง ยามที่ใช้งานก็จะใช้เพลิงมารหลอมรวมขึ้นมาเป็นเรือนร่างของอีกาเพลิง
ทหารเต๋าที่หลอมขึ้นมาเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะรักษารูปแบบอิทธิฤทธิ์ส่วนใหญ่ของอีกาเพลิงก่อนตายเอาไว้ได้ แต่ยังทำให้ทหารเต๋ามีคุณสมบัติอมตะไม่แตกดับอีกด้วย
ทันทีที่ตกตาย ก็สามารถก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่จากภายในธงเพลิงได้ทันที
หลี่ผิงไม่ได้รีบร้อนกวัดแกว่งมีดประหารฟันออกไปให้สิ้นเปลืองพลังปราณ ทว่าเมื่อพลิกฝ่ามือ เสาไม้สีดำเกรียมท่อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ มันก็คือเสาผนึกวิญญาณนั่นเอง
ในเมื่อทหารเต๋าอีกาเพลิงเหล่านี้มีจิตวิญญาณ เช่นนั้นเสาผนึกวิญญาณก็สามารถสยบพวกมันได้พอดี
"ผนึก!"
หลี่ผิงตวาดเบาๆ เสาผนึกวิญญาณในฝ่ามือพลันเปล่งแสงสลัวออกมา ครอบคลุมเมฆาเพลิงที่เกิดจากอีกาเพลิงเอาไว้ภายใน
ภายใต้การสาดส่องของแสงผนึกวิญญาณ อีกาเพลิงที่เดิมทียังคงส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวอย่างคึกคัก ล้วนแข็งทื่ออยู่กลางอากาศ
วินาทีต่อมา อีกาเพลิงทั้งหมดก็ล้วนสลายไป หลงเหลือเพียงจิตวิญญาณที่ถูกผนึกเอาไว้ยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่
เหตุที่เพลิงมารสามารถหลอมรวมขึ้นเป็นอีกาเพลิงได้ หลักๆ ก็อาศัยพลังของทหารเต๋า เมื่อทหารเต๋าถูกผนึกเอาไว้ เพลิงมารย่อมสลายไปเองตามธรรมชาติ
"น่าเสียดาย ที่แสงผนึกวิญญาณใช้ไม่ได้ผลกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด!"
หลี่ผิงชำเลืองมองเฒ่ามารถานในที่ห่างไกล ภายในดวงตาปรากฏแววมืดมนวูบหนึ่ง
เมื่อครู่นี้ยามที่เขาสาดแสงผนึกวิญญาณออกไป ได้จงใจครอบคลุมเฒ่ามารถานเอาไว้ภายในด้วย ผลลัพธ์คือเฒ่ามารถานกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เมื่อทหารเต๋าอีกาเพลิงถูกทำลายไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ เฒ่ามารถานก็เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสนใจ "มีฝีมืออยู่บ้างนี่!"
เขาชำเลืองมองท่านว่านหวนที่กำลังฝืนทนต้านทานภายใต้การโจมตีของวิหคเพลิงเถื่อนแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเบาๆ "ทว่าเฒ่าผู้นี้ไม่มีเวลามาเล่นเป็นเพื่อนเจ้าแล้ว เจ้าจงไปลงนรกเสียเถอะ"
"ก๊า! ก๊า!"
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องเสียดหู อีกาเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนบินทะยานออกมาจากภายในธงในมือของเขาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นแต่ละตัวก็พ่นเปลวเพลิงออกมา ผสานเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันกลางอากาศ กลายเป็นอีกาเพลิงยักษ์ขนาดหลายร้อยจั้งตัวหนึ่ง
"ไป!"
เฒ่ามารถานโยนเบาๆ ธงสีแดงในมือก็หมุนคว้างลอยออกไป หลอมรวมเข้ากับอีกาเพลิงยักษ์กลางอากาศ
พริบตาเดียว
กลิ่นอายของอีกาเพลิงก็พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ด้านหลังจะมีขนหางขนาดยักษ์เรียงรายงอกออกมาอย่างกะทันหัน แต่ใต้ซี่โครงที่เดิมทีมีปีกอยู่แล้วก็ยังมีปีกสีแดงชาดงอกเพิ่มขึ้นมาอีกคู่ แรงกดดันระดับวิญญาณแรกกำเนิดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน
"สังหารมันซะ!"
เสียงคาถาทุ้มต่ำหลายประโยคดังออกมาจากปากของเฒ่ามารถาน อีกาเพลิงคำรามก้อง ปีกทั้งสี่กระพือไหว พุ่งทะยานเข้าใส่หลี่ผิงตรงๆ ความเร็วช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เพียงชั่วพริบตาก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าหลี่ผิงแล้ว
หลังจากได้ทดสอบแล้วว่าแสงผนึกวิญญาณไม่มีผลกับอีกาเพลิงตัวนี้
สีหน้าของหลี่ผิงก็เคร่งเครียดลง ไม่กล้าชะล่าใจ พลังปราณภายในร่างหลั่งไหลเข้าสู่มีดประหารสังหารมังกรในมืออย่างไม่เสียดาย พริบตาเดียว แสงสีทอง แสงสีเทา และสีโลหิตก็ทอประกายสลับกันไปมา สว่างจ้าจนแสบตา
ฟุ่บ!
ธงดาราจักรทั้งสามร้อยหกสิบห้าผืนบินทะยานออกมาจากแขนเสื้อของเขา ชั่วพริบตาก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็นเก้าจั้ง เคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งของแต่ละผืนเพื่อประกอบกันเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ ขวางกั้นอยู่บนเส้นทางที่อีกาเพลิงพุ่งเข้ามาพอดิบพอดี คุ้มครองหลี่ผิงเอาไว้ภายในค่ายกล
"ปัง! ปัง!..."
ภายใต้การพุ่งชนอย่างบ้าคลั่งของอีกาเพลิง ค่ายกลระดับสามแห่งนี้ต้านทานไว้ได้ไม่ถึงหนึ่งลมหายใจก็แตกซ่านไปโดยตรง
"แม้ธงดาราจักรจะแข็งแกร่ง แต่ขอบเขตและวิถีค่ายกลของข้ามันตื้นเขินเกินไป!" หลี่ผิงเห็นภาพนี้แล้ว ภายในใจก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจออกมา
เคราะห์ดีที่การทำลายค่ายกลท้ายที่สุดก็ทำให้อีกาเพลิงต้องสูญเสียพลังไปไม่น้อย ในชั่วพริบตาที่ค่ายกลแตกซ่าน หลี่ผิงก็กุมมีดประหารสังหารมังกรที่ทอประกายแสงสามสีสว่างวาบไปปรากฏตัวอยู่ตรงตำแหน่งใต้ท้องของอีกาเพลิงแล้ว จากนั้นจึงฟันออกไปอย่างแรง!
พลังแห่งการทำลายอาคมผสานกับพลังแห่งความแหลมคม และยังบวกด้วยพลังแห่งเกล็ดมังกรวารีโลหิต!
ต่อให้อีกาเพลิงจะบรรลุถึงขอบเขตระดับสี่แล้ว แต่การฟันด้วยมีดประหารในครั้งนี้ก็ยังคงกรีดเปิดบาดแผลขนาดใหญ่ใต้ท้องของมันได้อยู่ดี
สีหน้าของเฒ่ามารถานไม่แปรเปลี่ยน เพราะอีกาเพลิงนั้นเกิดจากเพลิงมารล้วนๆ ตราบใดที่เพลิงมารยังไม่เหือดแห้ง ต่อให้บาดเจ็บหนักเพียงใด อีกาเพลิงก็จะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ต้องชะงักงัน
เพราะบริเวณขอบบาดแผลขนาดใหญ่ใต้ท้องของอีกาเพลิง พลันมีเกล็ดน้ำแข็งสีเงินชั้นหนึ่งเกาะตัวขึ้นมา จากนั้นโดยมีบาดแผลเป็นศูนย์กลาง เกล็ดน้ำแข็งสีเงินชั้นนี้ก็ลุกลามออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจก็แช่แข็งอีกาเพลิงขนาดหลายร้อยจั้งเอาไว้พร้อมกับอาวุธวิเศษคู่กายของเขาจนหมด ก่อตัวเป็นก้อนน้ำแข็งสีเงินขาวร่วงหล่นลงเบื้องล่าง
"นี่มันวิถีทางอันใดกัน เป็นไปได้อย่างไร?" เฒ่ามารถานนึกย้อนถึงภาพตอนที่หลี่ผิงลงมืออย่างละเอียด ไม่นานก็คิดตก "เป็นเพลิงวิญญาณระดับสี่ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณตัวเล็กๆ ถึงกับมีเพลิงวิญญาณคู่กายระดับสี่อยู่หนึ่งสายเชียวหรือ!"
"ฟู่!"
หลี่ผิงพ่นลมหายใจออกมายาวๆ หลังจากใช้เพลิงเหมันต์ไท่อินโจมตีจนแช่แข็งอีกาเพลิงได้ในคราเดียว เขาก็รีบถอยร่างกลับอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็มีขวดหยกเพิ่มขึ้นมาในมือหนึ่งใบ เขาเทน้ำบำรุงแก่นแท้กรอกเข้าปากหลายอึกติดต่อกัน
เมื่อน้ำบำรุงแก่นแท้ตกถึงท้อง สัมผัสได้ว่าพลังปราณที่เหือดแห้งไปภายในร่างถูกเติมเต็มจนเต็มเปี่ยมในพริบตา หลี่ผิงถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อครู่นี้เขาอาศัยจังหวะที่เฒ่ามารถานประมาท วางค่ายกลเพื่อเผาผลาญอานุภาพของอีกาเพลิงก่อน จากนั้นในชั่วพริบตาที่ค่ายกลแตกซ่านก็ใช้มีดประหารสังหารมังกรโจมตีสุดกำลังฉีกกระชากเรือนร่างของอีกาเพลิง ท้ายที่สุดจึงใช้เพลิงเหมันต์ไท่อินโจมตีออกไปดุจสายฟ้าแลบ!
การโจมตีเป็นชุดเช่นนี้สามารถแช่แข็งอีกาเพลิงเอาไว้ได้อย่างแท้จริง
แต่พลังปราณภายในร่างของเขาก็เหือดแห้งไปเพราะเหตุนี้เช่นกัน หากไม่มีน้ำบำรุงแก่นแท้อยู่ในมือ ตอนนี้เขาคงมีเพียงทางเลือกเดียวคือการวิ่งหนีเอาตัวรอดแล้ว
"อานุภาพของเพลิงเหมันต์ไท่อินเกรงว่าคงจะเข้าใกล้ระดับสี่ขั้นกลางแล้ว เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียวพลังปราณของข้าก็ถูกสูบไปจนหมด" หลี่ผิงแผ่จิตสัมผัสครอบคลุมทั่วบริเวณพลางอดไม่ได้ที่จะทอดทอนใจ
ในช่วงสองร้อยปีมานี้ เพลิงเหมันต์ไท่อินถูกหล่อเลี้ยงบ่มเพาะอยู่ภายในร่างของเขาพร้อมกับธงดาราจักร ได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังแห่งดวงดาวอันบริสุทธิ์ อันที่จริงมันเติบโตขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เพียงแต่ไม่มีการเร่งเวลาพันเท่าของเกาะลอยสีเทาแห่งที่สอง การเติบโตจึงไม่ได้รวดเร็วถึงเพียงนั้นก็เท่านั้นเอง
แน่นอนว่า นี่ก็เป็นความตั้งใจของเขาเช่นกัน
มิเช่นนั้นหากเพลิงเหมันต์ไท่อินเติบโตไปจนถึงระดับสี่ขั้นกลางจริงๆ ด้วยระดับความแข็งแกร่งในขั้นหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลายของเขา คงไม่มีทางเรียกใช้งานมันได้อย่างแน่นอน
ในระหว่างที่ก้อนน้ำแข็งสีเงินขาวขนาดมหึมาร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า บนพื้นผิวก็เริ่มมีระลอกคลื่นความร้อนระเหยขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าภายในของมันกำลังมีภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตปะทุและพ่นลาวาอันร้อนระอุออกมา!
"ก๊า~"
ก่อนที่จะตกลงสู่พื้นเพียงเสี้ยววินาที ก้อนน้ำแข็งก็ละลายจนหมดสิ้น อีกาเพลิงยักษ์ที่ดูอ่อนแรงลงไปไม่น้อยบินทะยานออกมาจากภายในนั้น เฒ่ามารถานพึมพำท่องคาถา อีกาเพลิงก็กระพือปีกพุ่งเข้าใส่หลี่ผิงอีกครั้ง
เฒ่ามารถานรู้ดีว่า เพลิงวิญญาณระดับสี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณจะสามารถเรียกใช้งานได้ หลังจากการโจมตีเพียงครั้งเดียว ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณฝั่งตรงข้ามผู้นั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะผลาญพลังปราณไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
และแม้ตัวเขาเองจะสูญเสียพลังปราณไปส่วนหนึ่งเช่นกัน แต่ความมหาศาลของพลังปราณแห่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณจะนำมาเทียบได้เลย
การที่เขาสั่งโจมตีอีกครั้งในเวลานี้ ย่อมสามารถสังหารหลี่ผิงได้อย่างง่ายดาย
อันที่จริงหลังจากผ่านการต่อสู้เมื่อครู่นี้มา ตอนนี้เขาก็ไม่กล้าประมาทหลี่ผิงเลยแม้แต่น้อย
เพียงแค่ระดับหลอมรวมแก่นปราณก็มีระดับความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หากปล่อยให้เขาสามารถหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดสำเร็จได้ แล้วมันจะเป็นเช่นไรเล่า?
ในเมื่อผูกความแค้นกันแล้ว เช่นนั้นก็จงสังหารมันให้สิ้นซากลง ณ ที่แห่งนี้เสีย!
หลี่ผิงเห็นอีกาเพลิงพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ในดวงตาก็ปรากฏแววผ่อนคลายวูบหนึ่ง
อีกาเพลิงในสภาวะสมบูรณ์แบบเขายังสามารถต้านทานเอาไว้ได้ นับประสาอันใดกับในยามนี้ที่มันอ่อนแรงลงไปมากแล้ว
ก่อนที่น้ำบำรุงแก่นแท้จะหมดไป อาศัยอานุภาพของเพลิงเหมันต์ไท่อินระดับสี่และอาวุธวิเศษคู่กาย แล้วยังพึ่งพาวิชาคาถาเคลื่อนย้ายดวงดาวที่ไร้ผู้ทัดเทียมในใต้หล้า เขาจึงไม่หวาดกลัวผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดทั่วไปเลยแม้แต่น้อย!
แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องให้เขาลงมืออีกแล้ว
จิตสัมผัสของเขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บนสมรภูมิอีกด้านหนึ่ง ท่านว่านหวนที่ถูกแผดเผาภายใต้เพลิงทลายอธรรม จำต้องระเบิดกายาธรรมทิ้งอีกครั้ง หลงเหลือเพียงวิญญาณแรกกำเนิดเปล่าเปลือยเคลื่อนย้ายพริบตาหลบหนีไป
เมื่อท่านว่านหวนหลบหนีไป ไม่ว่าจะเป็นเฒ่ามารถานที่กดดันหลี่ผิงจนต้องตั้งรับ หรือฟูเหรินอิ้นที่ได้เปรียบเว่ยอี่หลิงอยู่เล็กน้อย ล้วนถอนหายใจออกมา เก็บอาวุธวิเศษของตนกลับคืน หมุนตัวเหาะเหินหลบหนีไปในทิศทางที่ห่างไกลจากสำนักเทียนเฉี่ยว
"ลูกพี่ มันหนีไปอีกแล้ว" วิหคเพลิงเถื่อนร่อนลงข้างกายหลี่ผิง คืนร่างเป็นเด็กชายชุดคลุมสีชาด ภายในดวงตาปรากฏแววไม่ยินยอมอยู่บ้าง
หลี่ผิงพยักหน้าเล็กน้อย เขาก็ตระหนักถึงปัญหานี้เช่นกัน
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดสังหารได้ยากเย็นจนเกินไปจริงๆ แม้จะสู้ไม่ได้ แต่ทันทีที่วิญญาณแรกกำเนิดออกจากร่างก็สามารถหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย
ตัวเขาเองสามารถไล่ตามวิญญาณแรกกำเนิดที่หลบหนีไปได้ทัน แต่ฝ่ายตรงข้ามมีถึงสามคน หากฝั่งตนไล่ตามไปก็คงไม่ได้เปรียบอันใด
ในยามนั้นเอง ณ ดินแดนศูนย์กลางของสำนักเทียนเฉี่ยว แรงกดดันอันหนักอึ้งสายหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมา จากนั้นจู่ๆ พายุก็พัดกระหน่ำ บนท้องฟ้าที่เดิมทีไร้เมฆหมอกนับหมื่นหลี่ พลันมีหมู่เมฆสีดำมืดมิดก้อนแล้วก้อนเล่าก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ภายในหมู่เมฆมีสายฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง
เฝิงซีซวงหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดสำเร็จ และกำลังจะเผชิญกับทัณฑ์อัสนีแล้ว