- หน้าแรก
- ภรรยาข้าคือจอมมารหญิงอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก
- บทที่ 452 สหายเก่า
บทที่ 452 สหายเก่า
บทที่ 452 สหายเก่า
ภาคเหนือยากลำบากยิ่งกว่าภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้ามแม่น้ำหวยไปแล้ว ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยซากศพ มีผู้ลี้ภัยอยู่ทุกหนทุกแห่ง ระเบียบของสังคมพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง มนุษย์ได้กลายเป็นสัตว์ที่น่ากลัวและน่าเวทนาที่สุดไปแล้ว
แทบจะไม่มีหมู่บ้านใดที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ผู้อพยพรวมตัวกัน ไม่เพียงแต่เข่นฆ่าผู้คนและแย่งชิงเสบียงอาหาร ทว่าถึงขั้นเริ่มรวมกลุ่มกันสังหารชาวบ้านและย่ำยีสตรีอย่างเป็นระบบ กลายเป็นกลุ่มโจรอย่างแท้จริง
ถังอวี่และจู้เยว่ซีไม่กล้าใช้เส้นทางหลวงอีกต่อไป ด้านหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการพบเห็นโศกนาฏกรรม อีกด้านหนึ่งคือไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับพวกผู้อพยพเหล่านั้น ฆ่าอย่างไรก็ฆ่าไม่หวาดไม่ไหว
"ใต้หล้า กลายเป็นสภาพเช่นนี้ไปได้อย่างไร..."
ขณะยืนมองลงมาจากยอดเขา จู้เยว่ซีก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
หมู่บ้านตีนเขากำลังถูกกลุ่มผู้อพยพหลายร้อยคนปล้นสะดม ผู้อพยพเหล่านี้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปสิ้นแล้ว แม้จะแย่งชิงเสบียงมาได้ทั้งหมด แต่ก็ยังคงเข่นฆ่าผู้คนอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด ทั้งชายหญิง คนชรา และเด็กเล็ก เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังก้องฟ้า ทว่ากลับถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะของพวกผู้อพยพ
เพียงแค่สองสามเค่อ หมู่บ้านที่มีผู้คนนับร้อยก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น สตรีถูกย่ำยีและทรมานจนตาย เด็กเล็กล้วนถูกโยนทิ้งลงในบ่อน้ำ
ประวัติศาสตร์ไม่อาจทนต่อการพินิจพิเคราะห์ หากมองลึกลงไปเท่าใด ก็ยิ่งสิ้นหวังมากเท่านั้น
"ไปกันเถอะอาจารย์อา พวกเรายังต้องเดินทางกันต่อ"
น้ำเสียงของถังอวี่เต็มไปด้วยความทอดถอนใจ
จู้เยว่ซีเม้มริมฝีปาก หันกลับไปมองถังอวี่ "ใต้หล้ากลายเป็นสภาพเช่นนี้ไปได้อย่างไร?"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือ ขอบตาก็เริ่มแดงระเรื่อ
ถังอวี่ทำได้เพียงส่ายหน้ากล่าวว่า "เป็นเช่นนี้มาแต่โบราณ ดังนั้นจึงต้องมีกฎระเบียบมาคอยควบคุม"
"ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานอยู่ที่จารีตประเพณี อารยธรรม และการอบรมสั่งสอน ตอนนี้สิ่งเหล่านี้แทบจะสูญหายไปหมดแล้ว โดยธรรมชาติพวกเขาก็ล้วนกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานไปเสียสิ้น"
จู้เยว่ซีกล่าวเสียงสะอื้น "ถังกง พวกเรายังต้องเดินทางอีกไกลแค่ไหนกัน"
ถังอวี่นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะคลี่ยิ้มกล่าวว่า "หลายร้อยลี้ อีกหลายร้อยลี้ก็จะถึงอำเภอเฉียวแล้ว"
"นี่ถือเป็นคำตอบของท่านหรือ?"
จู้เยว่ซีขยี้ตาอย่างแรง กล่าวเสียงแผ่ว "ท่านเองก็ไม่มั่นใจแล้วเช่นกันหรือ?"
ถังอวี่ทำได้เพียงกล่าวว่า "ข้าเพียงคนเดียวไม่อาจให้คำตอบได้ เรื่องนี้ต้องการความพยายามจากคนจำนวนมาก ต้องทำไปทีละก้าว และสิ่งที่พวกเราต้องทำในตอนนี้ก็คือ ไปอำเภอเฉียวเพื่อพบไต้เยวียน"
"อาจารย์อา คิดมากไปก็รังแต่จะเพิ่มภาระทางใจ มีเพียงการลงมือทำเท่านั้น จึงจะรู้สึกอุ่นใจ และสงบสติอารมณ์ลงได้"
จู้เยว่ซีกัดฟัน เร่งฝีเท้าเดินไปทางทิศเหนือ
ถังอวี่เดินตามไปพร้อมกับกล่าวว่า "ได้ยินมาว่าซุนสือลงจากเขาแล้ว ตอนนี้อยู่ข้างกายไต้เยวียน"
จู้เยว่ซีกล่าว "หากเขากล้าคิดตุกติก ข้าจะสังหารเขาให้สิ้นซาก"
ทั้งสองมีพื้นฐานกำลังภายในล้ำลึก แม้จะเป็นเส้นทางภูเขาก็เดินเหินได้ราวกับเดินบนพื้นราบ ความเร็วรวดเร็วยิ่งนัก
เมื่อมาถึงนอกเมืองอำเภอเฉียว จู้เยว่ซีก็จับตัวสายลับที่ซุ่มซ่อนอยู่ผู้หนึ่งมา ให้เขานำความไปแจ้ง ว่าซือหม่าเซ่ามีราชโองการลับมาถ่ายทอด
ส่วนไต้เยวียนที่ได้รับข่าวก็รู้สึกลังเลสงสัย "ราชโองการลับ? ราชโองการลับอันใดถึงต้องให้คนในยุทธภพเป็นผู้นำมาส่ง?"
"เจ้าวังใจศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ ข้าก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ก็เคยช่วยอดีตฮ่องเต้ถ่ายทอดราชโองการ ได้ยินมาว่าวรยุทธ์สูงส่งยิ่งนัก"
"แต่ข้าไม่เคยได้ยินว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีส่วนเกี่ยวข้องกันกับนางนี่นา หรือว่านางกำลังทำงานให้ฝ่าบาทอยู่?"
พูดถึงตรงนี้ ไต้เยวียนก็หันไปมองชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างกาย ขมวดคิ้วกล่าว "ปรมาจารย์ซุน ข้าออกไปได้หรือไม่?"
ซุนสือมีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย "หากเป็นการส่งราชโองการ นางก็ควรจะให้พวกเราเปิดประตูเมือง ไม่ใช่ให้ท่านแม่ทัพออกไป"
ไต้เยวียนกล่าว "นั่นสิ ข้าเองก็สงสัยในจุดนี้เช่นกัน แต่ถ้าหากข้าไม่ไปพบนาง ข้าก็คงรับผลที่ตามมาไม่ไหว ตอนที่ต่อต้านสือหู่อยู่ที่นี่ นางเคยสังหารสายลับของสือหู่ไปนับไม่ถ้วนด้วยตัวคนเดียว"
"ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทฝึกฝนคนเหล่านั้นมาอย่างยากลำบาก ตัดใจให้นางฆ่าทิ้งไม่ลงจริงๆ ปรมาจารย์ซุนสามารถรับรองความปลอดภัยของข้าได้หรือไม่?"
ซุนสือนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงกล่าว "ข้าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง แต่นางมีโรคภัยรุมเร้า การจะเอาชนะข้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน"
"หากสถานการณ์พลิกผัน ข้าสามารถถ่วงเวลานางไว้ได้อย่างน้อยหนึ่งเค่อ ท่านแม่ทัพมีเวลาเหลือเฟือที่จะถอยหนี"
ไต้เยวียนหัวเราะขึ้นมาทันที "เช่นนั้นก็รบกวนปรมาจารย์ซุนแล้ว! ข้าจะพาทหารองครักษ์ร้อยนายไปคุ้มกัน! ออกไปพ้นเมืองเพื่อพบสตรีแห่งวังใจศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น ดูสิว่าตกลงแล้วมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่"
นอกเมืองอำเภอเฉียวมีความสงบสุข อย่างไรเสียก็มีไต้เยวียนประจำการอยู่ที่นี่ ผู้อพยพเร่ร่อนยังไม่ทันได้เข้าใกล้ก็จะถูกปราบปราม และสถานการณ์ในอำเภอเฉียวก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่อื่นๆ
เพราะถังอวี่เคยมาที่นี่ ตอนนั้นเขาได้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้พวกเขายกเว้นภาษี
ประตูเมืองเปิดออก ไต้เยวียนนำทหารองครักษ์นับร้อยนายออกไปนอกเมือง ไม่นานก็มองเห็นจู้เยว่ซียืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่ไกลๆ
เขาขมวดคิ้ว หันไปมองซุนสือ
ซุนสือกล่าว "หากนางมาเพียงผู้เดียว ย่อมไม่มีอันตรายอันใด ข้าสามารถคุ้มครองท่านแม่ทัพได้"
ไต้เยวียนยังคงรู้สึกไม่วางใจนัก เขาเลือกยอดฝีมือสิบกว่าคนมาคุ้มกันล้อมรอบตนเอง ก่อนจะเดินไปข้างหน้า
เมื่อห่างกันสิบจั้ง เขาก็หยุดฝีเท้าลง พลางตะโกน "เทพธิดาใจศักดิ์สิทธิ์ ฝ่าบาทมีราชโองการลับอันใดมามอบให้ข้าหรือ? โปรดกล่าวมาตามตรงเถิด"
จู้เยว่ซีกล่าวเสียงเรียบ "ริมแม่น้ำห่างออกไปหนึ่งลี้ข้างหน้า มีคนรอท่านอยู่ เขาต้องการพบท่าน"
ไต้เยวียนถามด้วยความสงสัย "ผู้ใดกัน?"
จู้เยว่ซีตอบ "สหายเก่าผู้หนึ่งของท่าน ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง"
ไต้เยวียนหรี่ตาลงเล็กน้อย ส่งสายตาให้ทหารองครักษ์ที่อยู่ข้างกาย
ทหารองครักษ์สองนายควบม้าพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ไม่นานพวกเขาก็กลับมา รายงานว่า "มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่นั่นจริงๆ ขอรับ ไม่มีทหารซุ่มโจมตี"
"ดี!"
ไต้เยวียนหัวเราะ "เช่นนั้นข้าจะไปพบสิ่งที่เรียกว่าสหายเก่าเสียหน่อย!"
เขาวางใจลง แล้วจึงเดินตรงไปข้างหน้าทันที
จนกระทั่งมาถึงริมแม่น้ำ เขาถึงได้เห็นคนที่นั่งอยู่บนก้อนหินริมฝั่ง
เอ๊ะ? แผ่นหลังนี้เหตุใดจึงดูคุ้นตานัก?
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น คนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็หันกลับมา เผยให้เห็นรอยยิ้มเจิดจ้า
ไต้เยวียนอ้าปากค้างในทันที อยากจะร้องตะโกนแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ร่างกายถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าว ชี้มือไปเบื้องหน้าพลางกล่าว "เจ้า! เจ้าๆๆๆ... เจ้า... ถัง..."
ถังอวี่กล่าวเสียงเบา "ไต้กง จากลากันที่โส่วชุนก็ผ่านมาปีกว่าแล้ว ช่วงนี้สบายดีหรือไม่?"
หัวใจของไต้เยวียนแทบจะระเบิดออกมา เขามีตำแหน่งสูงส่งกุมอำนาจล้นฟ้า ประจำการปกป้องดินแดน แน่นอนว่าย่อมไม่เกรงกลัวผู้ใด แม้แต่ซือหม่าเซ่า เขาก็ไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ไม่อาจทำอะไรขุนนางปกครองหัวเมืองอย่างเขาได้อยู่แล้ว
แต่เขากลับกลัวคนผู้นี้เพียงคนเดียวเท่านั้น!
ที่อำเภอเฉียว ถังอวี่ผู้นี้รังแกข้าเสียจนยับเยิน ทำลายแผนการของข้าไปเสียดื้อๆ
ที่โส่วชุน เขาไม่เพียงแต่อาศัยเปลวเพลิงฝ่าวงล้อมออกไปได้ ทว่ายังสังหารซีเจี้ยนไปอีกด้วย
หลังจากนั้นไต้เยวียนก็นอนฝันร้ายไปครึ่งค่อนปี หวาดกลัวว่าจู่ๆ จะมีถังอวี่โผล่มาอยู่ข้างเตียง
ตอนนี้กลับต้องมาเจอกันอีก นี่มันเรื่องสยองขวัญบัดซบชัดๆ
"เจ้าไม่ได้อยู่ดินแดนสู่หรอกหรือ! เจ้ามาทำอะไรที่อำเภอเฉียวของข้าเนี่ย! เจ้ารีบไปเลยนะ!"
ไต้เยวียนลนลานจริงๆ เขารู้สึกว่าการที่ได้เห็นถังอวี่หมายความว่าตนเองกำลังจะซวยแล้ว
ถังอวี่กล่าว "พวกเราก็เป็นสหายเก่าที่รู้จักกันมานาน พอหน้ากันเหตุใดจึงต้องไล่ข้าด้วยเล่า ไต้กง นี่หรือคือวิธีการต้อนรับแขกของท่าน?"
ไต้เยวียนร้อนรนจนกระทืบเท้า "ไต้กงมารดาเจ้าสิ! ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า! ไสหัวไปเดี๋ยวนี้! อย่ามาสร้างความฉิบหายให้ข้าอีกเลย!"
ถังอวี่ยิ้มบางๆ หันไปมองซุนสือ พลางกล่าวเสียงเบา "อาการบาดเจ็บของปรมาจารย์ซุนหายดีเป็นปลิดทิ้งแล้วหรือ?"
ซุนสือมีสีหน้าเรียบเฉย แต่มือก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่นเทาเล็กน้อย
ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ก็คือตอนอยู่ที่อำเภอซูที่ถูกถังอวี่วางแผนเล่นงาน ถูกฟ่านซิงโหมวไล่ทุบตี ต้องรับฝ่ามืออักขระไปถึงสี่สิบกว่ากระบวนท่า เกือบจะถูกตีจนตายเชียวนะ
ถังอวี่กล่าว "ปรมาจารย์ซุนยังจำข้อตกลงของพวกเราที่นครเจี้ยนคังได้หรือไม่? ตอนที่แยกจากกัน ข้าเคยบอกไว้ว่า ข้าจะสังหารหวังตุน และตัวเจ้าด้วย"
"บัดนี้หวังตุนได้จากไปแล้ว เมื่อใดจะถึงคราวของเจ้าเล่า?"
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของซุนสือกระตุกเล็กน้อย เขากล่าวเสียงขรึม "หากอยากสังหารข้าก็ลงมือเถอะ ไม่ต้องพูดจาไร้สาระ"
ถังอวี่กล่าว "อย่าเพิ่งใจร้อน ย่อมมีโอกาสแน่ ตอนนี้ข้ายุ่งอยู่"
พูดจบ เขาก็โบกมือให้ไต้เยวียนพลางกล่าว "ไต้กง รีบมานั่งสิ พวกเราสหายเก่ามาคุยรำลึกความหลังกันเถอะ"
ไต้เยวียนแทบจะร้องไห้ออกมา เขาประสานมือคารวะ "ผู้ช่วยเจ้าเมืองถัง... ไม่สิ! ถังกง! ใต้เท้าเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ปล่อยข้าไปได้หรือไม่?"
"ข้าไม่อยากพูดกับท่านแม้แต่ประโยคเดียวจริงๆ ข้ารู้สึกว่าเพียงแค่พูดคุยกับท่าน ข้าก็คงไม่มีจุดจบที่ดีแน่"
"เอาเช่นนี้ ข้าจะมอบทองคำให้อีกหนึ่งร้อยตำลึง ดีหรือไม่?"
"ขอเพียงท่านรับปากว่าชาตินี้จะไม่มาพบหน้าข้าอีก..."
ถังอวี่ยิ้มพลางกล่าว "ไม่คุยรำลึกความหลังแถมยังจะไล่ข้าไปอีก ท่านไม่เห็นข้าเป็นสหายเลยนี่นา"
"เช่นนั้นสายลับนับร้อยคนที่กระจายตัวอยู่รอบๆ อำเภอเฉียวของท่าน ข้าคงต้องให้เทพธิดใจศักดิ์สิทธิ์ช่วยจัดการให้เสียหน่อยแล้วล่ะมั้ง?"
ไต้เยวียนปวดหัวขึ้นมาทันที เขาดึงทึ้งเส้นผมของตนเองอย่างแรง พลางคำราม "ตกลงท่านต้องการสิ่งใดกันแน่!"
ถังอวี่กล่าวเสียงเบา "ไต้กง ข้ามาเพื่อสนับสนุนให้ท่านเป็นฮ่องเต้น่ะสิ"
วินาทีนั้น ไต้เยวียนก็หันหลังวิ่งหนีทันที
แต่ช่างน่าเสียดาย ที่เบื้องหน้าของเขามีจู้เยว่ซียืนขวางอยู่
ซุนสือรีบพุ่งเข้าไปคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าไต้เยวียนทันที กล่าวเสียงขรึม "เจ้าวังจู้ ท่านคิดจะทำสิ่งใด?"
จู้เยว่ซียื่นมือออกไป แบฝ่ามือขึ้น กลิ่นอายวิถีเต๋าอันบริสุทธิ์สายหนึ่งเริ่มหลั่งไหลออกมา
น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามที่มิอาจตั้งข้อกังขา "โรคภัยของข้าหายดีแล้ว พลังยุทธ์ก็ทะลวงบรรลุถึงจุดสูงสุดขั้นใหม่ เจ้าคุ้มครองเขาไม่ได้หรอก"
"ให้เขากลับไปคุยกันดีๆ เช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อทุกคน"
สีหน้าของซุนสือแข็งค้าง เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิถีเต๋าอันบริสุทธิ์นั้น ในที่สุดก็กล่าวเสียงแผ่วว่า "ไต้กง ก็แค่พูดคุยกันเท่านั้น ไม่เห็นจะเสียหายอันใดเลย"