- หน้าแรก
- ระบบปล้นวาสนา ขอโทษทีศิษย์น้องไอเทมชิ้นนี้ศิษย์พี่ขอ
- บทที่ 45 - อัจฉริยะสาว หลินเซี่ย
บทที่ 45 - อัจฉริยะสาว หลินเซี่ย
บทที่ 45 - อัจฉริยะสาว หลินเซี่ย
บทที่ 45 - อัจฉริยะสาว หลินเซี่ย
เฮ่ออวิ๋นเทาคือผู้ฝึกตนระดับก่อแก่นทองคำขั้นหก ถือเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในหมู่ผู้อาวุโสชายของสำนักร้อยบุปผา
สายตาในการมองคนของเขานั้นเฉียบแหลมและแม่นยำมาก
แต่ทว่าเย่เฟิงที่ลู่ชิงซิ่วชื่นชมนักหนา ในสายตาของเขากลับดูจืดชืดไร้ราศี
แม้ว่าการอยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับสองจะถือว่าไม่เลว แต่ในมุมมองของเฮ่ออวิ๋นเทา พลังปราณของเย่เฟิงยังดูไม่ค่อยนิ่ง คงเพิ่งจะทะลวงขั้นมาได้ไม่นาน ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะคุ้นชินกับพลังระดับนี้ ยิ่งไม่ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับหลินเซี่ยเลย
"เด็กคนนี้อาจจะมีวาสนาอยู่บ้าง แต่ฝีมือคงไม่ได้เก่งกาจอย่างที่ศิษย์น้องพูดหรอกกระมัง การจะสอบเข้าเป็นศิษย์สายในน่ะคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะให้ไปเทียบชั้นกับหลินเซี่ย มันก็ห่างไกลกันเกินไป ทั้งความต่างของระดับพลัง แถมทักษะการควบคุมลมปราณก็ยังคนละชั้นกันเลย"
เฮ่ออวิ๋นเทากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ด้วยระดับพลังของเขา การจะมองทะลุเรื่องพวกนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
คำพูดของลู่ชิงซิ่วก่อนหน้านี้ทำให้เขาขัดใจอยู่ไม่น้อย เขาจึงจงใจพูดขัดคอเช่นนี้
ส่วนลู่ชิงซิ่วก็คร้านที่จะต่อปากต่อคำ
อันที่จริงนางก็รู้ดีว่า แม้ระดับพลังของเย่เฟิงจะตามหลังหลินเซี่ยอยู่แค่ขั้นเดียว แต่พรสวรรค์และฝีมือของทั้งสองคนนั้นห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
ลู่ชิงซิ่วเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเหตุใดนางถึงได้มีความเชื่อมั่นในตัวเย่เฟิงอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้
นางจึงทำได้เพียงตอบกลับไปอย่างเย็นชาว่า "งั้นก็รอดูกันต่อไปก็แล้วกัน"
เมื่อลู่ชิงซิ่วยืนกรานเช่นนั้น เฮ่ออวิ๋นเทาก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดอีก
ทุกคนต่างพากันเงยหน้ามองระฆังใบใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานกว้าง
นี่คือระฆังส่งสัญญาณเริ่มการทดสอบ เมื่อระฆังดังขึ้น ก็หมายความว่าถึงเวลาเที่ยงสามเค่อแล้ว
และการทดสอบก็จะเริ่มต้นขึ้นทันที
ตอนนี้ยังมีเวลาเหลืออยู่อีกนิดหน่อย เหล่าผู้อาวุโสจึงนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ แต่ทว่าการปะทะคารมระหว่างลู่ชิงซิ่วและเฮ่ออวิ๋นเทาเมื่อครู่นี้ ก็ทำให้บรรยากาศบนปะรำพิธีดูอึดอัดขึ้นมาถนัดตา
ผู้อาวุโสหญิงคนอื่นๆ ได้แต่นั่งเงียบด้วยความอึดอัดใจ
ทั้งเฮ่ออวิ๋นเทาและลู่ชิงซิ่วต่างก็เป็นกำลังหลักของสำนัก แต่ความบาดหมางระหว่างพวกเขาก็ฝังรากลึกมานาน
และนี่ก็คือความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้ฝึกตนที่มาร่วมทดสอบก็มารวมตัวกันจนเนืองแน่น ต่างก็เฝ้ารอเสียงระฆังอย่างใจจดใจจ่อ
ทว่าเย่เฟิงกลับปลีกวิเวกไปนั่งอยู่ตรงมุมอับ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวกลมกลืนหรือหลบซ่อน แต่เขาต้องการใช้จุดนี้เพื่อสังเกตการณ์ผู้คนรอบข้าง เขาอยากรู้ว่าจะมีใครให้เขาได้ยืมค่าโชคชะตาบ้างไหม
แต่หลังจากกวาดสายตาสำรวจผู้ฝึกตนไปหลายคน เขาก็พบว่าไม่มีใครมีค่าโชคชะตาสูงกว่าเขาเลย เย่เฟิงจึงเลิกสนใจพวกระดับล่างทันที
ตอนนี้เขามีค่าโชคชะตาถึง 210 แต้มแล้ว
เขาจะเล็งขโมยโชคชะตาเฉพาะคนที่มีค่าโชคชะตาสูงกว่าตัวเองเท่านั้น
เย่เฟิงเหลือบไปมองเหล่ายอดฝีมือขั้นก่อแก่นทองคำที่นั่งอยู่บนปะรำพิธีเป็นอันดับแรก
แต่เขาก็ไม่กล้าตรวจสอบหน้าต่างสถานะของคนพวกนั้น
เพราะเขาเพิ่งจะมาถึงที่นี่ แถมระดับพลังของเขากับผู้อาวุโสเหล่านั้นก็ยังห่างชั้นกันเกินไป การทำอะไรบุ่มบ่ามสุ่มสี่สุ่มห้าก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
เย่เฟิงไม่ได้โง่ขนาดนั้น
เขารู้ดีว่าหากระดับพลังห่างกันเกินไป โอกาสจะรอดจากการถูกจับได้ก็แทบจะเป็นศูนย์ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะได้รับวาสนาชิ้นใหญ่จริงๆ เขาถึงจะกล้าเสี่ยงดวง
เป้าหมายของเย่เฟิง จึงไปตกอยู่ที่เด็กสาวในชุดสีเขียวที่นั่งอยู่ตรงมุมลานกว้าง
นางเป็นเด็กสาวที่มีใบหน้างดงามหมดจด ดูจากหน้าตาน่าจะมีอายุราวๆ สิบห้าหรือสิบหกปีเท่านั้น เด็กสาวผู้นี้กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาทำสมาธิอย่างเงียบสงบ
ราวกับว่านางปลีกวิเวกออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
และที่สำคัญ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กสาวผู้นี้ดูลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
[ตรวจสอบหน้าต่างสถานะ]
เย่เฟิงสั่งการระบบทันที
ระบบก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลชุดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเย่เฟิง
ชื่อ: หลินเซี่ย
สถานะ: คุณหนูใหญ่ตระกูลหลินแห่งเมืองนครโบราณ ศิษย์สายนอกของสำนักร้อยบุปผา
ระดับพลัง: สร้างรากฐานขั้นสามระดับสูงสุด
[ดวงชะตากำเนิด: พรสวรรค์ล้ำเลิศ (ระดับห้า) โฉมงามล่มเมือง (ระดับเจ็ด) มุ่งมั่นทะเยอทะยาน (ระดับหก) ดวงส่งเสริมอาจารย์ (ระดับแปด)]
ค่าโชคชะตา: 1000
โชคชะตาเร็วๆ นี้: [ชนะเลิศการทดสอบเข้าศิษย์สายในของสำนักร้อยบุปผา ปรมาจารย์ผู้เฒ่าร้อยบุปผาปรากฏตัวและมอบไข่มุกเจ็ดสมบัติให้เป็นรางวัล นางฝากตัวเป็นศิษย์ของเฮ่ออวิ๋นเทา]
เสียงของระบบดังขึ้นในหัว
ทำให้ดวงตาของเย่เฟิงเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น
แม่นางหลินผู้นี้มีค่าโชคชะตาสูงถึงหนึ่งพันแต้ม ซึ่งเหนือกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
แถมเด็กสาวคนนี้ยังมีดวงชะตาที่หายากมาก นั่นก็คือดวงส่งเสริมอาจารย์
หมายความว่าใครก็ตามที่ได้เป็นอาจารย์ของหลินเซี่ย คนผู้นั้นก็จะได้รับผลพลอยได้จากความโชคดีของนางไปด้วย
และที่น่าตกใจคือดวงชะตานี้มีระดับสูงถึงระดับแปด
"หากปล่อยให้หลินเซี่ยไปเป็นศิษย์ของเฮ่ออวิ๋นเทา ไอ้อาวุโสนั่นต้องได้ผลประโยชน์มหาศาลแน่"
เย่เฟิงคิดในใจ
แต่เรื่องระหว่างเฮ่ออวิ๋นเทากับหลินเซี่ยไม่ได้เกี่ยวกับเขา ต่างคนต่างอยู่ เขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก
ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่เย่เฟิงสนใจอย่างมาก
นั่นก็คือผู้ชนะเลิศจะได้รับไข่มุกเจ็ดสมบัติเป็นรางวัล
นี่คือของวิเศษชั้นยอดของสำนักร้อยบุปผา ประเมินค่าได้ว่าเป็นของวิเศษระดับสี่ขั้นสูง
และแน่นอนว่า เย่เฟิงมีเตาหลอมเทียนจี
หากนำสิ่งนี้ไปสกัดความบริสุทธิ์ เขาก็จะได้ไข่มุกเจ็ดสมบัติระดับห้า
มูลค่าของมันจะพุ่งทะยานจนไข่มุกระดับสี่เทียบไม่ติดเลยทีเดียว
ใบหน้าของเย่เฟิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
ปกติแล้วการทดสอบศิษย์สายในของสำนักร้อยบุปผา จะมีเพียงผู้อาวุโสไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นผู้ดูแล และรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศก็มักจะเป็นพวกโอสถหรือทรัพยากรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าปรมาจารย์ผู้เฒ่าร้อยบุปผาผีเข้าหรืออย่างไร ถึงได้ยอมงัดเอาไข่มุกเจ็ดสมบัติออกมาเป็นรางวัล
มูลค่าของสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย
เย่เฟิงรู้ดีว่ามันคือสมบัติล้ำค่าที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในโลกใบนี้
"หากข้าได้ไข่มุกเจ็ดสมบัติมา แล้วนำไปอัปเกรดเป็นระดับห้า ข้าต้อง... รวยเละแน่ๆ"
ต้องรู้ก่อนว่าไข่มุกเจ็ดสมบัติระดับห้านั้นจัดว่าเป็นของวิเศษหายากแห่งฟ้าดิน
หากนำไปประดับบนอาวุธ มันสามารถยกระดับอาวุธระดับปฐพีขั้นต่ำให้กลายเป็นระดับปฐพีขั้นสูงได้ในพริบตา
อานุภาพของมันเหนือกว่าไข่มุกระดับสี่หลายขุมนัก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เย่เฟิงก็ตัดสินใจที่จะแย่งชิงวาสนาของหลินเซี่ย แน่นอนว่าเขาไม่ได้อยากจะไปฝากตัวเป็นศิษย์ของเฮ่ออวิ๋นเทาหรอกนะ
เป้าหมายเดียวของเขาคือไข่มุกเจ็ดสมบัติ
"ขี้จุ๊ตาลาล่านะน้องหลิน พี่เองก็หมดทางเลือกเหมือนกัน ใครใช้ให้พี่มาเห็นเข้าล่ะ" เย่เฟิงแอบคิดขำๆ
ทว่าการจะเอาชนะหลินเซี่ยก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ แม้ระดับพลังและความสามารถของนางจะยังสู้หานอวี้หลงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก
หากไม่ใช้วิธีลอบกัด ก็คงยากที่จะเอาชนะนางได้
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เย่เฟิงก็เริ่มขมวดคิ้วใช้ความคิด
แต่เป้าหมายของเขายังคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง
ไข่มุกเจ็ดสมบัติต้องเป็นของเขา
เย่เฟิงได้วางแผนการร้ายเอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
และในตอนนั้นเอง เสียงระฆังก็ดังกังวานขึ้น
เฮ่ออวิ๋นเทา ลู่ชิงซิ่ว และผู้อาวุโสคนอื่นๆ รีบลุกขึ้นยืนทันที
พร้อมกับมียอดฝีมือสาวผู้หนึ่งเดินมาค้อมตัวทำความเคารพผู้อาวุโสเหล่านั้น
นางคือ ฉีเยี่ยนเยี่ยน เจ้าสำนักร้อยบุปผาคนปัจจุบัน
ฉีเยี่ยนเยี่ยนไม่เพียงแต่เป็นเจ้าสำนัก แต่ยังเป็นยอดฝีมือหญิงระดับสร้างรากฐานที่เก่งกาจที่สุดในสำนักร้อยบุปผาอีกด้วย
และนางก็เป็นถึงศิษย์สืบทอดสายตรงของปรมาจารย์ผู้เฒ่าร้อยบุปผา
"ท่านอาจารย์อาทุกท่าน โปรดรอก่อนเถิด"
ฉีเยี่ยนเยี่ยนกล่าว
เฮ่ออวิ๋นเทาขมวดคิ้วเล็กน้อย
"เจ้าสำนักฉี เกิดอะไรขึ้นหรือ เสียงระฆังก็ดังแล้ว จะให้พวกเรารออะไรอีกล่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉีเยี่ยนเยี่ยนก็โค้งคำนับเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "ท่านอาจารย์อาโปรดรอสักประเดี๋ยวเถิด ปรมาจารย์ผู้เฒ่าร้อยบุปผาเพิ่งจะส่งกระแสจิตมาบอกข้า ว่าท่านจะมาร่วมชมการทดสอบในครั้งนี้ด้วยตนเอง และท่านยังตัดสินใจที่จะนำไข่มุกเจ็ดสมบัติ สมบัติประจำสำนักของเรามาเป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศด้วย"
เมื่อได้ยินคำพูดของฉีเยี่ยนเยี่ยน เฮ่ออวิ๋นเทาก็เปลี่ยนจากหน้าบึ้งเป็นยิ้มแฉ่งทันที
ไข่มุกเจ็ดสมบัตินี้คือของล้ำค่าอย่างแท้จริง
แม้ว่าจะเป็นเพียงของวิเศษระดับสี่ แต่มูลค่าของมันก็สูงส่งไม่แพ้ของวิเศษระดับห้าเลย
มันประเมินค่าไม่ได้เลยจริงๆ
ในใจของเฮ่ออวิ๋นเทานั้นได้ล็อกมงตำแหน่งผู้ชนะเลิศให้กับหลินเซี่ยไว้แล้ว หากปรมาจารย์ผู้เฒ่านำไข่มุกเจ็ดสมบัติมาเป็นรางวัล ก็เท่ากับว่ามันตกเป็นของหลินเซี่ยไปโดยปริยาย
และหลินเซี่ยก็ตกลงจะมาเป็นศิษย์ของเขาแล้ว ดังนั้นไข่มุกเจ็ดสมบัติเม็ดนี้ก็เหมือนตกอยู่ในมือเขาเช่นกัน
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เฮ่ออวิ๋นเทาก็รู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
ในจังหวะนั้นเอง คลื่นพลังมหาศาลก็แผ่ซ่านมาแต่ไกล ก่อนที่บุคคลสวมหน้ากากและมีผมสีขาวโพลนจะปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าทุกคน
"คารวะศิษย์พี่"
เหล่าผู้อาวุโสของสำนักร้อยบุปผาต่างพากันค้อมตัวทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
คนผู้นี้ก็คือยอดฝีมือขั้นก่อแก่นทองคำอันดับหนึ่งของสำนักร้อยบุปผา อดีตเจ้าสำนักผู้มีนามว่าปรมาจารย์ผู้เฒ่าร้อยบุปผานั่นเอง
วิชาที่ท่านฝึกฝนคือเคล็ดวิชาหยินหยางผสาน ซึ่งทำให้ไม่มีใครแยกออกเลยว่าท่านเป็นหญิงหรือชายกันแน่
[จบแล้ว]