- หน้าแรก
- เทพอสูรบรรพกาลสะท้านมหานคร
- บทที่ 17 ถ่ายทอดวิชา
บทที่ 17 ถ่ายทอดวิชา
บทที่ 17 ถ่ายทอดวิชา
กลิ่นหอมของอาหารโชยมาเตะจมูก เฉินซวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟา โดยมีหงเสี่ยวหมิงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
เฉินซวนนั่งหลังตรง แววตาของเขาทอประกายรอยยิ้มขณะมองไปที่หงเสี่ยวหมิง เมื่อเห็นท่าทีที่จริงจังขึงขังของหงเสี่ยวหมิง เขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากหัวเราะออกมา แต่ในฐานะจอมปีศาจซื่อซวน เขาย่อมสามารถควบคุมตัวเองได้ มิฉะนั้นหากทำลายบรรยากาศอันขึงขังนี้ไป มันก็คงจะไม่สนุกเท่าไหร่
"ท่านอาจารย์ โปรดรับการคำนับจากศิษย์ด้วย!"
หงเสี่ยวหมิงโค้งคำนับเฉินซวนอย่างเป็นทางการ เมื่อคิดว่าตัวเองจะได้กลายเป็นผู้เก่งกาจแบบเฉินซวน ร่างกายของเขาก็สั่นเทาเล็กน้อย ความตื่นเต้นฉายชัดอยู่บนใบหน้า
"อะแฮ่ม เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ!" เฉินซวนโบกมือ
"ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอยกน้ำชาให้ท่าน ฮี่ฮี่ ฉันไม่ได้ซื้อใบชามาน่ะ เอาเป็นโค้กปี 82 ไปก่อนก็แล้วกันนะท่านอาจารย์!" หงเสี่ยวหมิงรีบพูด
เฉินซวนกลั้นหัวเราะขณะรับโค้กปี 82 มาถือไว้ ภายใต้สายตาที่คะยั้นคะยอของหงเสี่ยวหมิง เขากระดกมันรวดเดียวจนหมด แล้วก็เรอออกมา...
"ขอบพระคุณครับท่านอาจารย์! อาหารใกล้จะเสร็จแล้ว รอให้ท่านอาจารย์กินอิ่มหนำสำราญก่อนเถอะ แล้วค่อยสอนวิชายุทธ์ไร้เทียมทานให้ศิษย์นะ!"
หงเสี่ยวหมิงกระโดดตัวลอยและตะโกนลั่น ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อยกอาหารออกมา
"เฮ้ย มัวแต่นั่งบื้ออยู่ทำไมล่ะ พิธีฝากตัวเป็นศิษย์จบแล้วนะ เลิกวางมาดเป็นอาจารย์ใส่ฉันได้แล้ว รีบมาช่วยยกกับข้าวสิ! ของพวกนี้มันร้อนนะโว้ย..."
หงเสี่ยวหมิงตะโกนเรียกเฉินซวนมาจากในครัว
เฉินซวนรู้สึกอ่อนใจ เมื่อมองดูพี่น้องจอมตลกของเขา เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลุกไปช่วยจัดเรียงอาหารที่หงเสี่ยวหมิงลงมือทำเองกับมือลงบนโต๊ะ
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ตั้งหม้อไฟและเริ่มชนแก้วกัน
ในที่สุดหงเสี่ยวหมิงก็เลิกเซ้าซี้เฉินซวนด้วยคำถามเบียวๆ เสียที
อย่างเช่น ตอนนี้ใครครอบครองดาบฆ่ามังกรอยู่?
กระบี่อิงฟ้ายังอยู่ที่ง้อไบ๊หรือเปล่า?
แม่ชีพวกนั้นหัวโล้นไหม...
ท่ามกลางวงเหล้า ทั้งสองก็ยังคงเป็นพี่น้องที่รู้ใจกันดี!
ในขณะที่พวกเขากำลังดื่มกินกันอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูยดังขึ้น
หงเสี่ยวหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วถามด้วยความสงสัย "เฮ้ย ไม่มีใครรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่นี่นา หรือว่าจะเป็นเจ้าของห้องเช่า ไม่น่าจะใช่นะ ฉันจ่ายค่าเช่าไปแล้วนี่หว่า..."
เมื่อเห็นหงเสี่ยวหมิงหันไปเปิดประตู รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเฉินซวนก็เลือนหายไป
แม้ว่าเขาจะยังไม่สำเร็จขั้นสร้างรากฐาน ห้วงแห่งจิตสำนึกของเขายังไม่เปิดออก และไม่สามารถแผ่ขยายสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เขาก็ยังสามารถรับรู้ได้ว่าใครอยู่ข้างนอก โดยอาศัยเพียงประสาทสัมผัสทั้งห้าและการรับรู้ทั้งหกเท่านั้น
"หลี่ซือหาน? เอ๊ะ เธอรู้ได้ยังไงว่าพวกเรา..."
หงเสี่ยวหมิงเปิดประตูออกและเห็นหลี่ซือหาน หญิงสาวผู้งดงามยืนอยู่ข้างนอก เขาถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
หงเสี่ยวหมิงหันกลับมามองเฉินซวน และอดไม่ได้ที่จะบ่น "เฮ้ย ฉันว่านะเพื่อนเอ๋ย นายนี่มันใช้ไม่ได้เลย ไหนบอกว่าจะไม่ยึดห้องนี้ไง เอาเถอะๆ เดี๋ยวฉันออกไปข้างนอกเอง จะได้ไม่ขัดจังหวะโลกส่วนตัวของพวกนายสองคน"
หงเสี่ยวหมิงแสดงสปิริตของพี่น้องที่ดีอย่างเต็มเปี่ยม เขายอมตายดีกว่าที่จะต้องอยู่เป็นก้างขวางคอใคร
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า นายไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแหละ"
เฉินซวนเอ่ยปากห้ามหงเสี่ยวหมิงโดยตรง
"หา?"
นัยน์ตาของหงเสี่ยวหมิงเต็มไปด้วยความสับสน เขาไม่เข้าใจว่าเฉินซวนกำลังเล่นละครบทไหนอยู่
ส่วนหลี่ซือหาน เมื่อได้เห็นห้องเช่าเล็กๆ สภาพแวดล้อมภายใน และการที่อดีตคุณชายแห่งตระกูลเฉินต้องมาอยู่เบียดเสียดกับหงเสี่ยวหมิง มันก็ทำให้เธอรู้สึกขัดหูขัดตาอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม ที่นี่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นดีจริงๆ ปราศจากการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น
ทว่าน่าเสียดาย ที่หลี่ซือหานได้แต่มองดูโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส แต่ตัวเธอเองกลับไม่สามารถลิ้มรสชาติได้เลยแม้แต่คำเดียว
"เข้ามานั่งสิ เสี่ยวหมิงเป็นพี่น้องของฉัน เธอไม่มีอะไรต้องปิดบังเขาหรอก!"
เฉินซวนทักทายหลี่ซือหาน จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้หงเสี่ยวหมิงมานั่งข้างๆ เขา
ในเมื่อเฉินซวนเป็นคนเอ่ยปาก หลี่ซือหานจึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับพวกเขาทั้งสอง
ในฐานะคุณหนูผู้มั่งคั่ง การต้องมานั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ มันทำให้คนมองรู้สึกเหมือนสมองจะเป็นตะคริวเอาได้
หลี่ซือหานมองไปที่หงเสี่ยวหมิงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เฉินซวน
แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะรู้ว่าเฉินซวนและหงเสี่ยวหมิงสนิทสนมกันดี
แต่เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าทั้งสองจะสนิทกันถึงขั้นนี้!
ดังนั้น สำหรับเรื่องบางเรื่อง เธอจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาต้องพูด เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
หงเสี่ยวหมิงเองก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ภายในใจของเขาคิดว่าหลี่ซือหานคงจะมาสารภาพรักกับเฉินซวนกลางดึกแบบนี้
การที่เขาต้องมานั่งเป็นก้างขวางคอ มันช่างสว่างไสวแยงตาเหลือเกิน
แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็ยังรู้สึกใจคอไม่ดีอยู่บ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว หลี่ซือหานก็คือเทพธิดาแห่งโรงเรียนมัธยมปลายเทียนจินที่ 3 หากเธอถูกเฉินซวนพี่น้องของเขาจีบติด ในอนาคตเขาคงจะต้องถอยห่างจากพี่น้องคนนี้แล้วล่ะ
"มีอะไรจะพูดก็พูดมาตรงๆ เถอะ ฉันไม่ชอบให้มีคนมาแอบดูพวกเราหรอกนะ ที่นี่ก็ไม่เหมาะที่จะให้ใครมาแอบดูด้วย พูดจบแล้วก็กลับไปซะ!"
เฉินซวนพูดกับหลี่ซือหานอย่างไม่เกรงใจ
ทันใดนั้น นัยน์ตาคู่สวยของหลี่ซือหานก็ฉายแววประหลาดใจ
บนราวระเบียงด้านนอกหน้าต่างชั้น 3 ร่างเงาสีดำสนิทร่างหนึ่งกำลังหมอบซุ่มอยู่ในขณะนี้ เมื่อเขาได้ยินคำพูดของเฉินซวน เห็นได้ชัดว่าเขาก็สั่นสะท้านไปทั้งตัวเช่นกัน
แต่เขาก็ยังคงทำตัวราวกับแมวป่า หมอบซุ่มอยู่อย่างมั่นคง และไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมาเลยแม้แต่น้อย
"ฉัน... ฉันแค่อยากจะถามนายว่า ฉันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกไหม"
หลี่ซือหานกัดริมฝีปากล่าง และยังคงถามคำถามที่เธอครุ่นคิดมาตลอดทั้งบ่ายกับเฉินซวน
หงเสี่ยวหมิงมองดูพวกเขาด้วยสีหน้างุนงง ไม่รู้เรื่องเลยสักนิดว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่
"ได้สิ!"
เฉินซวนตอบอย่างตรงไปตรงมา เขาเข้าใจดีว่าหลี่ซือหานกำลังคิดอะไรอยู่
"แล้วฉันต้องทำยังไงล่ะ"
นัยน์ตาคู่สวยของหลี่ซือหานพลันสว่างวาบขึ้น และเธอก็รีบซักไซ้เฉินซวนอย่างกระตือรือร้น
"เมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรของเธอถึงขั้นหนึ่งแล้ว เธอสามารถหาคนเป็นๆ สักคน แล้วใช้วิชาสิงร่างกับพวกเขาได้ ถึงตอนนั้น พลังฝึกปรือที่เธอมีอยู่ตอนนี้ก็จะสูญสิ้นไปจนหมด ทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์ และการสิงร่างก็มีความเสี่ยงด้วยนะ! ยิ่งร่างที่เธอสิงนั้นดีเท่าไหร่ พรสวรรค์ของร่างนั้นก็ย่อมต้องดีตามไปด้วย!"
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จากเฉินซวน หลี่ซือหานก็เริ่มขมวดคิ้ว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสน เธอไม่เข้าใจ เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ
"พูดง่ายๆ ก็คือ เธอต้องไปแย่งชิงร่างกายของคนอื่นมา ฆ่าคนตายไงล่ะ! แต่เงื่อนไขก็คือ พลังฝึกปรือของเธอต้องไปถึงระดับนั้นเสียก่อน ด้วยพรสวรรค์ของเธอ และวิชามารที่ฉันสอนให้ หากปราศจากความช่วยเหลือจากภายนอก เธอต้องใช้เวลาประมาณ 60 ปี!"
ตอนนี้เฉินซวนรู้สึกว่าการช่วยชีวิตหลี่ซือหานนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่การที่เธอมีชีวิตอยู่และอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ มันก็ช่วยลดปัญหาให้เขาไปได้มากเช่นกัน
เมื่อลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว มันก็ไม่ได้มีข้อดีหรือข้อเสียอะไรให้ต้องพูดถึงหรอก
"60 ปี ฉันต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีก 60 ปีเลยเหรอ"
หลี่ซือหานเบิกตากว้างจนแทบจะถลน ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงเรื่อยๆ
"สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว เธอไปได้แล้ว หมั่นบำเพ็ญเพียรให้ครบ 60 ปี แค่นั้นก็พอแล้ว เมื่อถึงเวลา ก็กลับมาหาฉันอีกครั้ง แล้วฉันจะสอนวิธีสิงร่างให้เธอเอง!"
เฉินซวนไม่ได้สนใจสีหน้าของหลี่ซือหานเลยแม้แต่น้อย เขาออกปากไล่เธออย่างตรงไปตรงมา
รอยยิ้มอันขมขื่นปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลี่ซือหาน มันยังพอมีความหวังอยู่บ้าง แต่ระยะเวลาที่ต้องรอนั้นทำให้เธอรู้สึกว่ามันช่างยาวนานเหลือเกิน!
60 ปี...
หลังจากนั้น หลี่ซือหานก็เดินเหม่อลอยออกจากห้องเช่าของทั้งสองคนไป
"เพื่อนเอ๋ย เมื่อกี้พวกนายคุยเรื่องอะไรกันน่ะ ทำไมฉันถึงฟังไม่รู้เรื่องเลยสักคำ!"
บนหัวของหงเสี่ยวหมิงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม บทสนทนาระหว่างเฉินซวนและหลี่ซือหานนั้นยากที่จะเข้าใจเกินไปแล้ว
"นายไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอก ตอนนี้ ขึ้นไปบนเตียงซะ!" เฉินซวนสั่ง
หงเสี่ยวหมิงสะดุ้งตกใจแล้วโวยวาย "บ้าเอ๊ย ฉันเห็นนายเป็นพี่น้องนะ แต่นายกลับคิดจะหลับนอนกับฉันงั้นเหรอ! อย่าคิดนะว่าแค่นายเป็นวิชายุทธ์แล้วฉันจะไม่กล้าขัดขืนน่ะ!"
"ไร้สาระ ฉันกำลังจะสอนเคล็ดวิชาสร้างรากฐานและหลอมรวมลมปราณให้นายต่างหากล่ะ! หลังจากนี้มันจะทำให้นายครอบครองวิชายุทธ์ไร้เทียมทาน และเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนใต้หล้าได้!"
เฉินซวนอุ้มหงเสี่ยวหมิงขึ้นแล้วโยนเขาลงบนเตียง
"นาย... นายเบามือหน่อยนะ..."
หงเสี่ยวหมิงเอามือกุมหน้าอก มองดูเฉินซวนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ แล้วพูดประโยคนี้ออกมาด้วยท่าทางขวยเขิน