- หน้าแรก
- ข้าจะเป็นคนขัดขวางพระถังซัมจั๋งเอง
- บทที่ 4 เพลิงเผาวัดกวนอิม (3)
บทที่ 4 เพลิงเผาวัดกวนอิม (3)
บทที่ 4 เพลิงเผาวัดกวนอิม (3)
กล่าวถึงอีกด้านหนึ่ง
กว่างจื้อลงจากเขา มาถึงเมืองใต้เขา จากนั้นจ้างคนเขียนคำฟ้อง แล้วไปตีกลองร้องทุกข์หน้าศาลาว่าการ
นายอำเภอออกนั่งบัลลังก์ไต่สวน ก่อนถามว่า
“หลวงจีนน้อย เจ้ามีเรื่องคับข้องอันใด?”
กว่างจื้อร้องทุกข์ทันที
“ใต้เท้าผู้ทรงธรรม!
อาตมาเป็นพระจากวัดกวนอิมบนเขานอกเมือง มีนามธรรมว่า กว่างจื้อ
เมื่อวานซืน เจ้าอาวาสของอาตมามีเมตตา รับพระเดินทางสองรูปเข้าพัก
ไม่คิดเลยว่าพวกมันจะเห็นวัดของอาตมามั่งคั่ง แล้วเกิดใจชั่ว
วางเพลิงกลางดึกเผาวัดวอดวาย ปล้นชิงทรัพย์สินที่วัดสะสมมานับร้อยปีไป!”
นายอำเภอเลิกคิ้ว รีบถามทันที
“ใช่วัดกวนอิมของหลวงจีนจินฉือหรือไม่?”
วัดกวนอิมแห่งนั้นมีชื่อเสียงไปทั่วรัศมีร้อยลี้ แม้แต่นายอำเภอก็เคยได้ยิน
กว่างจื้อพยักหน้ารัว ๆ
“ใช่แล้วขอรับ! ใช่แล้ว!”
นายอำเภอถามต่อ
“มีคำฟ้องหรือไม่?”
กว่างจื้อรีบยื่นกระดาษคำฟ้องขึ้นไป
นายอำเภออ่านจบ เมื่อเห็นคำว่า ทรัพย์สินที่สะสมมานับร้อยปี เขียนอยู่ในคำฟ้อง ก็อดถามไม่ได้
“ในวัดของเจ้ามีทรัพย์สินมากเท่าใด?”
กว่างจื้อตอบตามจริง
“สะสมมานับร้อยปี มีเงินทองนับไม่ถ้วน อาตมาก็ไม่ทราบแน่ชัด รู้เพียงว่ามีเงินแท่งขาวกว่าร้อยหีบ ทองคำแท่งอีกสิบกว่าหีบ หยกและอัญมณีสามหีบใหญ่ งาช้างขาวกับเขาแรดอย่างละหนึ่งมัด”
นายอำเภอฟังแล้วตาแทบถลน
ความโลภผุดขึ้นในใจทันที
“พระโจรสองคนนั้นช่างบังอาจนัก! ทุกคน รีบไปจับกุมตัวมันบัดเดี๋ยวนี้!”
เขาโยนป้ายคำสั่งลงทันที
สั่งให้มือปราบทั้งสองกองออกไปจับคนร้าย แต่เพราะวัดกวนอิมอยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร เหล่ามือปราบล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดา คืนนั้นจึงยังไปไม่ถึงวัดกวนอิม
วันต่อมา
พระถังซัมจั๋งฉันอาหารเจที่เหล่าพระในวัดจัดเตรียมให้เสร็จแล้ว ก็เรียกซุนหงอคง เตรียมออกเดินทางต่อ
กว่างโหมวต้องการถ่วงเวลา
จึงนำเงินทองของวัดออกมา บอกว่าจะมอบให้พระถัง
พระถังซัมจั๋งย่อมไม่ยอมรับ ระหว่างที่กำลังยื้อกันอยู่นั้น กว่างจื้อก็นำเหล่ามือปราบมาถึงพอดี เขาชี้ไปที่พระถังและซุนหงอคง ก่อนตะโกนว่า
“พวกมันสองคนนี่แหละ พระโจร!”
เหล่ามือปราบได้ยินก็ร้องตะโกนพร้อมกัน ก่อนกรูกันเข้าล้อม
“พระโจรชั่ว คราวนี้จับได้พร้อมของกลางแล้ว!”
พวกเขาตรงเข้าไปจับพระถังมัดก่อน จากนั้นก็จะจับซุนหงอคง
ซุนหงอคงไหนเลยจะยอม เขาควักกระบองทองออกมาแล้วตวาดว่า
“พวกเจ้าว่าใครเป็นโจร!”
พูดจบก็เตรียมจะสั่งสอนเหล่ามือปราบสักหน่อย พระถังเห็นเช่นนั้น เกรงว่าซุนหงอคงจะทำร้ายผู้คน จึงรีบกล่าวว่า
“ช้าก่อนหงอคง อย่าลงมือเด็ดขาด! มือปราบเหล่านี้คงจะเข้าใจผิด เมื่อไปถึงศาลาว่าการ อาจารย์จะอธิบายให้กระจ่างเอง เจ้าอย่าทำร้ายคนเป็นอันขาด! มิฉะนั้นอาจารย์จะสวดคาถารัดบ่วงทองแน่!”
ซุนหงอคงกลัวพระถังสวดคาถาจริง ๆ
จึงได้แต่ยอมให้จับโดยไม่ขัดขืน
มือปราบมัดซุนหงอคงกับพระถังไว้ จากนั้นให้กว่างจื้อและกว่างโหมวขนสมบัติของวัดออกมา ปรากฏว่ามีหีบทองเงินกว่าร้อยหีบจริง ๆ ไม่เพียงไม่น้อยกว่าที่กว่างจื้อบอก กลับดูเหมือนจะมากกว่าด้วยซ้ำ เหล่ามือปราบดีใจจนออกนอกหน้า
“ทั้งหมดนี้คือของกลาง!”
ว่าแล้วก็เตรียมขนเงินทั้งหมดกลับไปยังที่ว่าการ ทว่าเงินมีมาก แต่คนมีน้อย ชั่วขณะหนึ่งจึงขนกลับไปไม่หมด หากกลับไปก่อนก็เกรงว่าเงินจะสูญหาย จึงได้แต่ทิ้งคนไว้เฝ้า แล้วส่งคนกลับไปแจ้งนายอำเภอ ให้ส่งคนเพิ่มมาขนเงิน การไป ๆ มา ๆ เช่นนี้ทำให้เสียเวลาไปถึงสี่ห้าวัน กว่าพระถังและซุนหงอคงจะถูกส่งขึ้นศาล ความคืบหน้าภารกิจในระบบของอ้าวถูก็ขึ้นถึงวันที่เก้าแล้ว เมื่อเข้าสู่ศาลาว่าการ พระถังย่อมร้องขอความเป็นธรรม เขาเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียด นับว่ามีเหตุผลและหลักฐานพอสมควร แต่นายอำเภอกลับไม่คิดปล่อยทั้งสองคน เพราะของกลางเหล่านั้นมีจำนวนมาก
เขาเองก็อยากแบ่งส่วนจากเรื่องนี้เช่นกัน ขอเพียงทำให้คดีนี้กลายเป็นคดีปิดตาย เขาก็จะมีช่องทางยื่นมือเข้าไปหาประโยชน์ นายอำเภอจึงสั่งให้ใช้โทษทัณฑ์ บังคับให้พระถังยอมรับสารภาพ ืซุนหงอคงใช้วิชาแอบรับโทษแทนพระถัง เขามีศีรษะทองแดง สมองเหล็ก ร่างวัชระอมตะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหนีบ ไม้พลอง หรือเตียงเข็มเหล็ก ล้วนไร้ผลทั้งสิ้นสุดท้ายนายอำเภอก็จนปัญญา ได้แต่สั่งขังพระถังและศิษย์ไว้ก่อน
ตกดึก
ซุนหงอคงแปลงกายเป็นแมลงตัวเล็ก บินออกจากคุก เขาไปยังบ้านของนายอำเภอ แล้วแปลงเป็น เทพท่องราตรี หลอกข่มขู่นายอำเภอ บอกว่าพระถังคือพุทธบุตรจากแดนตะวันตก เป็นพระศักดิ์สิทธิ์จากแผ่นดินตะวันออก ให้รีบปล่อยตัวเสียโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นเทพเจ้าจะลงโทษ ทำให้ทั้งเมืองไร้ความสงบสุข พูดจบ เขายังเสกเท้าขนาดใหญ่ขึ้นกลางอากาศ เหยียบลงบนพื้นจนเกิดหลุมลึกสามฉื่อสามชุ่น นายอำเภอเห็นแล้วตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง ไหนเลยจะกล้าขัดขืน
ซุนหงอคงหัวเราะ แล้วจากไปอย่างพอใจ เวลานั้น ความคืบหน้าในระบบของอ้าวถูอยู่ที่ เก้าวัน ต่อให้ถึงวันพรุ่งนี้ก็เป็นเพียงสิบวันยังขาดอีกห้าวันจึงจะถึงรางวัลถ่วงเวลาครึ่งเดือน
แต่อ้าวถูไม่กังวลเลย เพราะเขามีวิธีของตนเอง หลังซุนหงอคงจากไปได้ไม่นาน อ้าวถูก็เข้าไปในบ้านของนายอำเภอ เขาแปลงกายเป็นพระอานนท์อีกครั้ง นายอำเภอเพิ่งถูกซุนหงอคงหลอกจนขวัญหนีดีฝ่อ บัดนี้พอเห็นอ้าวถูในรูปลักษณ์นี้ปรากฏกาย ก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะไม่หยุดปากพร่ำพูดอย่างลนลาน
“พระพุทธองค์! พระโพธิสัตว์!
ข้าน้อยรู้ผิดแล้ว รู้ผิดแล้ว!
ข้าน้อยจะปล่อยพระศักดิ์สิทธิ์เดี๋ยวนี้ ไม่กล้าทำอีกแล้ว!”
อ้าวถูกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เราคือพระอานนท์ ผู้รับใช้ใต้บัลลังก์พระพุทธองค์ยูไลแห่งแดนตะวันตก พระพุทธองค์ตรัสว่า ในคุกเมืองของเจ้า มีการทรมานพุทธบุตรผู้ไปอัญเชิญพระไตรปิฎก เรื่องนี้ทำให้เทพทั้งสามภพไม่สงบ จึงสั่งให้เรามาพาเจ้าลงสู่นรกอเวจี รับโทษกลิ้งบนคมมีดและลงหม้อน้ำมัน”
นายอำเภอตัวสั่นเทา ถามเสียงสั่น
“พระอริยเจ้า โทษ...โทษกลิ้งบนคมมีดและลงหม้อน้ำมันนี่ คืออะไรหรือขอรับ?”
อ้าวถูตอบเย็นชา
“ก็คือให้คนกลิ้งไปบนคมมีด เนื้อหนังถูกแล่ออกเป็นแผ่น ๆ ห้อยติดอยู่บนตัว จากนั้นโยนลงหม้อน้ำมันเดือดให้ทอดจนสุก”
นายอำเภอฟังแล้วตกใจจนแทบสิ้นสติ ถึงกับปัสสาวะราด เขาโขกศีรษะไม่หยุด
“ข้าน้อยรู้ผิดแล้ว! ข้าน้อยรู้ผิดแล้ว! ต่อไปไม่กล้าอีกแล้ว! ขอพระอริยเจ้า เมตตาด้วยเถิด เมตตาด้วยเถิด! หากพระอริยเจ้าช่วยชีวิตข้าน้อยไว้ข้าน้อยจะระดมกำลังทั้งเมือง สร้างวัดให้ท่าน บูชาท่านทั้งกลางวันกลางคืน ไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย!”
อ้าวถูแอบหัวเราะในใจ
ไม่คิดเลยว่านายอำเภอผู้นี้จะขี้ขลาดถึงเพียงนี้ เดิมทีเขาคิดจะถ่วงเวลาเพิ่มแค่ห้าวัน แต่เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็ขอพูดให้มากขึ้นเสียหน่อยอย่างไรจำนวนวันที่เกินมาก็ไม่สูญเปล่า หากไม่ถึงสามสิบวัน ก็ยังสะสมไปยังเคราะห์ครั้งต่อไปได้ อ้าวถูกล่าว
“เอาเถิด เห็นแก่ความจริงใจของเจ้า เราจะให้โอกาสเจ้ากลับตัวสักครั้ง”
นายอำเภอได้ยินแล้วดีใจจนแทบคลั่ง รีบก้มหน้าฟังอย่างตั้งใจ
อ้าวถูกล่าวต่อ
“เพราะเจ้าเกิดใจโลภ จึงลงทัณฑ์พระศักดิ์สิทธิ์ผู้ไปอัญเชิญพระไตรปิฎกอย่างไม่เป็นธรรม บาปกรรมนี้ใหญ่หลวงนัก ตามเดิมแล้ว เจ้าควรถูกลงโทษในนรกอเวจีสามสิบสามปี จึงจะล้างบาปได้หมด แต่เห็นว่าเจ้าสำนึกผิดอย่างจริงใจ เราจึงมอบวิธีกลับตัวให้เจ้า จงใช้ทรัพย์สินของตนเอง จัดงานเลี้ยงโรงทานหนึ่งพันโต๊ะในเมือง เชิญพระศักดิ์สิทธิ์จากราชวงศ์ถัง ทำพิธีสวดเป็นเวลา สามสิบสามวัน เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณและช่วยเหลือชาวประชา ทุกวันที่เจ้าจัดพิธีหนึ่งวัน และตั้งโรงทานหนึ่งวันบาปกรรมของเจ้าจะหายไปหนึ่งปี หากทำครบสามสิบสามวัน บาปทั้งหมดก็จะหมดสิ้นเข้าใจหรือไม่?”
นายอำเภอโขกศีรษะรัว ๆ
“เข้าใจแล้ว! เข้าใจแล้วขอรับ!”
อ้าวถูเสริมเสียงเข้ม
“เราไร้ความโลภ ไม่ต้องการควันธูปบูชาของเจ้า หากเจ้าสร้างวัดบูชาเราให้เรารู้ เราจะจับเจ้าโยนลงนรกไร้ขอบเขต ให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดตลอดกาล”
นายอำเภอได้ยินเช่นนั้น ในใจก็ยิ่งเชื่อฐานะของอ้าวถูมากขึ้น รีบรับคำซ้ำ ๆ ว่าจะไม่สร้างวัดบูชาเด็ดขาด
อ้าวถูค่อยๆ ซ่อนร่างแล้วหายไป ก่อนจากไป ยังทิ้งคำกำชับไว้ว่า
“จำไว้ ห้ามเอ่ยเรื่องนี้ต่อผู้อื่นเด็ดขาด หากความลับสวรรค์รั่วไหล พิธีนี้ก็จะไม่มีผลอะไรเลย”
นายอำเภอโขกศีรษะอีกครั้ง
“ขอรับ ๆ ข้าน้อยทราบแล้ว!”
จบบทที่ 4 เพลิงเผาวัดกวนอิม (3)