- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 783 มิอาจเชื่อใจได้ทั้งหมด
ตอนที่ 783 มิอาจเชื่อใจได้ทั้งหมด
ตอนที่ 783 มิอาจเชื่อใจได้ทั้งหมด
อวี่ฉางอิงดูเหมือนจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อันแผ่วเบาของเฉิ่นเยียน นางจึงยื่นมือไปกุมมือของเฉิ่นเยียนเอาไว้ แย้มยิ้มงดงามและเอ่ยว่า
"ไปกันเถอะ พวกเราไปต้อนรับแขกเหรื่อกัน"
ภายในใจของเฉิ่นเยียนรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย นางพยักหน้ายิ้มรับ
"ข้าต้องไปด้วยหรือเปล่า?"
จูเก๋อโย่วหลินชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
เซียวเจ๋อชวนปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
"เจ้าไม่ต้องไปหรอก เจ้าอยู่เฝ้าครัวที่นี่แหละพอแล้ว"
เจียงเสียนเยวี่ยก็เอ่ยสมทบว่า
"เจ้าอยู่ที่นี่เถอะ"
อย่าออกไปก่อเรื่องวุ่นวายเลย!
เมื่อได้ยินดังนั้น ความมั่นใจของจูเก๋อโย่วหลินก็พุ่งทะยาน เขาถือตะหลิวไว้ในมือข้างหนึ่งและพยักหน้ารับด้วยสีหน้าขึงขัง
"ตกลง! รอข้าทำอาหารเสร็จแล้วจะออกไปหาพวกเจ้า เรื่องต้อนรับแขกก็มอบหมายให้พวกเจ้าจัดการไปแล้วกัน!"
เหล่าสหายอสุราต่างก็หัวเราะออกมาและขานรับอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งเจ็ดคนรวมถึงเฉิ่นเยียนเดินออกจากห้องครัวไป
ส่วนจูเก๋อโย่วหลินที่ยังอยู่ภายในห้องครัว ยิ่งทำก็ยิ่งมีไฟ
อันที่จริงจะเรียกว่าต้อนรับก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว เป็นเพียงการทักทายพูดคุยตามมารยาทและทำความรู้จักกันเท่านั้น
เมื่อเหล่ายอดฝีมือแห่งมหานครสวรรค์เห็นการปรากฏตัวของเฉิ่นเยียน พวกเขาก็รีบประสานมือคารวะในทันที
"พวกข้าน้อยขอคารวะท่านประมุขปรโลก!"
"วันนี้คืองานเลี้ยงปีใหม่ ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก"
เฉิ่นเยียนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ขอรับ ท่านประมุขปรโลก!"
เหล่ายอดฝีมือต่างก็สังเกตเห็นการคงอยู่ของคนจากหน่วยอสูรเช่นกัน สีหน้าของพวกเขาดูซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังเวิ่นอวี่ชูผู้นั้น
คนของเผ่าผู้พิพากษามากันห้าคน ซึ่งรวมถึงมหาจักรพรรดิพ่านกวน นามว่า ไป๋ฝ่าจี้ และผู้พิพากษาระดับราชันสูงสุด (ระดับจื้อจุน) อีกสี่คน ในตอนที่พวกเขามองเห็นเวิ่นอวี่ชู มีเพียงไป๋ฝ่าจี้เท่านั้นที่มีสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าผู้พิพากษาระดับราชันสูงสุดอีกสี่คนกลับไม่อาจปกปิดแววตาเคียดแค้นชิงชังเอาไว้ได้
แต่พวกเขากก็ไม่ได้ลงมือทำสิ่งใด
เพราะพวกเขารู้ดีว่า หากตนเองหุนหันพลันแล่น สิ่งที่จะเดือดร้อนตามมาก็คือเผ่าผู้พิพากษาทั้งเผ่า
เวิ่นอวี่ชูย่อมสัมผัสได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่พุ่งตรงมายังตน แต่เขาก็ยังคงรักษารอยยิ้มบางๆ เอาไว้ ท่าทางดูสงบเยือกเย็นเป็นธรรมชาติ
ในเวลานี้ มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัวผู้นั้นกลับเดินเข้าไปหาและจ้องมองเวิ่นอวี่ชูด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร มุมปากของเขากระตุกยิ้มเย็นชา
"เปิ่นตี้มีคำถามอยากจะถามเจ้าสักสองสามข้อ"
"มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัว เชิญกล่าวมาได้เลย"
เวิ่นอวี่ชูคลี่ยิ้มบางเบา
ผู้คนจำนวนไม่น้อยในงานต่างก็สังเกตเห็นฉากนี้ พวกเขาพากันลอบมองด้วยสายตาคลุมเครือ บางคนก็รอชมเรื่องสนุก
มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัวเอ่ยถามขึ้นว่า
"เจ้ารู้เรื่องตำนานคำทำนายเกี่ยวกับครึ่งมารบ้างหรือไม่?"
"พอรู้มาบ้างนิดหน่อย"
"เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?"
"มิอาจเชื่อถือได้ทั้งหมด"
"เจ้าคิดว่าในภายภาคหน้า ตัวเจ้าจะเจริญรอยตามครึ่งมารเฉินคุนผู้นั้นหรือไม่?"
"มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัว เหตุใดท่านจึงคิดว่าข้าจะเอาเยี่ยงอย่างพฤติกรรมของเขาเล่า?"
"ก็เพราะพวกเจ้าล้วนเป็นครึ่งมารเหมือนกันอย่างไรล่ะ!"
น้ำเสียงของมหาจักรพรรดิเซิ่งฝัวเยียบเย็นราวกับเคลือบด้วยน้ำแข็ง
เวิ่นอวี่ชูยังคงรักษารอยยิ้มบางๆ เอาไว้
"ถ้าพูดเช่นนั้น ก็แสดงว่าท่านมหาจักรพรรดิเซิ่งฝัวกำลังมองข้าด้วยอคติที่หยั่งรากลึกเป็นอย่างมาก ข้าไม่อยากจะโต้แย้งสิ่งใด และไม่อยากจะพิสูจน์ตัวเองด้วย ข้าเพียงอยากจะบอกว่า หากไม่มีท่านประมุขปรโลก หากไม่มีอสุรา พวกท่านก็คงจะบีบคั้นข้าให้จนตรอกอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ข้าตาย ก็ใต้หล้านี้พินาศ! ข้าไม่ใช่เฉินคุน แต่ข้าสามารถทำเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิตได้ยิ่งกว่าเฉินคุนเสียอีก!"
คำพูดนี้ทำเอามหาจักรพรรดิเซิ่งฝัวเบิกตากว้าง ทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยวระคนกัน
"เจ้ามันช่าง..."
เวิ่นอวี่ชูหุบรอยยิ้มลง น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่นและราบเรียบเฉกเช่นเดิม
"หากพวกท่านไม่บีบบังคับข้าให้เดินไปสู่ทางตัน เรื่องราวทั้งหมดนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น จิตใจของข้านั้นคับแคบนัก ใส่ใจได้แค่เพียงคนรอบข้าง ทว่าหากพวกท่านยังดึงดันที่จะรุกล้ำเข้ามาในโลกของข้า ข้าก็พร้อมที่จะตอบโต้อย่างสาสม"
คำพูดทุกถ้อยคำล้วนตอกย้ำว่า เป็นพวกเขาต่างหากที่บีบบังคับเขา
ซึ่งในความเป็นจริง ก็เป็นพวกเขาเองที่คอยกดดันบีบคั้นพื้นที่ในการมีชีวิตอยู่ของเวิ่นอวี่ชูมาโดยตลอด
หากไม่มีเฉิ่นเยียนและเหล่าสหายอสุรา เกรงว่าเวิ่นอวี่ชูในตอนนี้คงละทิ้งสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรมน้ำมิตร ละทิ้งสติสัมปชัญญะ และก้าวเข้าสู่วิถีมารอย่างสมบูรณ์ จมดิ่งสู่เส้นทางแห่งการเข่นฆ่าสังหารไปนานแล้ว
เพียงเพื่อการเข่นฆ่า เพียงเพื่อการแก้แค้น
อวี่ฉางอิงค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามา
"มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัว ปากท่านพร่ำบอกแต่เรื่องคุณธรรมน้ำมิตร แต่ท่านเคยทำเพื่อสรรพชีวิตในใต้หล้านี้อย่างแท้จริงแล้วหรือยัง? แม้เขาจะเป็นครึ่งมาร แต่ในจุดเริ่มต้น เขาทำผิดอันใดเล่า? หากท่านเป็นครึ่งมารเสียเอง ท่านจะเอาตัวรอดอย่างไร? ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่? ใครๆ ต่างก็อยากจะมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยกันทั้งนั้น แต่ทว่า—"
"ใครขวางทางพวกเรา พวกเราก็จะฆ่ามันผู้นั้นทิ้งเสีย"
นางก้าวไปยืนอยู่เคียงข้างเวิ่นอวี่ชู
มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัวถูกตอกกลับจนพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ และในขณะนี้ เซียวเจ๋อชวน เผยซู่ และเจียงเสียนเยวี่ย ต่างก็เดินมาหยุดอยู่ข้างกายเวิ่นอวี่ชู สายตาเย็นชาจ้องเขม็งไปที่มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัว แผ่กลิ่นอายกดดันออกมาเต็มพิกัด จนถึงกับบีบให้มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัวต้องถอยร่นไปครึ่งก้าว
เถาวัลย์เส้นหนึ่งเลื้อยขึ้นไปบนศีรษะของเวิ่นอวี่ชู แกว่งไกวไปมา แฝงเจตนายั่วยุอยู่ลึกๆ
ในเวลานี้ มหาจักรพรรดิเผ่าเต๋าก็ออกมากู้สถานการณ์
"เซิ่งฝัว สิ่งที่ท่านอยากจะถามก็ถามไปหมดแล้ว วางใจได้แล้วกระมัง?"
มหาจักรพรรดิเซิ่งฝัวมีสีหน้าย่ำแย่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพยักหน้าเล็กน้อย
เวิ่นอวี่ชูประดับรอยยิ้มที่มุมปาก
"ชื่อของข้าไม่ได้เรียกว่าครึ่งมาร พวกท่านสามารถเรียกข้าว่า 'เวิ่นอวี่ชู' ได้"
มหาจักรพรรดิเผ่าเต๋าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความขอโทษเล็กน้อย
"ในเมื่อคุณชายเวิ่นไม่ได้มีความคิดที่จะเจริญรอยตามมารจักรพรรดิเฉินคุน เช่นนั้นก่อนหน้านี้ก็คงเป็นพวกเราที่เข้าใจผิดไปเอง"
"ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรเสียมันก็ผ่านไปแล้ว"
เวิ่นอวี่ชูเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
มหาจักรพรรดิเผ่าเต๋ากล่าวเสริมอีกว่า
"ได้ยินมาว่าพวกคุณชายเวิ่นล้วนมาจากภพเบื้องล่างงั้นหรือ?"
"จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่"
เวิ่นอวี่ชูรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการหลอกถามข้อมูล จึงให้คำตอบที่คลุมเครือกลับไป
เมื่อมหาจักรพรรดิเผ่าเต๋าได้ยินดังนั้น ก็เพียงแค่หัวเราะออกมา
เหล่ายอดฝีมือจำนวนไม่น้อยในงานต่างรู้ดีว่า คนของหน่วยอสูรเหล่านี้คือคนโปรดข้างกายท่านประมุขปรโลก แม้พวกตนจะเข้าถึงท่านประมุขปรโลกได้ยาก ทว่าก็สามารถอาศัยโอกาสนี้เข้าไปพูดคุยกับพวกเขาเพื่อสานสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ยกเว้นฉือเยว่ที่ไม่ชอบสนใจใครแล้ว คนอื่นๆ ล้วนรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไหลลื่นไร้ที่ติ
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดมิด ผู้คนก็เริ่มทยอยเข้าประจำที่นั่ง
หลังจากที่มหาจักรพรรดิจูเฟิ่งตกตายไป ก็มีคนผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งของเขา และกลายมาเป็นมหาจักรพรรดิคนใหม่
ปัจจุบัน ในบรรดามหาจักรพรรดิทั้งสิบสามคน มีเพียงมหาจักรพรรดิเฟิงสิงเท่านั้นที่ไม่ได้มาร่วมงาน
สีหน้าของเหล่ามหาจักรพรรดิดูคลุมเครือยากจะคาดเดา ภายในใจลอบคาดเดากันไปต่างๆ นานา
มหาจักรพรรดิเฟิงสิงยังไม่ออกจากด่านเก็บตัวฝึกฝนอีกหรือ?
หรือว่า... เขาไม่อยากจะไว้หน้าท่านประมุขปรโลกกันแน่?
แต่ว่า ทั้งสองคนไม่ใช่คู่บำเพ็ญเพียรกันหรอกหรือ?
มหาจักรพรรดิเผ่าคุน นามว่า จ๋างซุนอู๋ฮุ่ย อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงถามผู้เฒ่าฉิวที่นั่งอยู่ไม่ไกล
"เหตุใดมหาจักรพรรดิเฟิงสิงจึงไม่มาร่วมงานเล่า?"
ผู้เฒ่าฉิวแย้มยิ้มตอบกลับไปอย่างรัดกุมไร้ช่องโหว่
"นายเหนือหัวของพวกเรายังคงเก็บตัวฝึกฝนอยู่ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงทะลวงระดับพลังขั้นใหม่พอดี"
"โอ้? ถ้านั่นคือเหตุผล ก็คงจะช่วยไม่ได้ล่ะนะ"
จ๋างซุนอู๋ฮุ่ยลูบเคราของตนเอง ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"นานทีปีหนท่านประมุขปรโลกจะเชิญพวกเรามาร่วมงานเลี้ยง ทว่ากลับขาดเพียงมหาจักรพรรดิเฟิงสิงไปผู้เดียว ดูจะไม่ค่อยสมบูรณ์แบบสักเท่าไหร่นะ"
"เปิ่นตี้ก็ไม่ได้พบหน้ามหาจักรพรรดิเฟิงสิงมานานมากแล้วเหมือนกัน"
ในเวลานี้ เซียวเจ๋อชวนก็คลี่ยิ้มกึ่งไม่ยิ้มเอ่ยขึ้นว่า
"คืนนี้คืองานเลี้ยงปีใหม่ จะกล่าวว่าไม่สมบูรณ์แบบไม่ได้หรอกนะ มหาจักรพรรดิเผ่าคุน... เชิญท่านดื่มสุราปรับตัวเองหนึ่งจอกเถิด"
เมื่อจ๋างซุนอู๋ฮุ่ยได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็พลันดำทะมึนลงในชั่วพริบตา
เขาจ้องเขม็งไปที่เซียวเจ๋อชวน
"เจ้าเป็นเพียงผู้น้อย กล้าดีอย่างไรถึงมาสั่งให้ผู้อาวุโสลงโทษตัวเองด้วยการดื่มสุรา? นี่จะไม่ไร้มารยาทเกินไปหน่อยหรือ?!"
บรรพชนเผ่าเฉียน นามว่า เซียวหมิง ผู้มีนิสัยปกป้องคนของตน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"จ๋างซุนอู๋ฮุ่ย ข้าขอเตือนให้เจ้ายอมดื่มสุราปรับตัวเองเสียดีๆ จะดีกว่า เผื่อว่าจะได้ไม่ทำให้ท่านประมุขปรโลกขุ่นเคืองใจ"
สีหน้าของจ๋างซุนอู๋ฮุ่ยย่ำแย่ลงไปอีก
เซียวหมิง ไอ้สารเลวนี่ ถึงกับกล้ายกเอาชื่อของ 'ท่านประมุขปรโลก' มาข่มขู่เขาเชียวหรือ!
สมควรตายนัก!
ในขณะที่เขากำลังจะโต้กลับ ทันใดนั้นร่างกายก็สั่นสะท้าน เด็กสาวที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานสูงสุดกำลังทอดสายตามองตรงมาที่เขา