- หน้าแรก
- ราชันเร้นลับ กุญแจสีเงิน
- ตอนที่ 4 — เนตรส่องความลับกับเหตุไม่คาดฝัน
ตอนที่ 4 — เนตรส่องความลับกับเหตุไม่คาดฝัน
ตอนที่ 4 — เนตรส่องความลับกับเหตุไม่คาดฝัน
# ตอนที่ 4 — เนตรส่องความลับกับเหตุไม่คาดฝัน
หลังจากเงียบไปสองวินาที ซีเรียน ซึ่งมีสีหน้าเหมือนกำลังพยายามย่อยข่าวร้ายนี้อย่างสุดความสามารถ ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขรึมหนักว่า
"ขอถามหน่อย ยังมีใครที่รอดชีวิตอยู่บ้าง"
คาร์ลสันจ้องมองเขา เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วหนักและเยียบเย็น "คุณ, เวลช์ สแตนส์มอร์ และโอเวน การ์เซีย"
"ประธานชมรมหนึ่งคน รองประธานสองคน... ต้องยอมรับว่านี่เป็นความบังเอิญที่น่าประหลาดใจจริงๆ"
แม็กซ์ ลิเวอร์มอร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างปรายตามองผู้ช่วยของตนแวบหนึ่ง ฝ่ายหลังจึงปิดปากเงียบลงอย่างรู้สถานการณ์ทันที
ซีเรียนก้มหน้าต่ำ ทำให้ไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของเขาได้ชัดเจน
เขาไม่ได้ใส่ใจถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยและการจับผิดของผู้ช่วยสารวัตรตรงหน้า เขารู้แจ้งแก่ใจดีว่า บรรยากาศที่ดูเหมือนการพูดคุยสนทนาทั่วไปนี้ แท้จริงแล้วคือการที่ทั้งสองคนกำลังร่วมมือกันสอบสวนเขาอยู่
เขาควบคุมสีหน้าของตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแม็กซ์ ลิเวอร์มอร์ ความเป็นจริงแล้วเขาแทบไม่ต้องพยายามปั้นสีหน้าใดๆ เลย แม้ว่าจะได้รับความทรงจำส่วนใหญ่ของซีเรียนคนเดิมมา ทว่าเขากลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยจริงๆ มิเช่นนั้น เจ้าของร่างเดิมคงไม่จัดพิธีกรรมขึ้นมาจนทำให้ตัวเองต้องจบชีวิตลงแบบนี้
เขาสูดหายใจเข้าลึก พยายามคุมน้ำเสียงให้ฟังดูโศกเศร้า ทว่าแฝงไว้ด้วยความโล่งใจอย่างแนบเนียนขณะกล่าวว่า
"ผมอาจจะพอรู้อะไรเกี่ยวกับพิธีกรรมอันชั่วร้ายนั่นอยู่บ้าง... มันเป็นสิ่งที่เวลช์ สแตนส์มอร์นำมาแบ่งปัน ว่ากันว่ามันสามารถช่วยให้ผู้ทำพิธีตระหนักรู้ถึงแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณ หลุดพ้นจากพันธนาการของกายเนื้อ ยกระดับชีวิตให้สูงส่งขึ้น และกระทั่งได้รับพลังเหนือธรรมชาติมาครอง"
แม็กซ์จ้องมองด้วยแววตาจริงจังและเอ่ยซักไซ้ทันที "ที่ว่ากันว่า... ฟังมาจากใคร"
"เวลช์" ซีเรียนตอบโดยไม่ปิดบัง และเขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังใดๆ
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริมว่า "พอดีผมติดเรียนบางวิชา ช่วงสุดสัปดาห์เลยไม่มีเวลาไปรวบรวมวัตถุดิบ ผมก็เลยหาข้ออ้างขอลางานไปหนึ่งวัน ตั้งใจว่าตอนกลางวันจะไปรวบรวมวัตถุดิบ แล้วค่อยจัดพิธีกรรมในคืนนี้"
"แต่ผลปรากฏว่าวันนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายจริงๆ ก็เลยต้องเลื่อนออกไป"
ขณะพูด เขาก็ยกมือขึ้นแตะหน้าอกสามครั้งติดต่อกัน วาดเป็นรูปตราศักดิ์สิทธิ์รูปสามเหลี่ยม พร้อมกับพึมพำออกมาราวกับสวดภาวนาว่า
"ไอน้ำสถิตเบื้องบน เป็นเพราะความศรัทธาของผมแน่ๆ ที่ทำให้ได้รับพระเมตตาคุ้มครองจากองค์เทพ"
แม็กซ์และคาร์ลสันที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งขรึม ส่วนอีกคนมีสีหน้าแปลกประหลาด ทว่าทั้งสองต่างก็ยกมือขึ้นแตะหน้าอกสามครั้งอย่างจริงจัง ทำท่าทางอธิษฐานตามแบบฉบับมาตรฐานของคริสตจักรเทพแห่งไอน้ำและจักรกลอย่างครบถ้วน
"ไอน้ำสถิตเบื้องบน" ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองศาสนิกชนผู้มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระองค์เสมอ"
หลังจากบทสนทนาแทรกจบทลงอย่างรวดเร็ว แม็กซ์ก็เอ่ยถามต่อว่า "โอเวน การ์เซียก็ไม่ได้จัดพิธีกรรมอันชั่วร้ายนั่นเหมือนกัน คุณพอจะรู้สาเหตุไหม"
ซีเรียนนึกย้อนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "นับตั้งแต่พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตติดต่อกัน เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากกิจกรรมของชมรมไป... นี่อาจจะเป็นการเติบโตขึ้นของเด็กหนุ่มคนหนึ่งล่ะมั้ง"
"ถึงแม้ว่าพิธีกรรมที่เวลช์นำมาแบ่งปันในครั้งนี้จะถูกส่งไปให้เขาชุดหนึ่งด้วยเช่นกัน แต่ผมมองออกเลยว่าเขาไม่แยแสของพวกนี้เลยสักนิด การที่เขาไม่จัดพิธีกรรมต่างหากถึงจะเป็นเรื่องปกติ อีกอย่าง เรื่องราวทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จเลยสักคน"
แม็กซ์พยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยถามด้วยท่าทีสุภาพอย่างยิ่งว่า "คุณจะรังเกียจไหม ถ้าพวกเราขอขึ้นไปสำรวจดูชั้นบนสักหน่อย"
"แน่นอน เชิญเลย"
ซีเรียนพยักหน้าเบาๆ ผายมือเป็นเชิงเชิญ จากนั้นจึงนำทางทั้งสองคนขึ้นไปชั้นบน และเปิดให้ตรวจดูทุกห้องอย่างละเอียด
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของทั้งสองคนไม่ได้แสดงความผิดปกติใดๆ ออกมา ซีเรียนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอยู่ในใจ พร้อมกันนั้นก็นึกขอบคุณอดัมขึ้นมา ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ถึงได้ช่วยจัดการฟื้นฟูสภาพห้องให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนจะจากไป
*เดี๋ยวก่อน ไม่สิ อดัมอาจจะยังไม่ได้จากไปไหน ผู้ชมมีวิชาเร้นกายทางจิตวิทยา ไม่แน่ว่าป่านนี้พระองค์อาจจะกำลังนั่งมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่อย่างเงียบๆ บนโซฟาก็เป็นได้*
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซีเรียนก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวจนต้องสะดุ้งเยือกด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อกลับลงมาถึงห้องรับแขกชั้นล่าง แม็กซ์ก็เอ่ยถามคำถามที่ยังค้างคาอยู่ก่อนหน้านี้ต่อ "คุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับเวลช์ สแตนส์มอร์มากน้อยแค่ไหน"
"เวลช์เหรอ" ซีเรียนพยายามนึกทบทวนความทรงจำในหัวอย่างจริงจัง เขาขบคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยตอบว่า
"เขาเป็นลูกชายคหบดีที่ร่ำรวยและใจกว้างมาก ทั้งยังเป็นผู้คลั่งไคล้ในศาสตร์เร้นลับตัวยง ชมรมสัจธรรมโลกก็นับว่าเป็นชมรมที่เขาเป็นคนริเริ่มก่อตั้งขึ้นมาเอง"
"จริงสิ เมื่อประมาณสามเดือนก่อน ในงานเลี้ยงสังสรรค์ครั้งหนึ่ง เขาเคยบอกผมว่าเขาค้นพบความเร้นลับที่แท้จริงเข้าแล้ว แต่หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะเงียบหายไป ทุกครั้งที่ผมเอ่ยถาม เขาทำเพียงแค่ถอนหายใจออกมา"
แม็กซ์พยักหน้ารับเบาๆ โดยไม่แสดงความเห็นใดออกมา "ตกลง ผมเข้าใจแล้ว หากหลังจากนี้คุณนึกข้อมูลสำคัญอะไรขึ้นมาได้ สามารถไปติดต่อพวกเราได้ที่นี่"
กล่าวจบ เขาก็ยื่นนามบัตรขนาดเท่าไพ่ป๊อกใบหนึ่งส่งให้ซีเรียน บนนั้นมีอักษรหลู่เอินสีทองประทับอยู่อย่างสะดุดตา เขียนว่า ร้านจักรกลบ้านแห่งการเฉลิมฉลอง
ซีเรียนยื่นมือไปรับนามบัตรมา พร้อมกับพยักหน้าเบาๆ "ผมทราบแล้ว"
ขณะที่เดินไปส่งแม็กซ์และคาร์ลสันจนถึงประตูบ้าน จู่ๆ แม็กซ์ก็หันกายกลับมา เอ่ยถามด้วยท่าทีที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจทว่าแฝงไว้ด้วยความจริงจังอยู่หลายส่วน
"เท่าที่ผมทราบ งานวิชาการของภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเบ็คลันด์ไม่ได้หนักหนาอะไร โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่ในช่วงใกล้สำเร็จการศึกษาแล้ว ดังนั้น... เป็นวิชาอะไรกันหรือที่ทำให้คุณต้องเสียเวลาไปมากขนาดนั้น"
สีหน้าของซีเรียนแข็งค้างไป ครู่ใหญ่กว่าที่เขาจะถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า
"พวกคุณน่าจะตรวจสอบประวัติของผมมาแล้ว ผมยังมีน้องชายอีกคนชื่อ ฮาเวน เกรย์ พวกเราเป็นฝาแฝดกัน แม้จะไม่ได้เหมือนกันทุกประการ แต่ขอเพียงตั้งใจสวมรอย สำหรับคนภายนอกแล้วก็ยากยิ่งที่จะแยกแยะออกว่าใครเป็นใคร"
"ในบางครั้งที่พวกเราอยากโดดเรียน ก็จะให้อีกฝ่ายสวมรอยไปเข้าเรียนแทน ซึ่งอาจารย์และเพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่มีทางสังเกตเห็น ก่อนหน้านี้ผมก็กำลังช่วยเขาทำการทดลองที่อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ท่านหนึ่งมอบหมายไว้"
"คุณทำการทดลองทางฟิสิกส์เป็นด้วยเหรอ"
คาร์ลสันที่ยืนอยู่ด้านข้างหันมามองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ แววตาเผยความยอมรับนับถือเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ถึงขั้นแฝงไว้ด้วยความเลื่อมใสอยู่จางๆ
ในฐานะนักโบราณคดี ลำดับ 8 ของเส้นทางผู้รอบรู้ ต่อให้ได้รับการเสริมกำลังจากตะกอนพลัง เขาก็ยังรู้สึกปวดหัวกับความรู้จำพวกฟิสิกส์และเคมีเป็นอย่างยิ่ง และไม่เพียงครั้งเดียวที่เขาก่อเหตุระเบิดขึ้นในห้องทดลอง
ดังนั้นในสายตาของเขา ทุกคนที่ไม่ต้องพึ่งพาโอสถแต่กลับกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ได้ ล้วนเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงทั้งสิ้น
ซีเรียนยักไหล่ น้ำเสียงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "แน่นอนว่าไม่เป็นหรอก แต่อย่างน้อยการจับอุปกรณ์ทดลองขั้นพื้นฐานเพื่อตบตาคนก็ยังพอทำได้ ยังไงซะผมก็เคยเข้าเรียนมาบ้างอยู่ไม่กี่คาบ"
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อถึงประเด็นเมื่อครู่ว่า "ตอนนั้น ศาสตราจารย์กิตติคุณภาควิชาฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยเบ็คลันด์ คุณโฮรามิค เฮย์เดน ได้เข้ามาตรวจเยี่ยมที่ห้องทดลอง ตัวเขาเองก็เป็นผู้เสนอโครงการและเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบการทดลองนั้นในนาม"
"เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถแยกแยะผมกับฮาเวน เกรย์ออกได้ภายใต้การจงใจปลอมตัวของผม ดังนั้นเขาสามารถเป็นพยานยืนยันความจริงในคำพูดเมื่อครู่ของผมได้"
"ทว่า คุณตำรวจทั้งสอง เรื่องนี้ช่วยอย่าแพร่งพรายออกไปได้หรือไม่ ผมกับฮาเวน เกรย์ยังอยากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเบ็คลันด์อย่างราบรื่นอยู่"
แม็กซ์มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาแฝงไว้ด้วยความจนใจราวกับอยากจะเอ่ยค่อนขอดแต่กลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ก่อนกล่าวขึ้นว่า
"เรื่องนี้ผมจะไปขอคำยืนยันจากท่านอาร์ช... คุณโฮรามิค เฮย์เดนเอง แต่ในเมื่อคุณโฮรามิค เฮย์เดนไม่ได้เปิดโปงพวกคุณ เช่นนั้นพวกเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเรื่องเกินความจำเป็น"
"ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ หวังว่าคุณจะไม่ได้พบกับพวกเราอีก"
กล่าวจบ เขาก็นำผู้ช่วยอย่างคาร์ลสันเดินออกจากประตูไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ภายใต้สายตาที่จับจ้องของซีเรียน ทั้งสองได้ก้าวขึ้นรถม้าคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่บริเวณทางแยกของถนนเบื้องหน้า
บนรถม้ามีชายชราผู้ขับรถม้าคนหนึ่งนั่งอยู่ ในคลองจักษุของซีเรียน ชายชราผู้นี้มีจิตวิญญาณเหนือล้ำกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่มาก ทว่าเมื่อเทียบกับแม็กซ์และคาร์ลสันแล้วยังด้อยกว่าอยู่บ้าง คาดว่าน่าจะอยู่ในลำดับ 9
ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา ชายชราที่นั่งอยู่บนที่นั่งคนขับหน้ารถม้าจึงหันศีรษะมามองอย่างกะทันหัน สายตาของทั้งสองสบประสานกันกลางอากาศ
วินาทีต่อมา ชายชราผู้นั้นก็รีบดึงสายตากลับไปอย่างเร่งร้อน หรือถึงขั้นเรียกได้ว่าลุกลนจนเสียอาการ
"หืม? ดวงตาของเขา... ความรู้สึกถูกสอดส่องเมื่อครู่นี้คืออะไรกัน"
*เขาเหมือนจะมองเห็นอะไรบางอย่างจากตัวเรา... ให้ตายสิ ประมาทไปหน่อย ลืมระวังเนตรส่องความลับของนักส่องความลับไปได้ยังไง หน่วยกลไกแห่งใจทางการแบบนี้ จะไม่มีนักส่องความลับประจำทีมได้ยังไงกัน!*
*เราคงไม่ได้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งของคดีนี้ไปอย่างงงๆ หรือถึงขั้นกลายเป็นอาชญากรถูกหมายหัวจากคริสตจักรเทพแห่งไอน้ำและจักรกลหรอกนะ?*
ในขณะที่ซีเรียนกำลังพึมพำกับตัวเองด้วยความกระวนกระวายใจ บนรถม้าที่อยู่อีกฝั่งของท้องถนน แม็กซ์ก็หันไปมองชายชราผู้ขับรถม้าอย่างกะทันหัน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลว่า
"ฮาวส์ คุณเป็นอะไรไป"
ชายชราที่ถูกเรียกว่าฮาวส์ร่างแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า "มะ... ไม่เป็นไร อาการเก่าของนักส่องความลับกำเริบน่ะ มักจะเผลอไปมองเห็นสิ่งที่ไม่ควรมองเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ จนนำมาซึ่งการบาดเจ็บที่ไม่คาดคิดและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
ระหว่างที่พูด เขาก็ใช้มือข้างหนึ่งเช็ดหยาดน้ำตาโลหิตที่ไหลรินอาบใบหน้า ส่วนมืออีกข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบขวดโอสถสีเขียวอ่อนออกมา แล้วกระดกกลืนลงคอไปรวดเดียว
ในมุมที่คนทั้งสองเบื้องหลังไม่อาจมองเห็น เส้นเลือดฝอยในดวงตาสีฟ้าอ่อนที่กระจ่างใสเป็นพิเศษของฮาวส์ได้จางหายไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และถูกแทนที่ด้วยความคลั่งไคล้ที่ยากจะปิดบังเอาไว้ได้
เมื่อครู่นี้เขาได้มองเห็นสัจธรรมแห่งโลก ได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง สิ่งนั้นต่างหากคือเป้าหมายที่เขาควรค่าแก่การใช้ทั้งชีวิต ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเพื่อไล่ตามและมอบความศรัทธา
นั่นต่างหากคือเทพเจ้าที่แท้จริง หาใช่เทพจอมปลอมอันต่ำต้อยเฉกเช่นเทพแห่งไอน้ำและจักรกลไม่