- หน้าแรก
- เข้าวังมานอนกินเฉยๆ ไฉนถึงได้เป็นพระมารดา
- บทที่ 14 งานเลี้ยงพระชนมพรรษาไทเฮา
บทที่ 14 งานเลี้ยงพระชนมพรรษาไทเฮา
บทที่ 14 งานเลี้ยงพระชนมพรรษาไทเฮา
บทที่ 14 งานเลี้ยงพระชนมพรรษาไทเฮา
เมื่อใกล้ถึงพระราชวังฉือนิง พระสนมอีกหลายนางก็เริ่มปรากฏกายขึ้นบนเส้นทาง นับเป็นครั้งแรกที่เจียงม่านได้ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนตั้งแต่นางตั้งครรภ์ แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้ใส่ใจกับการตั้งครรภ์ของเจียงม่านมากนัก แต่เมื่อได้เห็นนางและตระหนักว่า แม้พวกนางจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะปฏิสนธิครรภ์เพียงใดก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ในขณะที่เจียงม่านซึ่งเคยถวายงานรับใช้ฮ่องเต้เพียงครั้งเดียวกลับโชคดีจนตั้งครรภ์ได้ ความริษยาในใจย่อมผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และถ้อยคำที่เอ่ยออกมาจึงแฝงไปด้วยความประชดประชันอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเจียงม่านก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพทุกคน พระสนมยวี่ได้เบี่ยงกายหลบและเอ่ยขึ้นว่า "ตายจริง ทำแบบนี้ไม่ได้หรอก ตอนนี้พระสนมเจียงกำลังตั้งครรภ์อยู่ จะมาคำนับพวกเราได้อย่างไร หากนางบังเอิญทำอันตรายต่อบุตรในครรภ์ขึ้นมา ย่อมกลายเป็นบาปหนาของพวกเรา"
น้ำเสียงของพระสนมยวี่นั้นไพเราะราวกับนกขมิ้น ทว่าถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยความจิกกัดประชดประชัน ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอึดอัดใจ
เจียงม่านได้เตรียมใจเอาไว้ก่อนที่จะมาแล้ว นางจึงสามารถปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นผ่านหูไปราวกับสายลมโชย ทว่ายังคงแย้มยิ้มและเอ่ยว่า "พระสนมกล่าวหนักไปแล้วเพคะ ตำแหน่งของพระสนมสูงส่งกว่าหม่อมฉัน ย่อมถูกต้องแล้วที่หม่อมฉันจะต้องทำความเคารพพระสนม"
พระสนมซุนยกมือขึ้นป้องปากและหัวเราะเบาๆ "น้องหญิงเจียงช่างสุภาพเรียบร้อยเหลือเกิน ไม่เหมือนกับบางคน ที่พอตั้งครรภ์แล้วก็คิดว่าจะเดินกร่างในวังหลังแห่งนี้อย่างไรก็ได้"
ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าพระสนมซุนกำลังหมายถึงใคร พระสนมซุนและพระสนมลวี่เข้าวังมาพร้อมกัน ได้รับแต่งตั้งตำแหน่งในเวลาเดียวกัน ได้รับความโปรดปรานเท่าๆ กัน และได้รับการเลื่อนขั้นเป็นพระสนมไล่เลี่ยกัน ทว่าพระสนมซุนกลับไม่ได้โชคดีเหมือนพระสนมลวี่ ซึ่งยามนี้ตั้งครรภ์ได้จวนจะห้าเดือนแล้ว ในขณะที่หน้าท้องของพระสนมซุนยังคงไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ
คนสองคนที่เดิมทีมีฐานะสูสีกันกำลังจะเกิดช่องว่างระยะห่างเสียแล้ว แล้วพระสนมซุนผู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจะรู้สึกสงบใจได้อย่างไร
ทันทีที่พระสนมซุนเอ่ยจบ พระสนมลวี่ซึ่งมีอิงลั่วและเฝ่ยชุ่ยคอยพยุง ก็เยื้องกรายเข้ามาอย่างสง่างาม นางเหลือบมองไปที่หน้าท้องของพระสนมซุนและแค่นยิ้มอย่างดูแคลน "บางคนนะบางคน หน้าท้องของตัวเองไม่รักดี ก็ได้แต่พูดจาใส่ร้ายคนอื่นข้างหลัง หากมีความสามารถจริง เหตุใดไม่ตั้งครรภ์เองเสียเล่า"
หลังจากเอ่ยประโยคนี้ สายตาของพระสนมลวี่ก็ตวัดมาทางเจียงม่าน "โอ้ ข้าลืมไป มีคนตั้งครรภ์อยู่ที่นี่อีกคนหนึ่ง แต่ทว่าคนเราย่อมมีความแตกต่างกัน ต่อให้ฟลุคโชคดีขึ้นมาได้ ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของสิ่งใดหรอก"
พระสนมลวี่เปิดฉากโจมตีอย่างไม่เลือกหน้า จากนั้นจึงเดินจากไปโดยมีอิงลั่วและเฝ่ยชุ่ยคอยพยุง
พระสนมซุนถลึงตาขวางมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของพระสนมลวี่ "เหลวไหล! นางคิดว่าตัวเองสูงส่งนักหนาหรืออย่างไรเพียงเพราะตั้งครรภ์ ก็ยังไม่แน่เสียหน่อยว่าจะคลอดออกมาได้สำเร็จหรือไม่"
ไม่มีผู้ใดขานรับถ้อยคำของพระสนมซุน พระสนมยวี่แย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า "พวกเราควรเข้าไปข้างในกันได้แล้ว หากล่าช้าไปมากกว่านี้ จะสายเกินกาล"
ทุกคนต่างเอ่ยสมทบ "จริงด้วย จริงด้วย รีบเข้าไปกันเถอะ"
พระสนมซุนทำปากยื่นแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก ทำได้เพียงเดินตามคนอื่นๆ เข้าไปในพระราชวังฉือนิง
ภายในห้องจัดเลี้ยงของพระราชวังฉือนิง เหล่าฮูหยินชนชั้นสูงจากภายนอกและพระประยูรญาติส่วนใหญ่เดินทางมาถึงแล้ว ในหมู่พระสนมนั้น ผู้ที่มีตำแหน่งต่ำต้อยและผู้ที่ไม่ได้รับความโปรดปรานก็เดินทางมาถึงแต่เนิ่นๆ เช่นกัน เจียงม่านเดินไปนั่งประจำที่ของตนโดยมีนางกำนัลวังนำทาง
ผู้ที่จัดเตรียมที่นั่งคงจะคำนึงถึงว่า อย่างไรเสียเจียงม่านก็กำลังตั้งครรภ์พระหน่อหลวง ย่อมไม่สามารถปฏิบัติอย่างละเลยเกินไปได้ ดังนั้นแม้ว่าที่นั่งของเจียงม่านจะไม่ได้อยู่แถวหน้าสุด แต่ก็ไม่ได้อยู่ในมุมที่มืดมิดและไม่เป็นที่สังเกตเหมือนเช่นปีก่อนๆ ทว่าอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนไปทางส่วนกลาง
เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าผู้จัดที่นั่งตั้งใจ หรือไม่ทราบบุพเพสันนิวาสความบาดหมางระหว่างนางกับพระสนมลวี่ พระสนมลวี่จึงได้นั่งอยู่ทางด้านซ้ายของนาง
เมื่อพระสนมลวี่สังเกตเห็นว่าเจียงม่านนั่งอยู่ต่ำกว่านาง ก็พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเย็นชา "ช่างซวยเหลือเกิน!"
เจียงม่านเหลือบมองพระสนมลวี่ปราดหนึ่ง จากนั้นจึงเบือนหน้าไปทางอื่น
เหลียนชิวพึมพำเบาๆ กับหวานตง "น่าโมโหนัก! พวกนางอาศัยความที่พระสนมของเราอารมณ์ดีแล้วมาข่มเหงรังแก หากมีความสามารถจริง เหตุใดไม่ไปหาเรื่องพระสนมซ่งกับพระสนมจีเล่า"
สีหน้าของหวานตงยังคงเรียบเฉยในยามที่เอ่ยว่า "มีอะไรให้น่าโมโหหรือ เจ้าอยากให้พระสนมของเราไปใส่ใจกับสุนัขบ้าที่ไล่กัดทุกคนอย่างนั้นหรือ ทำเช่นนั้นย่อมเป็นการลดตัวเกินไป"
แม้ว่าน้ำเสียงของพวกนางจะเบายิ่งนัก แต่เจียงม่านซึ่งอยู่ใกล้ชิดกลับได้ยินอย่างชัดเจนและอดไม่ได้ที่จะสรวลออกมา หวานตงเป็นคนพูดน้อยนัก และนางไม่คาดคิดเลยว่าฝีปากของหวานตงจะคมคายถึงเพียงนี้
ไม่แน่ใจว่าพระสนมซุนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจียงม่านได้คอยจับตาดูฝั่งนี้อยู่ตลอดเวลาหรือไม่ เพราะทันทีที่เจียงม่านแย้มยิ้ม นางก็เอ่ยขึ้นมาทันควัน "น้องหญิงเจียง เหตุใดจึงยิ้มแย้มมีความสุขถึงเพียงนั้น หรือว่าพี่หญิงลวี่เล่าเรื่องตลกอันใดให้ฟังอย่างนั้นหรือ"
น้ำเสียงของพระสนมซุนไม่ได้เบาเลย จึงดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบข้างได้ในทันที
ใบหน้าของเจียงม่านแสดงแววฉงนฉายชัดอย่างเหมาะสม "หม่อมฉันยิ้มหรือเพคะ" จากนั้นนางก็พลันนึกขึ้นได้ "หม่อมฉันเพียงแต่จำฝูงนกกระจอกตัวน้อยที่ส่งเสียงจิ๊บๆ ในอุทยานระหว่างทางมาพระราชวังฉือนิงได้กะทันหัน ตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ยามนี้มาคิดดูแล้ว นกกระจอกน้อยเหล่านั้นราวกับกำลังทะเลาะกันอยู่ ช่างน่าขันยิ่งนัก บางทีหม่อมฉันคงจะอดขำไม่ได้ไปชั่วครู่ หม่อมฉันยังไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองยิ้ม จนกระทั่งพี่หญิงซุนทักขึ้นมานี่แหละเพคะ"
สีหน้าของพระสนมซุนดูย่ำแย่ลงเล็กน้อย นางยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบคำหนึ่งแล้วไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
บางคนที่อัศจรรย์ใจและไม่ถูกฉโลกกับพระสนมซุน ย่อมไม่อยากพลาดโอกาสนี้ จึงเอ่ยสมทบว่า "ข้าอยากรู้นักว่านกกระจอกน้อยเหล่านั้นจะรู้ตัวหรือไม่ว่าพวกมันกำลังทำให้ผู้คนขบขัน"
เจียงม่านเหลือบมองใบหน้าที่ถอดสีเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำเล็กน้อยของพระสนมซุน นางยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำใด
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วหม้อน้ำเดือด พระสนมส่วนใหญ่ที่ควรจะอยู่ในวังหลังก็เดินทางมาถึงกันครบครัน ผู้ที่มาถึงเป็นคนสุดท้ายย่อมเป็นเจียงกุ้ยเฟย ผู้ซึ่งในยามนี้มีตำแหน่งสูงส่งที่สุดในวัง
หลังจากเจียงกุ้ยเฟยนั่งประจำที่ได้ไม่นาน ไทเฮาซึ่งมีองค์หญิงใหญ่สี่หวานคอยพยุงก็เสด็จเข้ามา
ปีนี้ไทเฮามีพระชนมพรรษาห้าสิบตอนต้น ทว่าเนื่องจากการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี พระองค์จึงดูราวกับคนอายุสี่สิบตอนต้นและมีพระพลานามัยแข็งแรงกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก
ทุกคนนำโดยเจียงกุ้ยเฟยต่างน้อมถวายพระพรไทเฮา ก่อนที่พวกนางจะได้กลับไปนั่งประจำที่ ก็ได้ยินเสียงขันทีประกาศก้อง "ฮ่องเต้เสด็จ!"
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงต้องคุกเข่าลงอีกครั้งเพื่อถวายพระพร
ฮ่องเต้หย่งอันประทับบนพระเก้าอี้ตัวแรกทางด้านซ้ายของไทเฮาและโบกพระหัตถ์ สั่งให้ทุกคนลุกขึ้น
การเสด็จมาถึงของฮ่องเต้หย่งอัน ถือเป็นการเปิดฉากงานเลี้ยงพระชนมพรรษาอย่างเป็นทางการ ฮ่องเต้หย่งอันทรงเป็นผู้แรกที่หยัดยืนขึ้นเพื่อถวายพระพรชัยมงคลและถวายของขวัญวันพระชนมพรรษาแด่ไทเฮา ลำดับถัดมาคือเหล่าพระสนมแห่งวังหลัง ทว่ามีเพียงเจียงกุ้ยเฟย เวยเต๋อเฟย และเกากุ้ยเฟยเท่านั้นที่ได้ถวายพระพรชัยมงคลแด่ไทเฮาเป็นการส่วนตัว ส่วนพระสนมที่เหลือต่างร่วมกันดื่มถวายพระพรและอวยพรให้ไทเฮาทรงพระเจริญและมีความสุขในวันพระชนมพรรษาพร้อมกัน
หลังจากพระสนม ย่อมเป็นเหล่าองค์ชายและองค์หญิง ฮ่องเต้หย่งอันไม่มีองค์ชาย มีเพียงองค์หญิงสามพระองค์ หลังจากองค์หญิงทั้งสามพระองค์ถวายพระพรชัยมงคลเสร็จสิ้น จึงถึงตาของพระประยูรญาติ และหลังจากนั้นจึงเป็นคราวของเหล่าฮูหยินชนชั้นสูงจากภายนอก
เมื่อการถวายพระพรเสร็จสิ้นลง เหล่าข้าราชบริพารในวังเริ่มลำเลียงอาหารเข้ามาดั่งสายน้ำไหล และการแสดงขับร้องฟ้อนรำที่จัดเตรียมไว้ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
แม้ว่าอาหารและสุราในงานเลี้ยงจะหรูหรายิ่งนัก แต่เจียงม่านกลับไม่กล้าแตะต้องสิ่งใดเลย แม้กระทั่งยามที่ดื่มถวายพระพรเมื่อครู่ นางก็เพียงแต่แตะถ้วยเข้ากับริมฝีปากเป็นพิธีเท่านั้น
เมื่อไม่สามารถเสวยหรือดื่มสิ่งใดได้ เจียงม่านจึงทำได้เพียงเบนความสนใจไปยังการแสดงขับร้องฟ้อนรำที่อยู่ตรงกลาง ย่อมต้องกล่าวว่าการขับร้องและการฟ้อนรำที่กรมดุริยางค์หลวงซักซ้อมมาเป็นพิเศษเพื่อวันพระชนมพรรษาของไทเฮานั้นงดงามตระการตายิ่งนัก ท่ามกลางท่วงทำนองดนตรีอันไพเราะ แถบผ้าของนักรำโบกสะบัด กระโปรงหมุนพลิ้วไหว ท่วงท่าของพวกนางไม่เพียงแต่อ่อนช้อยงดงาม ทว่าแม้กระทั่งรอยยิ้มที่โค้งรับก็ยังพร้อมเพรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ