- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกฮีโร่ ผมจะพิสูจน์ว่าวิทยาศาสตร์เหนือทุกพลัง
- บทที่ 28 กราดยิงทุกวี่วัน
บทที่ 28 กราดยิงทุกวี่วัน
บทที่ 28 กราดยิงทุกวี่วัน
บทที่ 28 กราดยิงทุกวี่วัน
ในคราแรก เสียงปืนเหล่านี้ซึ่งค่อนข้างเบาบางมากเมื่อเทียบกับบรรยากาศในงาน จึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนเท่าใดนัก ต่อให้มีใครบางคนได้ยินเข้า ก็ล้วนแต่คิดไปเองทั้งสิ้นว่าทางผู้จัดงานกำลังจุดพลุดอกไม้ไฟหรืออะไรทำนองนั้น
จนกระทั่งใครคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชนถูกกระสุนปืนจนล้มพับลงไปกับพื้น และผู้คนรอบข้างเริ่มกรีดร้องพร้อมกับส่งเสียงเตือนภัย ทั่วทั้งบริเวณงานจึงพลันตกอยู่ในภาวะโกลาหลวุ่นวายในทันที
ผู้ชมภายในงานต่างพากันวิ่งหนีออกไปด้านนอกอย่างบ้าคลั่ง หรือไม่ก็มองหาที่กำบังรอบตัวที่พอจะใช้ซ่อนตัวได้ ความสูญเสียที่เกิดจากการเหยียบกันตายท่ามกลางฝูงชนที่ชุลมุนวุ่นวายนั้น มีจำนวนมากกว่าผู้ที่ถูกกระสุนปืนซัดเข้าโดยตรงเสียด้วยซ้ำ
คราฟต์และเหลียวอ้วนไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เนื่องจากรูปร่างที่เล็กของพวกเขา จึงไม่ได้ตกเป็นเป้าสายตาต่อปากกระบอกปืน ประกอบกับการมีหุ่นยนต์อลิซอยู่ด้วย ฝูงชนที่โกลาหลจึงไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆ ให้แก่พวกเขาได้เลย
"บัดซบ! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สถานที่ข้างนอกโรงครัวนรกจะอันตรายได้ถึงขนาดนี้!"
คราฟต์และอีกสองคนพากันกระเสือกกระสนคลานเข้าไปหลบอยู่หลังแปลงไม้ดอก เสียงปืนด้านนอกยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่สามารถหนีรอดไปได้ส่วนใหญ่ก็ได้เตลิดเปิดเปิงไปหมดแล้ว ส่วนผู้ที่ยังคงติดอยู่ในที่เกิดเหตุมักจะเป็นเพราะพวกเขาอยู่ลึกเข้าไปด้านในมากเกินไปจนไม่สามารถเบียดเสียดแทรกตัวออกมาได้
"บางครั้งการอยู่หน้าเกินไปก็ใช่ว่าจะดีเสมอไปนะ"
หลังจากปลอดภัยเป็นการชั่วคราว คราฟต์ก็ยังมีกะจิตกะใจที่จะเอ่ยล้อเล่น
"นี่! คราฟต์! นายมีสิ่งประดิษฐ์อะไรที่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ตอนนี้ได้บ้างไหม!"
เหลียวอ้วนเอ่ยถามในขณะที่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะซ่อนเรือนร่างอันอวบอ้วนของตนไว้หลังแปลงไม้ดอก
"พับผ่าสิ! หลังจากกลับไปคราวนี้ ฉันจะต้องเริ่มลดน้ำหนักอย่างจริงจังแล้ว!"
"นายต้องการให้ฉันสนับสนุนชุดลดน้ำหนักสักชุดไหมล่ะ"
ในเวลานี้ คราฟต์ได้ทำการติดต่อกับฮาโรผ่านทางหูฟังบลูทูธเรียบร้อยแล้ว จากข้อมูลที่ส่งกลับมาทำให้เขาได้รู้ว่ามีมือปืนเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นชายผิวขาวสูงอายุที่อาศัยอยู่ในโรงแรมใกล้เคียง จากตำแหน่งที่คราฟต์อยู่ ณ ปัจจุบัน หากดวงไม่กุดจริงๆ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกยิง ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีเวลาว่างพอที่จะสนทนาสัพเพเหระกับเหลียวอ้วนได้อย่างสบายใจ
"เขาลุกขึ้นมาเปิดฉากยิงเพราะนอนไม่หลับเนื่องจากเสียงดังรบกวนหรือเปล่านะ"
หลังจากอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้เหลียวอ้วนฟัง ฝ่ายหลังก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกในที่สุด ก่อนจะบ่นอุบด้วยความเดือดคาลำคอ
"เทศกาลดนตรีนี้ก็ประชาสัมพันธ์มาตั้งนานแล้ว เขาควรจะรู้เรื่องนี้ตั้งนานแล้วสิ! ทำไมยังจะมาพักอยู่แถวนี้อีก?"
คราฟต์กลอกตาไปมา "โรงแรมแถวนี้มีไว้สำหรับคนที่มาร่วมงานเทศกาลดนตรีต่างหากล่ะ ตาแก่นั่นเห็นได้ชัดว่าวางแผนเรื่องนี้มานานแล้วเข้าใจไหม? การใช้ปืนด้วยเรื่องเสียงรบกวนเนี่ย... นายช่างมีจินตนาการที่ล้ำเลิศจริงๆ"
"เอ่อ... พี่ชายคะ?"
ในเวลานี้ เสียงอันแผ่วเบาของอลิซก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
"มีอะไรเหรอ?"
"พี่ช่วยพวกเขาหน่อยไม่ได้เหรอคะ?"
อลิซชี้นิ้วไปยังผู้บาดเจ็บที่นอนร้องครวญครางอยู่บนพื้นในระยะไกล ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงสารจับใจ
"มันก็มีวิธีแก้ปัญหาอยู่หรอก... แต่ฟอร์มมันจะใหญ่โตเกินไปหน่อย" คราฟต์ขมวดคิ้ว "ฉันไม่อยากให้สำนักงานสอบสวนกลางมาเคาะประตูบ้านหรอกนะ"
จากทัศนคติของคราฟต์ที่มีต่อกลุ่มคนต่างชาติพันธุ์ มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะยอมเปิดเผยตัวตนเพื่อเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อคนเหล่านี้
"แ-แต่ว่า พวกเขาดูน่าสงสารมากเลยนะคะ..."
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับใบหน้าเล็กๆ อันน่าเวทนาของอลิซ คราฟต์ก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที
ในความเป็นจริง แม้ว่าคราฟต์จะปฏิเสธคำขอของอลิซอย่างเด็ดขาด เธอก็คงจะไม่เอ่ยอะไรมากความ ทว่าตอนนี้คราฟต์ได้นับถือเธอเป็นน้องสาวแท้ๆ ไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อความปรารถนาของเธอได้
"ขอฉันคิดหาวิธีก่อนก็แล้วกัน"
คราฟต์ปลอบประโลมอลิซอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นจึงเริ่มขบคิดว่าตนเองมีสิ่งของชิ้นใดบ้างที่จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างเงียบเชียบที่สุด
หากเป็นเพียงการจัดการกับมือปืน คราฟต์มีหนทางมากมายก่ายกอง ต่อให้ให้อลิซบุกเข้าไปเผชิญหน้าตรงๆ ก็สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย
แต่หากจะแก้ไขปัญหานี้โดยไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ คราฟต์ก็นึกออกเพียงวิธีเดียวในตอนนี้ นั่นคือสิ่งประดิษฐ์ทางวิศวกรรมที่เขาพกอยู่ในกระเป๋า ซึ่งก็คือหมวกกล่อมประสาทของคนแคระ
เดิมทีสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาเตรียมไว้สำหรับฮัลค์ ซึ่งในเวลานี้ก็ยังไม่ทราบร่องรอยแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด
เนื่องจากหมอนั่นดูเหมือนจะเป็นคนที่มีสติปัญญาไม่มากนัก หมวกควบคุมจิตใจที่สามารถบงการความคิดของผู้อื่นได้จึงน่าจะสามารถรับมือกับเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตาม มันยังมีปัญหาอีกประการหนึ่ง ระยะการทำงานของหมวกกล่อมประสาทของคนแคระนั้นไม่ได้กว้างขวางขนาดนั้น ตำแหน่งปัจจุบันของคราฟต์อยู่ห่างไกลเกินไปจนไม่สามารถควบคุมมือปืนได้เลย
"ขยับเข้ามาใกล้ๆ หน่อย แล้วช่วยบังสายตาให้ฉันที"
คราฟต์ขบคิดถึงอุปกรณ์ในกระเป๋าและบนร่างกายของตน พลันกำหนดแผนการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับโบกมือเรียกเหลียวอ้วนและอลิซ
เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องกล้องวงจรปิด เพราะฮาโรได้ควบคุมพวกมันไว้ทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ยังมีผู้คนรายล้อมอยู่ทางด้านซ้ายของเขา แม้ว่าพวกเขาจะนอนราบอยู่กับพื้นโดยไม่ได้มองมาทางนี้ และทัศนียภาพก็มืดมิดจนยากจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่คราฟต์ก็ยังคงเคยชินกับการลงมือทำสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบมั่นคง
เหลียวอ้วนและอลิซปฏิบัติตามคำสั่งของคราฟต์ โดยเคลื่อนตัวไปทางซ้ายของเขา เพื่อบดบังร่างกายของเขาไว้อย่างมิดชิด โชคดีที่โครงสร้างร่างกายของคราฟต์นั้นเล็กที่สุดในบรรดาทั้งสามคน การปกปิดเขาจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก
จากนั้นทั้งสองก็เฝ้ามองคราฟต์หยิบหมวกที่มีรูปร่างตลกขบขันใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้สะพายหลังแล้วสวมลงบนศีรษะ หมวกใบนี้โดยรวมแล้วดูคล้ายกับหม้อเหล็ก แล้วมีแผ่นจานหมุนลายก้นหอยสีขาวดำเสียบอยู่ด้านบนสุด เมื่อคราฟต์สวมหมวกประหลาดนี้ลงบนศีรษะ แผ่นจานก็เริ่มหมุนวนอย่างช้าๆ
การจ้องมองแผ่นจานนั้นด้วยสีหน้าแปลกประหลาดอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้เหลียวอ้วนรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย
"นี่มันตัวประหลาดอะไรกันอีกเนี่ย?"
เขาขยี้ตาที่เริ่มมองเห็นภาพซ้อน และพึมพำออกมาพลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ทว่าคราฟต์ไม่มีเวลาที่จะอธิบายให้เขาฟัง เขาดึงอุปกรณ์โลหะที่มีรูปทรงคล้ายกับนาฬิกาจับเวลาออกมาจากกระเป๋า งัดเปลือกป้องกันภายนอกออก แล้วกดปุ่มที่อยู่ด้านใน
จากนั้นเหลียวอ้วนก็ได้แต่มองตาค้างเมื่อคราฟต์อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา ก่อนที่เขาจะได้ส่งเสียงร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายลมอันบ้าคลั่งที่พัดผ่านหน้าตนเองไป ลมหนาวที่ปะปนไปด้วยเศษทรายจำนวนหนึ่ง ปลิวเข้าสู่ปากของเหลียวอ้วนที่กำลังอ้าค้างด้วยความตกตะลึง
"ถุย ถุย ถุย!"
เหลียวอ้วนรีบถ่มเศษทรายออกจากปากของตนเองเป็นการด่วน จนลืมที่จะส่งเสียงกรีดร้องไปชั่วขณะ
คราฟต์ไม่รู้เลยว่าเขาเกือบจะถูกเพื่อนนร่วมทีมที่เป็นตัวถ่วงอย่างเหลียวอ้วนทำให้เสียเรื่อง ในขณะที่เปิดใช้งานอุปกรณ์พรางตัวของคนแคระ เขาก็ได้เปิดใช้งานรองเท้าบู้ทจรวดของคนแคระที่เท้าไปด้วย เนื่องจากอุปกรณ์พรางตัวสามารถคงอยู่ได้ไม่ถึงยี่สิบวินาที เขาจึงต้องเร่งรีบทำเวลา
นอกจากนี้ เนื่องจากไม่มีเวลาเพียงพอในการเลือกเส้นทางอ้อม คราฟต์จึงกังวลว่าจะถูกลูกหลงจากกระสุนปืนโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาจึงเปิดใช้งานเข็มขัดป้องกันภัยของคนแคระที่อยู่รอบเอวไปด้วยอีกชั้นหนึ่ง
ฉันละรักเทคโนโลยีของคนแคระจริงๆ ให้ตายเถอะ!
คราฟต์ในสภาพล่องหน ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยสนามพลังที่สร้างขึ้นจากเข็มขัดป้องกันภัยของคนแคระ ได้พุ่งทะยานข้ามบริเวณงานอย่างรวดเร็วและไปถึงใต้ตึกโรงแรม ก่อนที่ผลลัพธ์ของอุปกรณ์พรางตัวจะหมดลง เขาได้ค้นหามุมอับสายตาแห่งหนึ่งเพื่อซ่อนตัว
ในเวลานี้ ภายในโรงแรมก็ตกอยู่ในความยุ่งเหยิงเช่นกัน มีเสียงด่าทอและเสียงร้องไห้อย่างขมขื่นดังขึ้นเป็นระยะ และเสียงปืนอันตรายที่สุดก็ไม่เคยเงียบหายไปเลย
โชคดีที่ชั้นที่มือปืนอาศัยอยู่นั้นไม่ได้สูงมากนัก ตำแหน่งปัจจุบันของคราฟต์ได้ครอบคลุมพื้นที่ที่มือปืนอยู่ให้อยู่ในระยะควบคุมของหมวกกล่อมประสาทของคนแคระเรียบร้อยแล้ว
คราฟต์เงยศีรษะขึ้น เพ่งสายตาไปยังฆาตกรที่โผล่หัวออกมาครึ่งหนึ่งจากหน้าต่าง จากนั้นจึงเปิดสวิตช์บนหมวกควบคุมจิตใจ ในขณะที่แผ่นจานสีขาวดำบนหน้าผากของเขาเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว สติสัมปชัญญะของคราฟต์ราวกับถูกกระแสน้ำวนดึงดูดออกจากร่าง แล้วพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกปืนใหญ่ตรงไปยังมือปืนที่อยู่ตรงหน้าต่าง
"อืม... ที่แท้ความรู้สึกในการควบคุมมนุษย์มันเป็นแบบนี้เองสินะ?"
เมื่อคราฟต์ได้สติกลับคืนมา ทัศนียภาพเบื้องหน้าของเขาก็ได้สลับสับเปลี่ยนไปเป็นมุมมองของมือปืนแล้ว สิ่งนี้ไม่ได้มีความแตกต่างจากตอนที่เขาใช้สัตว์ในการทดลองก่อนหน้านี้มากนัก ทว่าความแตกต่างก็คือเมื่อต้องควบคุมมนุษย์ ความรู้สึกต่อต้านจะรุนแรงกว่าการควบคุมสัตว์เป็นอย่างมาก
เนื่องจากระยะเวลาการควบคุมของหมวกกล่อมประสาทของคนแคระนั้นมีเวลาเพียงแค่สิบกว่าวินาทีเท่านั้น คราฟต์จึงไม่มีเวลาให้ผลาญเล่นอย่างไร้ประโยชน์ เขาหยิบปืนในมือขึ้นมาโดยตรงแล้วหันปากกระบอกปืนเข้าหาตัวเอง
"ปัง ปัง ปัง..."
ในวินาทีที่คราฟต์ลั่นไก สติสัมปชัญญะของเขาก็ลอยละล่องกลับคืนสู่ร่างกายของตนเอง คราฟต์ลูบคางของตน แม้ว่าจะไม่มีประสาทสัมผัสอื่นใดนอกจากสายตาและการได้ยินในยามที่ควบคุมผู้อื่น แต่การจ่อปืนยิงตัวเองก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่รื่นรมย์เลยแม้แต่น้อย
หลังจากจัดการกับฆาตกรเสร็จสิ้น คราฟต์ได้เปิดฝาหลังของอุปกรณ์พรางตัว เปลี่ยนมรกตที่ใช้เป็นพลังงานด้วยก้อนใหม่ จากนั้นจึงหยิบก้อนหินที่อยู่ข้างเท้าขึ้นมา บดเศษดินปืนออกมาจำนวนหนึ่งแล้วเทลงในรองเท้าของตนเอง ก่อนที่คนอื่นจะทันได้ไหวตัวทัน เขาก็ใช้วิธีการเดิมที่เดินทางมาเพื่อหลบฉากกลับไปอยู่ข้างกายอลิซและเหลียวอ้วน
"ในเมื่อไม่มีสาวใช้หุ่นยนต์ แต่อุปกรณ์พรางตัวนี้ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ!"
ทันทีที่เขากลับมา คราฟต์ก็มองเห็นใบหน้าอวบอ้วนของเหลียวอ้วนที่มีคำว่า หื่นกาม สลักอยู่เต็มหน้า
"ไปให้พ้นเลย!"