- หน้าแรก
- ระบบสายเปย์ ขอเลี้ยงดูพนักงานนับล้าน
- บทที่ 6 - ฟิตเนส! ฉันสอนให้ฟรีได้! เงินหนึ่งล้านยังทำอะไรได้อีก!
บทที่ 6 - ฟิตเนส! ฉันสอนให้ฟรีได้! เงินหนึ่งล้านยังทำอะไรได้อีก!
บทที่ 6 - ฟิตเนส! ฉันสอนให้ฟรีได้! เงินหนึ่งล้านยังทำอะไรได้อีก!
บทที่ 6 - ฟิตเนส! ฉันสอนให้ฟรีได้! เงินหนึ่งล้านยังทำอะไรได้อีก!
ลาภลอยหล่นทับ ซูหยางอารมณ์ดีมาก
ก่อนจะได้ระบบตัวช่วยพิเศษ เงินห้าหมื่นหยวนคือเงินเดือนกว่าครึ่งปีของเขาเลยนะ
เขาจึงหันไปพูดกับฉวีจื้อผิงว่า "ผู้จัดการฉวี ช่วงนี้ผมอยากออกกำลังกายที่ฟิตเนสสักพัก คุณช่วยแนะนำเทรนเนอร์ที่เหมาะสมให้ผมสักคนสิ"
ซูหยางยังไม่ลืมพรสวรรค์ "ผู้แข็งแกร่งด้านฟิตเนส" ของเขา
มีพรสวรรค์ดีๆ แบบนี้ถ้าไม่เอามาใช้ก็เสียดายแย่
เนื่องจากต้องทำโอทีเป็นประจำ แถมยังค่อยๆ เลิกออกกำลังกาย ค่าสถานะร่างกาย พละกำลัง และความคล่องตัวทั้งสามอย่างของเขาจึงไม่ถึง 10
เขาก็อยากมีร่างกายที่แข็งแรงเหมือนกัน
ส่วนร่างกาย 3 แต้ม พละกำลัง 3 แต้ม และความคล่องตัว 3 แต้มที่เพิ่งได้รับมา เขายังไม่ได้นำไปบวกเพิ่มให้ตัวเอง
แต้มสถานะร่างกายเหล่านี้มีค่ามาก เขาตั้งใจจะออกกำลังกายสักระยะก่อนแล้วค่อยบวก
"เถ้าแก่อยากได้หุ่นแบบไหนครับ" ฉวีจื้อผิงถาม "ต้องการกล้ามเป็นมัดๆ เลยไหม"
"ไม่ต้อง แค่ให้ร่างกายแข็งแรงก็พอแล้ว ผมซื้อคอร์สส่วนตัวแบบตัวต่อตัวได้ ไม่ให้เทรนเนอร์สอนฟรีหรอก คุณช่วยแนะนำเทรนเนอร์ที่สอนเก่งๆ ให้ผมหน่อย"
ความจริงซูหยางสามารถมองเห็นระดับการสอนของเทรนเนอร์แต่ละคนได้
แต่ในฟิตเนสมีเทรนเนอร์หลายคนที่มีทักษะการสอนระดับเชี่ยวชาญ
เขาไม่รู้ว่าในบรรดาคนระดับเชี่ยวชาญด้วยกัน ใครเก่งกว่ากัน
ฉวีจื้อผิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอก "อย่างนี้ละกัน ผมขอไปถามพวกเขาก่อน"
ซูหยางชะงักไปครู่หนึ่ง "หมายความว่ายังไง"
ฉวีจื้อผิงหัวเราะ "ผมกลัวว่าให้มาเป็นเทรนเนอร์ให้เถ้าแก่แล้วพวกเขาจะเกร็งน่ะครับ"
"งั้นก็ได้"
ซูหยางก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
นอกห้องทำงาน เถียนเซิ่งพูดกับเจิ้งเจี้ยนโปด้วยความไม่สบอารมณ์ "ฉันรู้สึกว่าลูกเศรษฐีคนนี้มันไม่น่าไว้ใจเลย"
เจิ้งเจี้ยนโปยิ้ม "ฉันว่าลูกเศรษฐีคนนี้ก็ดีนะ อย่างน้อยเขาก็ยอมขึ้นเงินเดือนให้"
เถียนเซิ่งพูดต่อ "ฉันจำได้ว่าทุกครั้งที่เขามาฟิตเนส เขาขี่จักรยานสาธารณะมาตลอด บางทีเขาอาจจะเป็นเศรษฐีปลอมก็ได้"
เจิ้งเจี้ยนโปโบกมือ "ประธานหวังที่มาฟิตเนสเราบ่อยๆ มีเงินตั้งเป็นร้อยล้าน ก็ยังเดินมาเลยไม่ใช่เหรอ"
เถียนเซิ่งบ่นอย่างไม่พอใจ "แต่เขาไม่ให้เราใช้วิธีการพวกนั้นขายคอร์สนี่"
"แล้วจะทำไมล่ะ เขาก็ขึ้นเงินเดือนพื้นฐานให้ตั้งเจ็ดพันแล้วไง" เจิ้งเจี้ยนโปมองดูลูกค้าที่กำลังออกกำลังกายจนเหงื่อท่วมตัวพลางยิ้ม "ขอแค่ฉันขยันอีกหน่อย เงินเดือนก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนักหรอก แถมพอไม่มียอดขายคอร์สมากดดัน ความเครียดก็ลดลงไปตั้งเยอะ"
เทรนเนอร์ฟิตเนสอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็พูดเสริม "ใช่ เมื่อก่อนเป้ายอดขายทำเอาฉันเครียดมาก นอนไม่ค่อยหลับ ผมร่วงเป็นกำๆ จะหัวล้านอยู่แล้ว"
เทรนเนอร์อีกคนบอก "ถ้าตั้งใจสอนได้ ใครจะอยากไปเป็นเซลส์ขายของล่ะ"
เทรนเนอร์หวังหู่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ฉันว่าเถ้าแก่เป็นคนดีมากเลยนะ และฟิตเนสก็ควรจะเป็นแบบนี้แหละ พวกเราเป็นเทรนเนอร์ ไม่ใช่เซลส์ขายของสักหน่อย"
เจิ้งเจี้ยนโปตบไหล่หวังหู่แล้วหัวเราะลั่น "สำหรับนาย เถ้าแก่ต้องเป็นคนดีอยู่แล้วสิ ยอดขายนายมักจะรั้งท้าย คอร์สส่วนตัวก็ขายได้ไม่เท่าไหร่ คราวนี้เงินเดือนพื้นฐานขึ้นตั้งเจ็ดพัน เงินเดือนนายก็ทะลุหมื่นซะที"
หวังหู่ปัดมือเจิ้งเจี้ยนโปออกอย่างไม่พอใจ "ฉันแค่พูดไม่เก่ง ไม่ถนัดพูดจาหว่านล้อม แล้วก็ไม่อยากใช้วิธีการพวกนั้นด้วย"
เจิ้งเจี้ยนโป "โอเคๆ ถือซะว่าฉันไม่ได้พูดแล้วกัน"
"ซือซือ เธอคิดว่าเถ้าแก่เป็นคนยังไง"
หูหลี่ เทรนเนอร์หญิงเอ่ยถาม
"ก็ดีนะ"
หยวนซือซืออารมณ์ดีมาก
แม้ว่าปกติเธอจะได้รับเงินเดือนสูงถึงสี่หมื่นหยวน แต่การที่เงินเดือนพื้นฐานเพิ่มขึ้นมาอีกเจ็ดพัน ก็ถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยสำหรับเธอ
ถึงกฎของซูหยางจะส่งผลกระทบต่อการขายคอร์สของเธอบ้าง แต่เมื่อได้เงินเดือนพื้นฐานเพิ่มมาเจ็ดพัน เธอก็ยอมรับการขายคอร์สได้น้อยลง
ประเด็นหลักคือ วิธีการขายคอร์สของเธอแนบเนียนกว่าพวกเทรนเนอร์ทั่วไปเยอะ
หูหลี่ถามอีกครั้ง "ซือซือ เธอคิดว่าเถ้าแก่เป็นคนยังไง"
"ก็เป็นคนดีนี่"
"เธอคงไม่ได้สนใจเขาหรอกนะ"
"จะเป็นไปได้ยังไง" หยวนซือซือระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที "ว่าแต่ เธอคงไม่ได้คิดจะจับเถ้าแก่หรอกนะ"
หูหลี่รีบปฏิเสธ "เป็นไปได้ไง ฉันมีแฟนแล้วนะ"
เฉินเสี่ยวอวิ๋นพูดเสริมขึ้นมา "ฉันว่าเรื่องนี้อย่าเพิ่งไปคิดเลย เถ้าแก่น่าจะเป็นลูกเศรษฐีระดับมหาเศรษฐี คนแบบนี้เจอผู้หญิงมานักต่อนักแล้ว เขาอาจจะไม่ได้สนใจพวกเราก็ได้"
ตอนนั้นเอง ฉวีจื้อผิงก็เดินเข้ามา
"หยวนซือซือ หูหลี่ เถ้าแก่อยากออกกำลังกาย พวกเธอมีใครอยากไปเป็นเทรนเนอร์ให้เถ้าแก่บ้าง เขาจะซื้อคอร์สส่วนตัว ไม่ให้พวกเธอขาดทุนหรอก"
หลังจากผ่านการคิดไตร่ตรอง ฉวีจื้อผิงตัดสินใจหาเทรนเนอร์หญิงที่ยังสาวและสวยให้ซูหยาง
เทรนเนอร์หญิงมีสัญชาตญาณที่เหมาะกับการรับมือผู้ชายมากกว่า
อีกอย่าง หยวนซือซือกับหูหลี่ก็สอนเก่งทั้งคู่
สมาชิกผู้ชายหลายคนพอถูกพวกเธอสอน ยกบาร์เบลกันอย่างแข็งขันเลยทีเดียว
พอถูกพวกเธอให้กำลังใจ สมรรถภาพร่างกายก็ทะลุขีดจำกัดได้อย่างง่ายดาย
ทันทีที่ฉวีจื้อผิงพูดจบ หูหลี่ก็เสนอตัว "ฉันเอง"
หยวนซือซือ "ฉันดีกว่า"
เมื่อหยวนซือซือเห็นหูหลี่กระตือรือร้นขนาดนี้ เธอก็ไม่อยากน้อยหน้า
ไม่ว่าจะยังไง ขอชิงตัดหน้าให้ได้ก่อน
เฉินเสี่ยวอวิ๋น "ฉันก็ได้นะ"
หูหลี่และหยวนซือซือมองหน้ากันด้วยความระแวดระวัง
สุดท้ายพวกเธอก็พร้อมใจกันหันไปมองเฉินเสี่ยวอวิ๋น
หูหลี่พูดขึ้น "เฉินเสี่ยวอวิ๋น ผู้จัดการยังไม่ได้เรียกเธอเลย จะตื่นเต้นไปทำไม"
เฉินเสี่ยวอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปพูดกับฉวีจื้อผิง "ผู้จัดการ ฉันสอนให้ฟรีได้นะคะ"
หูหลี่แค่นหัวเราะ "เถ้าแก่จะมาสนเงินเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้เหรอ"
หยวนซือซือหันไปมองหูหลี่ "เธอไม่ได้บอกว่าไม่สนใจเถ้าแก่เหรอ เธอมีแฟนแล้วนะ"
หูหลี่พูดด้วยความโกรธ "ก็แค่สอนตามปกติ เธอคิดอะไรอยู่เนี่ย"
"เอาล่ะ ไม่ต้องเถียงกันแล้ว" ฉวีจื้อผิงขัดจังหวะการโต้เถียงของทั้งสองคน "งั้นก็... หยวนซือซือ เธอไป"
"ได้ค่ะผู้จัดการ"
หยวนซือซือยิ้มหน้าบาน
การที่เอาชนะหูหลี่ได้ ทำให้เธอมีความสุขมาก
ท้ายที่สุดแล้วในฟิตเนสนี้ เทรนเนอร์หญิงเพียงคนเดียวที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อเธอได้ ก็มีแค่หูหลี่นี่แหละ
หูหลี่ค่อนข้างโกรธ "ผู้จัดการ แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย ทำไมต้องเป็นหยวนซือซือด้วย"
ฉวีจื้อผิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอก "แฟนน้องไม่ค่อยชอบที่น้องเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนส หยวนซือซือโสดอยู่ จะได้ไม่สร้างความรำคาญใจให้เถ้าแก่ไง"
คราวนี้หูหลี่ถึงกับเถียงไม่ออก
นี่เป็นความจริง
แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าฉวีจื้อผิงลำเอียงอยู่ดี
"เอาล่ะ เอาตามนี้นะ" ฉวีจื้อผิงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับพวกเธออีก "หยวนซือซือ ตามผมมา"
"ได้ค่ะ"
หยวนซือซือก้าวเดินอย่างร่าเริง ตามฉวีจื้อผิงไปที่ห้องทำงานของเจ้านายด้วยท่าทางของผู้ชนะ
หูหลี่กระทืบเท้าอย่างแรง กัดฟันกรอด
แต่กลับไม่ได้พูดอะไร
เมื่อเห็นฉวีจื้อผิงพาหยวนซือซือเข้ามา ซูหยางก็รู้สึกยินดี
ผู้ชายปกติที่ไหนจะไม่ชอบสาวสวยกันล่ะ
แต่เขาก็ยังคงพูดกับหยวนซือซือด้วยท่าทางจริงจัง "ในเมื่อผู้จัดการฉวีแนะนำคุณ งั้นก็คุณละกัน"
หยวนซือซือตอบอย่างว่าง่าย "ขอบคุณเถ้าแก่ที่ให้โอกาสฉันค่ะ"
อันที่จริงหยวนซือซือถนัดการรับมือกับผู้ชายมาก
แต่พอต้องเผชิญหน้ากับเจ้านายของตัวเอง เธอก็ยังรู้สึกกดดันเล็กน้อย
ซูหยางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอก "คุณลองดูว่าว่างตอนไหน"
"สี่โมงเย็นค่ะ" หยวนซือซือตอบพร้อมรอยยิ้ม "ฉันมีคอร์สตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสาม สี่โมงเย็นว่างค่ะ"
"งั้นก็สี่โมงเย็น"
เมื่อฉวีจื้อผิงและหยวนซือซือออกไปแล้ว ซูหยางก็ออกไปกินข้าว
ระหว่างกินข้าว เขาก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อไปดี
ระบบให้เงินทุนเริ่มต้นธุรกิจมาสามล้าน เขามีเงินส่วนตัวอยู่สี่หมื่น
แต่เขาซื้อฟิตเนสไปแปดหมื่นแปด ค่าเช่าที่สองแสน
รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว ทั้งหมดเพิ่งจ่ายไปแค่สามแสนกว่าหยวน
เมื่อกี้ฟางถงก็เพิ่งเอามาให้อีกห้าหมื่น
ต่อให้ต้องเตรียมเงินหมุนเวียนให้ฟิตเนสอีกหนึ่งล้าน เขาก็ยังมีเงินเหลือให้ใช้อีกตั้งล้านเจ็ดแสนกว่า
เงินหนึ่งล้านเจ็ดแสนกว่าหยวนนี้ จะเอาไปทำอะไรได้บ้างล่ะ