- หน้าแรก
- เจียงโย่วหลิงขอโทษที พอดีข้าใช้ปรัชญาเต๋าทะลวงด่านเซียน
- บทที่ 39 - ปีศาจบุกตำบลซางอวี๋ นกกระเรียนหวนคืน
บทที่ 39 - ปีศาจบุกตำบลซางอวี๋ นกกระเรียนหวนคืน
บทที่ 39 - ปีศาจบุกตำบลซางอวี๋ นกกระเรียนหวนคืน
บทที่ 39 - ปีศาจบุกตำบลซางอวี๋ นกกระเรียนหวนคืน
ศิษย์สายสืบทอดงั้นเหรอ?
ชุดสีเหลืองสะดุดตาของเซี่ยจิ่งสิง ผู้ดูแลเมืองย่อมมองเห็นอยู่แล้ว เพียงแต่ในสายตาของเขา ต่อให้เป็นศิษย์ระดับเลี่ยนชี่ที่เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่มีทางเทียบกับผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานได้หรอก
แต่อีกฝ่ายเล่นพูดซะขนาดนี้แล้ว ถ้าไปสงสัยในความสามารถของเขาอีก ก็คงจะทำให้คนอื่นไม่พอใจเปล่าๆ
แถมปีศาจก็กำลังอาละวาดอย่างหนัก เขาจึงไม่อยากจะมามัวเถียงเรื่องนี้อีก ก็เลยประสานมือคารวะศิษย์สายสืบทอดท่านนี้ แล้วเริ่มเล่าเรื่องปีศาจอาละวาดให้ฟังคร่าวๆ
"เมื่อสิบกว่าวันก่อน จู่ๆ ก็มีหมูปีศาจหนังหินตัวหนึ่งโผล่มาในป่าทางทิศตะวันตก แถมยังบุกเข้ามาในหมู่บ้านกินชาวบ้านไปหลายคน เรื่องนี้ตอนแรกพวกเราก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่——
เรื่องปีศาจกินคนมันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ หมูปีศาจหนังหินก็เป็นปีศาจที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด มักจะออกมาเพ่นพ่านแถวๆ หมู่บ้านเป็นประจำ สำนักปราบปีศาจก็เลยส่งแค่ผู้คุมกฎไปปราบปีศาจแค่ไม่กี่คนเท่านั้น"
พูดถึงตรงนี้ ผู้ดูแลเมืองก็มีสีหน้าสลดลง
"ผลปรากฏว่าหมูปีศาจหนังหินตัวนั้นดุร้ายกว่าพวกเดียวกันมาก ผู้คุมกฎพวกนั้น สุดท้ายก็หนีรอดกลับมาได้แค่สองคน พร้อมกับนำข่าวเรื่องหมูปีศาจหนังหินกลายพันธุ์กลับมาด้วย
เว่ยฉางเฟิง หัวหน้าสำนักปราบปีศาจ พอรู้เรื่องนี้ ก็ลงมือนำทัพไปจับปีศาจด้วยตัวเอง แต่คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าป่าไป ก็โดนหมูปีศาจหนังหินสามตัวดักซุ่มโจมตีเข้าให้
ท่านเว่ยสู้สุดชีวิตจนฆ่าหมูปีศาจไปได้ตัวหนึ่ง แต่ตัวเองก็บาดเจ็บสาหัสเพราะโดนปีศาจอีกสองตัวรุมทำร้าย ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ก็บาดเจ็บล้มตายกันไปเยอะ... ตำบลซางลินอยู่ไกลปืนเที่ยง ทางการก็ส่งกำลังมาช่วยไม่ทัน หลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้ว พวกเราก็เลยต้องขอความช่วยเหลือจากสำนักไท่เสวียนนี่แหละ"
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ เซี่ยจิ่งสิงก็ถามขึ้นว่า "เว่ยฉางเฟิงอยู่ที่ไหน? ข้าอยากจะถามเขาหน่อย ว่าหมูปีศาจหนังหินนั่นมันเก่งกาจขนาดไหนกันเชียว"
ผู้ดูแลเมืองตอบว่า "ท่านเว่ยนอนซมอยู่บนเตียงตั้งแต่ตอนที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว ข้าจะพาพวกท่านไปหาเขาเดี๋ยวนี้เลย"
เซี่ยจิ่งสิงพยักหน้า แล้วหันไปสั่งเจียงโย่วหลิงกับศิษย์รับใช้อีกคนว่า "พวกเจ้าสองคนรออยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวพวกเรามา"
"เจ้าค่ะ"
เมื่อเห็นว่าพวกนั้นเดินไปไกลแล้ว เฉียนเจ๋อเฟยก็มีสีหน้าสดใสขึ้น หันไปมองเจียงโย่วหลิงที่อยู่ข้างๆ "เจ้าดูอายุน้อยจัง เพิ่งเข้าสำนักมาได้กี่ปีเนี่ย?"
"สองเดือน"
"สองเดือน?"
เฉียนเจ๋อเฟยร้องเสียงหลง "แค่สองเดือนเจ้าก็ไปมีเรื่องกับผู้คุมกฎแล้วเหรอ? ตอนที่ข้าเข้าสำนักมาได้สองเดือน ข้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าผู้คุมกฎหน้าตาเป็นยังไง"
เจียงโย่วหลิงมีสีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนจะไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันสลักสำคัญอะไร เพียงแต่ถามกลับไปว่า "ศิษย์พี่พอจะรู้เรื่องหมูปีศาจหนังหินบ้างไหมเจ้าคะ?"
พอพูดถึงเรื่องปีศาจ สีหน้าของเฉียนเจ๋อเฟยก็ดูจริงจังขึ้นมาบ้าง
"หมูปีศาจหนังหินเป็นหนึ่งในปีศาจระดับล่างที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ตัวใหญ่ หนังเหนียวเหมือนหิน ดาบหรือกระบี่ธรรมดาฟันไม่เข้า เวลาพุ่งชนก็ทรงพลังมาก
แต่มันโง่ แล้วก็เชื่องช้า ก็เลยไม่ได้จัดการยากเท่าไหร่ พวกศิษย์พี่ชุดขาวทั่วไปก็จัดการมันได้
แต่ถ้าหมูปีศาจหนังหินที่นี่มันเกิดกลายพันธุ์ขึ้นมา ก็คงพูดยากแล้วล่ะ"
เจียงโย่วหลิงนึกถึงคำพูดของผู้ดูแลเมืองเมื่อกี้ แล้วก็นึกถึงภาพต้นไม้โบราณหักโค่นที่เห็นในป่าก่อนหน้านี้ ก็เริ่มสังหรณ์ใจว่าหมูปีศาจหนังหินตัวนี้ คงจะรับมือยากน่าดู
เมื่อเห็นเด็กสาวมีสีหน้าตึงเครียด เฉียนเจ๋อเฟยก็ตบไหล่เธอเบาๆ เป็นการปลอบใจ
"ไม่ต้องกลัวไปหรอกน่า พวกเราศิษย์รับใช้ มีหน้าที่แค่จัดการเรื่องเบ็ดเตล็ดอยู่เบื้องหลัง ไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับความน่ากลัวของปีศาจโดยตรงหรอก ไม่ถึงตายหรอกน่า
ที่ศิษย์พี่จ้าวให้เจ้ามาทำภารกิจครั้งนี้ เกรงว่าคงแค่อยากจะขู่เจ้าให้กลัว เพื่อให้เจ้ารู้จักกฎระเบียบมากขึ้นล่ะมั้ง"
เฉียนเจ๋อเฟยยังเล่าวิธีรับมือเวลาเจอสัตว์ประหลาดในยามฉุกเฉินให้อีกนิดหน่อย ก็เห็นร่างของศิษย์พี่เซี่ยกับคนอื่นๆ โผล่มาแต่ไกล
นอกจากผู้ดูแลเมืองแล้ว ข้างกายพวกเขายังมีชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ หน้าตาซีดเซียวเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง
ชายคนนั้นเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ไอค่อกแค่ก เขาคือเว่ยฉางเฟิง หัวหน้าสำนักปราบปีศาจที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากหมูปีศาจหนังหินเมื่อไม่นานมานี้นั่นเอง
"ท่านเซียนเซี่ย หมูปีศาจหินนั่นมันแปลกประหลาดมากจริงๆ ไม่เพียงแต่พลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มันยังรู้จักใช้วิธีดักซุ่มโจมตี ราวกับจู่ๆ ก็ฉลาดขึ้นมายังไงยังงั้น
หากผลีผลามบุกเข้าไปปะทะ เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีนัก สู้รอให้ข้าพักฟื้นจนหายดีก่อน แล้วค่อยไปปราบปีศาจก็ยังไม่สาย แค่กๆๆ..."
"ท่านหัวหน้าเว่ย" เซี่ยจิ่งสิงมองเว่ยฉางเฟิงด้วยสายตาเรียบเฉย
"หากช้าไปเพียงหนึ่งเค่อ ก็อาจจะมีชาวบ้านต้องรับเคราะห์เพิ่มอีกหนึ่งครอบครัว ในเมื่อพวกเราได้ร่ำเรียนวิชาปราบปีศาจมาแล้ว จะให้มานั่งดูปีศาจอาละวาดโดยไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร?"
เว่ยฉางเฟิงรีบอธิบาย "ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น เพียงแต่หมูปีศาจนั่นมันแปลกประหลาดจริงๆ ยอดฝีมือลูกน้องข้าห้าหกคนต้องมาตายเพราะมัน แม้แต่ตัวข้าเอง ก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด..."
พูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นขัดจังหวะ
"พูดไปพูดมา พวกท่านก็กำลังสงสัยในฝีมือของศิษย์พี่ข้าอยู่ดีนั่นแหละ?"
จ้าวเฉิงมองเว่ยฉางเฟิงด้วยความไม่พอใจ "ในเมื่อพวกท่านมาขอความช่วยเหลือจากสำนักไท่เสวียนของพวกเราแล้ว ทุกอย่างในการปราบปีศาจ ก็ต้องทำตามที่สำนักของพวกเราจัดการสิ!"
เว่ยฉางเฟิงจนปัญญา ทำได้เพียงกลืนคำพูดลงคอ แล้วเดินนำหน้าไปเงียบๆ
ผู้ดูแลเมืองอยู่เฝ้าตำบลซางอวี๋ คอยดูแลสถานการณ์โดยรวม และเตรียมพร้อมรับมือหากถูกปีศาจโจมตี
เมื่อเห็นว่าบรรดาศิษย์พี่กำลังจะไปปราบปีศาจ เฉียนเจ๋อเฟยก็รีบขยิบตาให้เจียงโย่วหลิง เป็นสัญญาณให้ตามไป
เจียงโย่วหลิงเดินตามหลังทุกคนไปเงียบๆ
คนกลุ่มนี้เดินกันเร็วมาก ราวกับเหาะเหินเดินอากาศ จ้าวเฉิงกะไว้แล้วว่าเจียงโย่วหลิงคงตามความเร็วของพวกเขาไม่ทัน ก็เลยตั้งใจจะรอให้นางหลุดจากกลุ่ม แล้วค่อยฟ้องศิษย์พี่เซี่ยให้ตำหนินาง
แต่ใครจะไปคิดว่า ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ เด็กสาวก็ยังคงเดินตามกลุ่มมาติดๆ โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ
แผนการของจ้าวเฉิงล้มเหลวไม่เป็นท่า รู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก ยิ่งมองเจียงโย่วหลิงก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตามากขึ้นไปอีก
"เดินไปข้างหน้าอีกนิด ก็จะถึงจุดที่ข้าโดนดักซุ่มโจมตีแล้ว"
เว่ยฉางเฟิงชี้ไปที่ป่าข้างหน้า สีหน้าฉายแวววิตกกังวล
แต่เซี่ยจิ่งสิงกลับทำเหมือนมองไม่เห็นสีหน้าของเขา ก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปในป่า
เมื่อเห็นว่าศิษย์สำนักไท่เสวียนคนอื่นๆ เดินตามเขาเข้าไปในป่า เว่ยฉางเฟิงก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วจำใจเดินตามเข้าไป
แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงร้องแหลมเล็กแต่ดังทะลุทะลวงดังมาจากข้างหลัง ตามมาด้วยแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และสว่างวาบอยู่นาน
สีหน้าของเว่ยฉางเฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบเงยหน้าขึ้นมอง "แย่แล้ว! ปีศาจบุก!! ปีศาจกำลังโจมตีตำบลซางอวี๋!"
เซี่ยจิ่งสิงขมวดคิ้ว จากนั้นก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หยิบนกหวีดกระดาษออกมาเป่าเรียกนกกระเรียน แล้วกระโดดขึ้นขี่มันพุ่งทะยานหายวับไปราวกับลำแสง
คนอื่นๆ ก็ทำตามกันเป็นแถว เป่านกหวีดกระดาษ บังคับนกกระเรียนให้บินกลับไปทางเดิม
ตอนที่ก้าวขึ้นขี่นกกระเรียน เฉียนเจ๋อเฟยยังไม่ลืมที่จะหิ้วเว่ยฉางเฟิงขึ้นมาด้วย
ความเร็วในการบินของนกกระเรียนย่อมไม่ใช่สิ่งที่แรงมนุษย์จะเทียบได้ เพียงไม่กี่สิบอึดใจ ทุกคนก็กลับมาถึงตำบลซางอวี๋
แต่ตำบลซางอวี๋ในตอนนี้ กลับเปลี่ยนไปจากเมื่อหนึ่งเค่อที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
บ้านเรือนพังทลาย ซากปรักหักพังเกลื่อนกลาดไปทั่ว
เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว ลมคาวเลือดพัดพากลิ่นเหม็นเน่าปะทะใบหน้า
บนแผ่นหินปูถนนสีเขียว มีของเหลวเหนียวข้นสีเขียวเข้มผุดขึ้นมา กัดกร่อนก้อนอิฐและก้อนหินจนเกิดเสียง "ฟู่ๆ" และมีควันสีเขียวกลิ่นฉุนลอยกรุ่นขึ้นมา
หมูปีศาจหนังหินสามตัวพุ่งชนดะไปทั่ว ราวกับเสือที่หลุดเข้าไปในฝูงแกะ พวกมันทำลายแนวป้องกันชั่วคราวที่ผู้ดูแลเมืองจัดเตรียมไว้ได้อย่างง่ายดาย ในปากของพวกมันยังมีเสียงเคี้ยว "กร้วมๆ" พร้อมกับซากศพครึ่งท่อนที่ยังเหลืออยู่
"รนหาที่ตาย!"
เมื่อเห็นภาพปีศาจกินคนตรงหน้า บรรดาศิษย์ที่นำโดยเซี่ยจิ่งสิงต่างก็เบิกตากว้างด้วยความโกรธ
เซี่ยจิ่งสิงกระโดดลงจากหลังนกกระเรียน ในมือก็มีกระบี่โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นั่นก็คือกระบี่ "หนิงซวง" นั่นเอง
หนิงซวงพุ่งออกไปด้วยความโกรธ ราวกับสายฟ้าสีเงินที่ฟาดฟันลงมาจากท้องฟ้า พริบตาเดียวประกายความเย็นเยียบก็สว่างวาบขึ้น อากาศโดยรอบที่กระบี่พุ่งผ่านกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง แม้แต่เศษหญ้าบนพื้นก็ยังถูกแช่แข็งจนกลายเป็นน้ำค้างแข็ง
(จบแล้ว)