- หน้าแรก
- เจียงโย่วหลิงขอโทษที พอดีข้าใช้ปรัชญาเต๋าทะลวงด่านเซียน
- บทที่ 25 - รักษาใจเป็นภาชนะ ชมสมบัติที่ยอดเขาชีเสีย
บทที่ 25 - รักษาใจเป็นภาชนะ ชมสมบัติที่ยอดเขาชีเสีย
บทที่ 25 - รักษาใจเป็นภาชนะ ชมสมบัติที่ยอดเขาชีเสีย
บทที่ 25 - รักษาใจเป็นภาชนะ ชมสมบัติที่ยอดเขาชีเสีย
"โย่วหลิง โย่วหลิง เจ้าทำให้ท่านผู้อาวุโสหงโกรธจนเดินหนีไปจริงๆ เหรอ?"
เจียงโย่วหลิงส่ายหน้าอย่างจนใจ แก้คำพูดของเสิ่นอิ๋งซูใหม่ "ไม่ได้โกรธจนเดินหนีไปหรอก ข้าก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น"
"ข้าได้ยินมาหมดแล้ว ว่าก่อนที่ท่านผู้อาวุโสหงจะไป ยังเสกพายุพัดเข้ามาซะลูกใหญ่ ทำเอาศิษย์ในหอฟังธรรมฝุ่นเกาะหน้าเกาะตากันเป็นแถว พอเจอเรื่องแบบนี้เข้าไป วันหลังศิษย์ที่จะไปฟังท่านผู้อาวุโสหงบรรยาย คงจะน้อยลงไปอีกแน่ๆ"
เสิ่นอิ๋งซูหัวเราะร่วนจนไหล่สั่นสะท้าน
"ท่านผู้อาวุโสหงก็จริงๆ เลย... รู้อยู่เต็มอกว่าพวกเราเป็นแค่คนธรรมดา แต่ก็ยังดึงดันจะสอน 'เคล็ดสายฟ้า' ให้ได้ พร่ำพูดแต่เรื่องรากปราณอะไรนั่น ไม่อย่างนั้นเรื่องมันจะบานปลายขนาดนี้ได้ยังไง!"
เจียงโย่วหลิงกลับถอนหายใจเบาๆ "สิ่งที่ท่านผู้อาวุโสหงพูดก็มีเหตุผล เพียงแต่ศิษย์รับใช้อย่างพวกเรา ที่ดึงดันจะเข้าสำนักเซียนให้ได้ ท้ายที่สุดก็เพราะยังมีความยึดติดหลงเหลืออยู่ในใจ ไม่อยากให้ความยึดติดนี้ต้องสูญเปล่าไปก็เท่านั้นเอง!"
"มีเหตุผลตรงไหนกัน?"
เสิ่นอิ๋งซูเท้าสะเอว ทำหน้าตาท่าทางไม่ยอมแพ้
"ถึงข้าจะไม่ได้ไปเข้าเรียนคาบนั้น แต่ถ้าข้าไปนะ ข้าก็จะต้องฝ่าความโกรธของท่านผู้อาวุโส แล้วถามให้รู้เรื่องไปเลย ว่าในเมื่อสำนักเซียนเปิดรับศิษย์อย่างกว้างขวาง เพื่อเผยแพร่มหาเต๋า แต่พอมาถึงตาเขา ทำไมถึงกลายเป็น 'คนธรรมดาฝึกเซียน ก็เหมือนมดปลวกแหงนมองฟ้า' ไปได้ล่ะ!"
เจียงโย่วหลิงเห็นแล้วก็ขำ "ใช่ๆๆ แล้วท่านผู้อาวุโสหงก็จะต้องอ้าปากค้าง เถียงไม่ออกแน่ๆ!"
พอได้ยินแบบนั้น เสิ่นอิ๋งซูกลับรู้สึกเขินขึ้นมา หน้าแดงแจ๋
"ข้า... ข้าก็แค่พูดไปงั้นแหละ ถ้าถึงเวลาต้องไปเผชิญหน้ากับความโกรธของท่านผู้อาวุโสในหอฟังธรรมจริงๆ ข้าคงกลัวจนพูดไม่ออกด้วยซ้ำ จะกล้าไปเถียงต่อหน้าได้ยังไงล่ะ!"
เจียงโย่วหลิงเอียงคอกะพริบตา พูดเสียงเบา "จริงๆ แล้วตอนที่ท่านผู้อาวุโสหงเสกพายุลูกใหญ่นั่นมา ข้าก็กลัวมากเหมือนกันนะ กลัวว่าเขาจะด่าข้าว่าอกตัญญู ปีนเกลียวอาจารย์ แล้วโกรธจนไล่ข้าออกจากไท่เสวียนน่ะสิ!"
เสิ่นอิ๋งซูลูบอกด้วยความหวาดเสียว มองค้อนเจียงโย่วหลิง "แล้วเจ้ายังจะกล้าพูดคำพวกนั้นออกไปอีกนะ?"
เจียงโย่วหลิงยิ้มบางๆ "เพราะข้าคิดเรื่องหนึ่งตกแล้วน่ะสิ"
"เรื่องอะไรล่ะ?"
"การเป็นศิษย์รับใช้นั้นยากลำบาก เหมือนกับเปลือกต้นอวี๋เขียวที่ต้องผ่านการแช่สามครั้งถึงจะกลายเป็นกระดาษ หินทรายแดงต้องร่อนแล้วร่อนอีกนับพันครั้งถึงจะตกตะกอนเป็นหมึก หากอยากบรรลุมรรคา ก็ต้องรักษาความตั้งใจเดิมเอาไว้ให้มั่น"
เสิ่นอิ๋งซูทำหน้ามึนงง "ห๊ะ?"
เจียงโย่วหลิงตบไหล่เธอ แล้วยกตัวอย่างใหม่
"ก็เหมือนกับศิษย์พี่ในเรือนโอสถของพวกเจ้าที่กำลังหลอมยานั่นแหละ ต้องผ่าฟืน คุมไฟ คัดเลือกสมุนไพร สกัดความบริสุทธิ์... ต้องผ่านการหลอมนับร้อยครั้งถึงจะกลายเป็นยาได้ เจ้าคิดว่าในกระบวนการนี้ อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดล่ะ?"
เสิ่นอิ๋งซูขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังสับสนอยู่ดี
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ส่ายหน้าอย่างยอมแพ้ แล้วมองเจียงโย่วหลิงด้วยสายตาชื่นชม
"โย่วหลิง เจ้ารู้เยอะจังเลยนะ? มิน่าล่ะถึงได้เถียงท่านผู้อาวุโสจนชนะได้... ตอนนี้ข้าเริ่มจะนับถือเจ้าจริงๆ แล้วสิ!"
เจียงโย่วหลิงหัวเราะลั่น "ข้าก็แค่ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก จะมานับถือข้าทำไม? แถมสิ่งที่ข้าพูดก็ใช่ว่าจะถูกเสมอไปนะ บางทีอาจจะเป็นแค่ตรรกะวิบัติก็ได้"
"ตรรกะวิบัติก็ถือว่าเป็นตรรกะเหมือนกันนั่นแหละ"
เสิ่นอิ๋งซูดึงมือเจียงโย่วหลิงเดินออกไปข้างนอก "นานๆ ทีวันนี้จะว่าง ออกไปเดินเล่นกันเถอะ เข้าสำนักมาตั้งเดือนกว่าแล้ว ข้ายังไม่ได้เดินดูรอบๆ สำนักไท่เสวียนดีๆ เลย!
ได้ยินมาว่าบนยอดเขาชีเสีย มีหอสมบัติชื่อว่า 'หอฉีอู้' อยู่ ในนั้นมีของทุกอย่างครอบจักรวาล สมบัติอะไรก็มีหมด ไปเถอะ พวกเราไปเปิดหูเปิดตากัน!"
เจียงโย่วหลิงเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของหอฉีอู้มาเหมือนกัน จึงตกลงไปด้วยความยินดี
สำนักไท่เสวียนมีภูเขาสูงตระหง่าน ยอดเขาสลับซับซ้อน แต่ละยอดเขาอยู่ห่างไกลกันมาก หากเดินไปตามทางเดินบนภูเขา ต่อให้เป็นศิษย์ที่เดินเร็วที่สุด ไปกลับรอบหนึ่งก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งค่อนวัน
เพื่อลดความยากลำบากในการเดินทาง สำนักจึงได้สร้างสะพานโซ่เหล็กเหินเวหาขึ้นเชื่อมระหว่างยอดเขาต่างๆ
โซ่เหล็กนั้นใหญ่เท่าแขนเด็ก ปูด้านบนด้วยแผ่นหยกเขียว สองข้างทางเปิดโล่ง
ศิษย์เพียงแค่ก้าวขึ้นไปบนสะพานโซ่ โซ่นั้นก็จะเคลื่อนที่ไปเองราวกับมีชีวิต พาทุกคนเหินเวหาข้ามไป
เมื่อทั้งสองคนนั่งสะพานโซ่มาถึงยอดเขาชีเสีย ก็เห็นภาพตรงหน้า:
เมเปิลลุกโชนพันยอดเขาแดงฉาน
สนกลั้วล้างลำธารหนึ่งสายสีเขียว
แสงอัสดงแตกซ่านที่มุมชายคา
เมฆาม้วนตัวร่วงหล่นที่ศาลาน้ำค้าง
ช่างเป็นภาพวาดจากสวรรค์สรรค์สร้างที่งดงามจริงๆ!
เสิ่นอิ๋งซูถอนหายใจด้วยความชื่นชม "ตอนแรกข้าคิดว่าวิวทิวทัศน์ของยอดเขาไป่น่าที่เราอยู่ก็สวยดีแล้วนะ ไม่นึกเลยว่ายอดเขาชีเสียจะอลังการขนาดนี้! วันนี้ต่อให้ไม่ได้ไป 'หอฉีอู้' ก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้มาแล้วล่ะ"
เจียงโย่วหลิงเองก็หยุดยืนมองอยู่เนิ่นนาน มองดูสีแดงของใบเมเปิลที่ราวกับเปลวไฟ และหมู่เมฆที่ม้วนตัวเข้าออก
เมื่อทั้งสองคนชื่นชมความงามจนพอใจแล้ว ก็ไปถามทางไปหอฉีอู้จากศิษย์พี่ที่เดินผ่านไปมา แล้วค่อยๆ เดินไปตามทาง
เดินมาได้ประมาณครึ่งชั่วยาม ก็เห็นหอคอยแปดเหลี่ยมสีดำทะมึนปรากฏขึ้นแต่ไกล
เหนือประตูทางเข้าหลัก มีป้ายไม้สีดำแขวนอยู่ บนนั้นสลักตัวอักษรคำว่า 'ฉีอู้' ลายเส้นพริ้วไหว ดูเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ แต่พอมองดูดีๆ กลับมีแสงวิญญาณไหลเวียนอยู่ลางๆ ราวกับจะพุ่งทะลุป้ายออกมาได้ทุกเมื่อ
"ถึงแล้ว!"
พอเห็นหอฉีอู้ เสิ่นอิ๋งซูก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
เจียงโย่วหลิงรีบเดินตามไป แล้วก้าวเข้าไปข้างในพร้อมกับเสิ่นอิ๋งซู
หอฉีอู้มีทั้งหมดเก้าชั้น ชั้นแรกมีชื่อว่า 'ตลาดเฉินซื่อ' ของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นของวิเศษพื้นฐาน เน้นขายให้กับศิษย์ระดับเลี่ยนชี่ที่มีอยู่มากมายในสำนัก
ชั้นที่สองชื่อว่า 'เรือนหลินหลาง' ของที่ขายจะล้ำค่ากว่าตลาดเฉินซื่อขึ้นมาหน่อย แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นศิษย์ระดับเลี่ยนชี่อยู่ดี
ส่วนสมบัติที่วางขายอยู่บนชั้นสาม 'หอเจินหลัว' นั้น ย่อมต้องล้ำค่ากว่าเรือนหลินหลางมาก และราคาก็สูงจนทำให้ศิษย์ระดับเลี่ยนชี่กว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ต้องถอยกรูด
ส่วนชั้นสี่ถึงชั้นเก้า จะไม่เปิดให้ศิษย์ระดับเลี่ยนชี่เข้าชม
หลังจากทั้งสองคนทำความเข้าใจกฎของหอฉีอู้เสร็จ ก็เริ่มเดินดูของในตลาดเฉินซื่อบนชั้นแรกด้วยความตื่นตาตื่นใจ
ตลาดเฉินซื่อกว้างขวางมาก ถูกแบ่งออกเป็นร้านค้าเล็กๆ หลายสิบร้าน
"โย่วหลิง ดูสิ ที่นี่มี 'ยาชำระจิต' ขายด้วยล่ะ!"
เจียงโย่วหลิงหันไปมองตามเสียง สิ่งที่วางอยู่บนชั้นวาง ก็คือยาชำระจิตที่พวกเธอเพิ่งจะกินไปเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง
ลูกจ้างที่เฝ้าร้านปรายตามองทั้งสองคนแวบหนึ่ง แค่ดูจากปฏิกิริยาและท่าทาง เขาก็เดาได้แล้วว่า พวกเธอคือศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักในครั้งนี้
ถึงจะรู้ว่าทั้งสองคนคงไม่มีหินวิญญาณติดตัว และคงไม่ซื้อยาชำระจิตนี่แน่ๆ แต่ด้วยความที่อยากจะผูกมิตรไว้ก่อน เขาจึงอดทนอธิบายให้ฟัง
"ยาชำระจิตขั้นต่ำ ราคาสามหินวิญญาณต่อหนึ่งเม็ด ถ้าซื้อสิบเม็ด จะแถมให้อีกหนึ่งเม็ดนะ"
เสิ่นอิ๋งซูได้ยินดังนั้นก็สูดปาก "ซี๊ด! ยาชำระจิตแค่เม็ดเดียว ราคาตั้งสามหินวิญญาณเลยเหรอเนี่ย แพงชะมัด! ไม่นึกเลยว่ายาชำระจิตจะมีค่าขนาดนี้!"
เจียงโย่วหลิงเองก็คิดว่าแพงเหมือนกัน เธอเพิ่งจะทะลวงเส้นลมปราณได้แค่ช่วงสั้นๆ ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับเลี่ยนชี่ขั้นต้นด้วยซ้ำ เบี้ยหวัดรายเดือนจึงได้แค่หินวิญญาณหนึ่งก้อน กับยาชำระจิตอีกหนึ่งเม็ดเท่านั้น
เว้นเสียแต่ว่าเธอจะทะลวงเส้นลมปราณไท่อินที่มือได้ทั้งเส้น เบี้ยหวัดรายเดือนถึงจะเพิ่มเป็นหินวิญญาณห้าก้อน และยาชำระจิตสิบเม็ด...
เจียงโย่วหลิงส่ายหน้าให้ลูกจ้าง "พวกเราเป็นศิษย์ใหม่ ยังไม่มีหินวิญญาณเหลือเฟือหรอก วันนี้ที่มาหอฉีอู้ ก็แค่อยากมาเปิดหูเปิดตาเท่านั้น ไว้รวยเมื่อไหร่ จะกลับมาอุดหนุนใหม่นะ"
ลูกจ้างก็ใจดี "ได้เลย งั้นพวกเจ้าก็เชิญดูตามสบาย มีอะไรสงสัยก็ถามข้าได้เลยนะ"
ทั้งสองคนเดินดูยาบนตู้จนครบทุกชนิด แล้วก็พบว่า ยาชำระจิตน่ะ เป็นยาที่ถูกที่สุดแล้ว ยาบางชนิด เม็ดเดียวราคาตั้งหลายสิบหินวิญญาณเชียวนะ!
เสิ่นอิ๋งซูเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง กระซิบเสียงเบา "ยาพวกนี้ราคาแพงขนาดนี้เลย วันหลังตอนอยู่เรือนโอสถ ข้าจะต้องตั้งใจเรียน จะได้รู้วิธีหลอมยาไวๆ!
ไว้ข้าหลอมยาเป็นเมื่อไหร่ จะหลอมสักสิบเตาแปดเตา แล้วจะแบ่งให้เจ้าสักเตาเลยคอยดู!"
เจียงโย่วหลิงกลั้นขำ "ได้สิ งั้นข้าขอขอบใจล่วงหน้าเลยแล้วกันนะ"
(จบแล้ว)