- หน้าแรก
- เจียงโย่วหลิงขอโทษที พอดีข้าใช้ปรัชญาเต๋าทะลวงด่านเซียน
- บทที่ 12 - ส่งลากันที่ทางโลก ขี่กระเรียนสู่แดนเซียน
บทที่ 12 - ส่งลากันที่ทางโลก ขี่กระเรียนสู่แดนเซียน
บทที่ 12 - ส่งลากันที่ทางโลก ขี่กระเรียนสู่แดนเซียน
บทที่ 12 - ส่งลากันที่ทางโลก ขี่กระเรียนสู่แดนเซียน
เธอมองหญิงชราสกุลชุยด้วยสีหน้าจริงจัง "ท่านพ่อเคยบอกว่า น้ำยาบำรุงจิตสี่วิสุทธิ์ที่ท่านย่าให้ข้าใช้ในวันนั้นมีราคาแพงมาก รอให้ข้าได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนเมื่อไหร่ ข้าจะเอาหินวิญญาณมาให้ท่านย่าทั้งหมดเลยเจ้าค่ะ!"
หญิงชราสกุลชุยหลุดขำออกมา ก่อนจะตบไหล่เจียงโย่วหลิงด้วยความเอ็นดู
"เจ้ายังไม่บรรลุมรรคา เบี้ยหวัดรายเดือนก็ได้แค่หินวิญญาณก้อนเดียว กับยาชำระจิตเม็ดเดียว จะเอาของแค่นี้มาให้ข้าทำไม?
ตอนนี้เจ้ายังเด็ก เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกฝน เจ้าก็เก็บหินวิญญาณพวกนี้ไว้ใช้เองเถอะ ขยันฝึกฝนให้มากๆ รอให้วันหน้าระดับการฝึกตนสูงขึ้น ได้เบี้ยหวัดรายเดือนเยอะๆ แล้วค่อยเอามาให้ย่าก็ยังไม่สาย"
ขอบตาของเจียงโย่วหลิงร้อนผ่าว เธอตอบรับเบาๆ
เมื่อกลับถึงบ้าน เสียงประทัดก็ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังก้องไปทั่วสารทิศ ช่างเป็นบรรยากาศที่คึกคักและเต็มไปด้วยความยินดีจริงๆ
เมื่อเพื่อนบ้านได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย และรู้ว่าเจียงโย่วหลิงสอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรก ต่างก็รู้สึกสับสนปนเปไปหมด
"หญิงชราสกุลชุยโชคดีจริงๆ เพิ่งรับหลานสาวมาไม่ทันไร ก็จะได้ไปฝึกเซียนที่สำนักไท่เสวียนแล้ว!"
"ตระกูลเฉินมีผู้สืบทอดแล้ว! นังหนูเจียงโย่วหลิงนี่ฉลาดหัวไว ถ้ารู้ว่านางจะมีวาสนาได้ดีแบบนี้ ตอนที่สองพ่อลูกคู่นี้เพิ่งย้ายมาเมืองฝูเยา ข้าน่าจะให้เจียงหมิงอวี่แต่งเข้าบ้านข้าซะตั้งแต่แรก"
"เชอะ! เก่งแต่พูดลับหลังล่ะสิ ถึงเจียงโย่วหลิงจะฉลาด แต่ที่นางสอบผ่านได้ ก็เพราะหญิงชราสกุลชุยคอยสั่งสอนสนับสนุนด้วยต่างหาก เจ้ามีของดีอย่างน้ำยาบำรุงจิตสี่วิสุทธิ์ให้หรือไง?"
"แหะๆ ข้าก็แค่พูดไปงั้นแหละ..."
ไม่ว่าคนนอกจะพูดถึงยังไงก็ตาม แต่สำหรับตระกูลเฉินในครั้งนี้ ถือว่าได้กอบกู้หน้าและศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้อย่างงดงามเลยทีเดียว
คำพูดเยาะเย้ยถากถางหญิงชราสกุลชุยว่าเพ้อเจ้อทะเยอทะยานในอดีต ก็มลายหายไปจนสิ้น กลับกลายเป็นคำชมเชยว่านางเป็นคนใจกว้างและมีสายตาเฉียบแหลมแทน
ในช่วงหลายวันหลังจากนั้น หญิงชราสกุลชุยจะหยิบยกกฎเกณฑ์ของสำนักไท่เสวียน หรือไม่ก็เรื่องราวทั่วไปในโลกผู้บำเพ็ญเพียร มาบอกเล่าให้เจียงโย่วหลิงฟังทุกวัน
"ถึงสำนักไท่เสวียนจะเป็นดินแดนแห่งเซียน แต่สรรพสิ่งในโลกนี้ เมื่อมีหยินก็ต้องมีหยาง มีดีก็ต้องมีเลว มีวิญญูชนก็ต้องมีคนพาล
เวลาออกไปข้างนอก ต้องคอยระแวดระวังตัวให้ดี ยอมล่วงเกินวิญญูชน ดีกว่าล่วงเกินคนพาล"
เจียงโย่วหลิงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ "คำสั่งสอนของท่านย่า ข้าจำไว้ขึ้นใจเลยเจ้าค่ะ"
เวลาที่เหลือ เจียงโย่วหลิงนอกจากจะขยันฝึกฝนวิชาตามปกติแล้ว เวลาที่เหลือก็เอาไปใช้ดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัวทั้งหมด
เมื่อรู้ว่าเจียงโย่วหลิงจะได้ไปสำนักเซียน เฉินอวี๋ก็ทั้งนับถือและอิจฉา
"โย่วหลิง ข้ารู้แล้วว่าเจ้าต้องทำได้แน่ๆ!"
เจียงโย่วหลิงกล่าวขอบคุณเธออย่างจริงใจ "พี่อวี๋ ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านแนะนำข้าต่อหน้าท่านย่า ข้าก็คงไม่มีวันนี้หรอกเจ้าค่ะ"
ดวงตากลมโตของเฉินอวี๋หยีลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว "จะขอบใจข้าทำไม? ข้าก็แค่พูดความจริงเท่านั้นแหละ เป็นเพราะเจ้ามีความสามารถจริงๆ ต่างหาก ท่านแม่กับท่านย่าถึงได้ให้ความสำคัญ
ถ้าเป็นข้านะ ต่อให้สอบเป็นร้อยครั้ง ก็ยังไม่แน่ว่าจะผ่านเลย!"
เจียงโย่วหลิงยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ก็จดจำน้ำใจและบุญคุณของอีกฝ่ายไว้ในใจ
เมื่อถึงวันเดินทาง คนในตระกูลเฉินต่างก็วางมือจากงานที่ทำอยู่ เพื่อไปส่งเจียงโย่วหลิงขึ้นเขา
ทางขึ้นเขาผ่านไปลูกแล้วลูกเล่า คำตักเตือนของท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ก็ยังคงพรั่งพรูออกมาประโยคแล้วประโยคเล่า
เจียงโย่วหลิงตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเหลือบมองดูเวลา "ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ส่งแค่นี้ก็พอแล้วเจ้าค่ะ ทางลงเขาอีกไกล ไม่ต้องไปส่งข้าแล้วนะเจ้าคะ"
หญิงชราสกุลชุยหยุดเดิน "ก็ดีเหมือนกัน ข้าจำได้ว่าเจ้านัดเพื่อนร่วมสำนักไว้ ว่าจะกลับไปที่สำนักด้วยกันไม่ใช่รึ?"
เจียงโย่วหลิงพยักหน้า หางตาเหลือบไปเห็นเงาของเสิ่นอิ๋งซูและครอบครัวเดินมาแต่ไกล "นางมาแล้วเจ้าค่ะ"
หญิงชราสกุลชุยและคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางด้านหลัง ทั้งสองครอบครัวทักทายปราศรัยกันเล็กน้อย ก่อนจะหันไปกำชับลูกสาวบ้านตัวเองอีกครั้ง
"ขึ้นไปที่สำนักไท่เสวียนแล้ว ต้องเคารพอาจารย์ เชื่อฟังคำสั่งสอน ตั้งใจฝึกฝน อย่าไปมีเรื่องบาดหมางกับเพื่อนร่วมสำนักเด็ดขาดนะ!"
"เดี๋ยวตอนขี่กระเรียนกระดาษ ต้องนั่งให้เรียบร้อย อย่าขยับตัวมั่วซั่วล่ะ ถ้ากลัวก็หลับตาซะ"
"ถ้ามีปัญหาอะไรขัดข้อง ก็ส่งจดหมายมาที่บ้านได้เลย สำนักไท่เสวียนถึงจะเป็นดินแดนแห่งเซียน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล..."
"รู้แล้วๆ!"
เสิ่นอิ๋งซูชี้ไปที่หูตัวเองด้วยท่าทางเกินจริง "คำพูดพวกนี้ข้าฟังที่บ้านมาเป็นร้อยรอบแล้ว ถ้าให้ฟังอีก หูข้าต้องมีรังไหมขึ้นแน่ๆ เลย!"
ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา
น้ำเสียงร่าเริงของเด็กสาว ช่วยบรรเทาบรรยากาศแห่งการจากลาให้จางลงไปได้มาก
เจียงโย่วหลิงและเสิ่นอิ๋งซูมองหน้ากันยิ้มๆ ต่างคนต่างก็หยิบนกหวีดกระดาษออกมาเป่าสุดแรง
ทันใดนั้น ก็มีเสียงร้องของนกกระเรียนที่ดังกังวานแว่วมาจากในม่านเมฆ ตามมาด้วยนกกระเรียนสองตัวที่สยายปีกบินตามกันมา ก่อนจะค่อยๆ ร่อนลงมาจอดข้างๆ พวกเธอทั้งสองอย่างช้าๆ
ขนของพวกมันขาวสะอาดราวกับหิมะแรก แผ่กลิ่นอายความเย็นเยียบ ขาทั้งสองข้างเรียวยาว สีดำขลับราวกับหยกดำ บนหัวมีจุดสีแดงสดราวกับทาชาด
ยามกางปีกรับลม ช่างดูสง่างามดั่งทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆ สมกับเป็นสัตว์ปีกแห่งสรวงสวรรค์จริงๆ
เจียงโย่วหลิงเบิกตากว้าง จ้องมองนกกระเรียนเซียนตัวนี้ด้วยความประหลาดใจ
ถ้าไม่รู้มาก่อนล่วงหน้า เธอคงดูไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว ว่านกกระเรียนเซียนที่ดูราวกับมีชีวิตตัวนี้ จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่เซียนเสกขึ้นมาจากกระดาษ
เสิ่นอิ๋งซูเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เธอมองสำรวจนกกระเรียนเซียนไปมา แล้วก็ยื่นมือออกไปลูบขนสีขาวบริสุทธิ์ของมันตามสัญชาตญาณ
เจ้านกกระเรียนตัวนั้นดูหยิ่งผยองนัก พอเห็นเสิ่นอิ๋งซูยื่นมือมาจะลูบ มันก็หมุนตัวหนีไปอย่างช้าๆ
เสิ่นอิ๋งซูลูบวืด แต่เธอก็ไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย กลับมีดวงตาเป็นประกายพลางคิดในใจว่า: ไว้ข้าขึ้นไปขี่ก่อนเถอะ ค่อยลูบก็ยังไม่สาย
นกกระเรียนเดินวนไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลง แล้วส่งเสียงร้องเบาๆ สองสามครั้ง ราวกับกำลังเร่งรัด
ทั้งสองคนไม่กล้าชักช้า รีบปีนขึ้นไปบนหลังนกกระเรียนอย่างระมัดระวัง แล้วใช้สองมือโอบกอดคอนกกระเรียนไว้แน่น
นกกระเรียนสยายปีกบิน พริบตาเดียวก็ทะยานขึ้นไปไกลลิบ มันยืดคอบินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของภูเขาเซียน
หัวใจของเจียงโย่วหลิงเต้นระรัว รู้สึกได้ถึงลมพัดแรงปะทะใบหน้าจนหนาวเหน็บ ชายเสื้อปลิวไสวราวกับผีเสื้อเริงระบำ
เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง โลกมนุษย์ ป่าเขา ดูสวยงามราวกับภาพวาด ผู้คนกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ
เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้า พระอาทิตย์พระจันทร์ดูเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม หมู่เมฆลอยละล่องราวกับเอื้อมมือไปจับได้
เสียงร้องของนกกระเรียนดังกังวานก้องกังวาน แหวกว่ายทะลุเมฆา ร่างของมันพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นฟ้าชั้นเก้า ผู้ที่ขี่อยู่บนหลังรู้สึกราวกับได้โบยบินขึ้นสวรรค์ ละทิ้งทางโลก จิตใจสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความกังวลใดๆ ลืมเลือนไปสิ้นว่าโลกมนุษย์เป็นเช่นไร
กว่าหนึ่งชั่วยามผ่านไป นกกระเรียนก็ร่อนลงจอดที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นละอองแสงสีจางๆ หายวับไป
เจียงโย่วหลิงดึงสติกลับมา แล้วเริ่มสำรวจยอดเขาที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
เสิ่นอิ๋งซูที่ตามมาติดๆ ก็เอ่ยขึ้น "คิดว่าที่นี่น่าจะเป็นยอดเขารับรองแล้วล่ะ"
"ใช่แล้ว"
ชายหนุ่มชุดเทาอายุประมาณยี่สิบกว่าปีเดินออกมาจากวิหารรับรองที่อยู่ไม่ไกล เขามองทั้งสองคนแล้วยิ้มทักทาย
"ทั้งสองคนคงจะเป็นศิษย์น้องใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักใช่ไหม? ตามข้ามาสิ"
ทั้งสองคนไม่สงสัยอะไร รีบเดินตามไปทันที
ชายหนุ่มชุดเทาพาทั้งสองคนเดินไปยังยอดเขาที่อยู่ติดกัน แล้วชี้ไปที่บ้านพักซอมซ่อหลังหนึ่ง พร้อมกับบอกว่า "ที่นี่แหละคือที่พักของพวกเจ้าในวันข้างหน้า"
เจียงโย่วหลิงและเสิ่นอิ๋งซูผลักประตูเข้าไป แม้ว่าบ้านหลังนี้จะดูซอมซ่อ แต่ก็ถูกทำความสะอาดไว้จนไร้ฝุ่น ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็มีครบครัน แถมยังมีลานเล็กๆ แยกเป็นสัดส่วนอีกด้วย ทำให้พวกเธอรู้สึกพอใจขึ้นมาบ้าง
ศิษย์พี่ชุดเทาเอ่ยเตือน "สายมากแล้ว พวกเจ้ารีบเอาสัมภาระไปเก็บเถอะ ข้าจะพาไปโรงอาหาร ถ้าไปช้าล่ะก็ ได้หิวไส้กิ่วแน่ๆ"
ทั้งสองคนรีบวางห่อผ้าลง แล้วเดินตามศิษย์พี่ชุดเทาไปที่โรงอาหารอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางไปโรงอาหาร ก็มีคนทักทายชายหนุ่มคนนั้นอยู่ตลอด ศิษย์พี่ก็พยักหน้ารับทักทายทีละคน พลางสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงโรงอาหาร ถึงแม้คนจะเยอะ แต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก
ทุกคนเดินเรียงแถวเข้าไปหยิบอาหารตามลำดับ ไม่มีเสียงคุยจอแจให้ได้ยิน มีเพียงเสียงตะเกียบและช้อนกระทบชามเบาๆ เท่านั้น
ผู้ที่เพิ่งมาใหม่ก็รู้หน้าที่ของตัวเองดี ไปต่อแถวท้ายสุดและยืนรอเงียบๆ
เจียงโย่วหลิงเดินตามศิษย์พี่ไปต่อแถวอยู่ด้านหลังสุดพร้อมกับเสิ่นอิ๋งซู เธอแอบชะโงกหน้าไปดูถาดอาหารของคนอื่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ปรากฏว่าในถาดอาหาร มีข้าวสวยสีดำสนิทชามเล็กๆ กับกับข้าวที่มีแค่กุยช่ายป่าและเห็ดหูหนูหินเท่านั้น ไม่มีเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อย
(จบแล้ว)