- หน้าแรก
- ตระกูลอมตะ ภารกิจแรกคือการมีลูก มีลูกวนไปอย่าได้พัก
- บทที่ 22 การเตรียมตัว: จัดตั้งค่ายกลใหญ่
บทที่ 22 การเตรียมตัว: จัดตั้งค่ายกลใหญ่
บทที่ 22 การเตรียมตัว: จัดตั้งค่ายกลใหญ่
จางหรันไม่กล้าเอ่ยถึงหกสี ท้ายที่สุดแล้วนั่นมันตัวประหลาดชัดๆ
"ศิษย์น้องจาง ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่เจ้าไม่ได้ไปกับข้า"
จู่ๆ จางหรันก็เอ่ยขึ้นว่า
"ศิษย์พี่ ไม่ว่าในภายภาคหน้าท่านจะจากไปไกลเพียงใด ศิษย์น้องผู้นี้จะไปตามหาท่านอย่างแน่นอน"
ม่อหรูเยียนพิจารณาจากพรสวรรค์ของเขาแล้วคิดว่ายังคงมีความเป็นไปได้มาก นางจึงกล่าวว่า
"ท้ายที่สุดแล้วการบำเพ็ญเพียรก็คือเส้นทางอันโดดเดี่ยว ยิ่งเจ้าก้าวไปไกลมากเท่าใด ภรรยาและอนุภรรยาทั้งหมดของเจ้าก็จะกลายเป็นเพียงเธุลีดิน แล้วทั้งหมดนั้นมันจะมีประโยชน์อันใดเล่า"
"ข้าจะทำอย่างไรได้ พวกนางมีอายุขัยเพียงร้อยปี สองร้อยปี หรือห้าร้อยปีเท่านั้น หากข้าไม่อาจทะลวงระดับขั้นได้ ข้าก็ทำได้เพียงอยู่เคียงข้างพวกนางเช่นนี้ต่อไป"
จางหรันไม่เพียงแต่ต้องอยู่เคียงข้างพวกนาง แต่ยังต้องคอยสนับสนุนพวกนางอีกด้วย
"จากนี้ไปเจ้าก็ยังคงต้องอยู่เพียงลำพัง นอกจากนี้ ศิษย์พี่สามและศิษย์น้องสิบเอ็ดของข้าล้วนเป็นคนดี จงปฏิบัติต่อพวกนางให้ดี"
แม้ศิษย์พี่หกจะไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงความจริง แต่นางก็พอมองออกว่าเขามีเรื่องราวลึกซึ้งบางอย่างกับศิษย์ร่วมสำนักทั้งสองของนาง
"อย่าได้กังวลไปเลย พวกนางเพิ่งจะคลอดทารกน้อยมาอีกสองสามคน ช่างน่ารักน่าชังนัก หากในภายภาคหน้าข้าต้องโดดเดี่ยวเดียวดายบนเส้นทางนี้ ข้าก็ยังคงมีศิษย์พี่หกคอยอยู่เคียงข้างมิใช่หรือ"
จางหรันเอ่ยหยอกล้อ
ในเวลานี้ ศิษย์พี่หกเพิ่งตระหนักได้ว่าจางหรันยังคงกุมมือนางอยู่ ใบหน้านางแดงซ่านและพยายามจะดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว ทว่าจางหรันกลับจับไว้แน่นหนาจนนางไม่อาจดึงออกได้
"ศิษย์น้องจาง ข้าไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น ปล่อยมือข้าเถิด"
จางหรันยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ เขารู้ดีว่านี่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับศิษย์พี่หก จึงยอมปล่อยมือนางอย่างเสียไม่ได้พลางกล่าวว่า
"ข้าเผลอลืมตัวไปชั่วขณะน่ะ"
"หึ เจ้าช่างกล้านัก ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามาที่ยอดเขาเสี่ยวยวี่ด้วยเจตนาแอบแฝง แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ"
"ศิษย์พี่ ท่านจะกล่าวหาว่าข้ามีเจตนาแอบแฝงได้อย่างไร มิใช่ว่าบรรดาศิษย์พี่หญิงล้วนเป็นฝ่ายริเริ่มไปหาข้าที่ตระกูลจางเองหรอกหรือ"
ม่อหรูเยียนหวนนึกขึ้นได้ว่านั่นดูเหมือนจะเป็นความจริง นางทำได้เพียงรู้สึกหงุดหงิดที่ศิษย์พี่ศิษย์น้องของนางช่างทำตัวน่าผิดหวัง จึงเลิกใส่ใจเรื่องนี้ไปเสีย
"หากเจ้าต้องการไปเต้าโจวกับข้า ก็จงมาหาข้า ข้าจะออกเดินทางในอีกหนึ่งปีข้างหน้า"
"ศิษย์พี่ เช่นนั้นข้าขอตัวลา หากท่านมีข้อสงสัยอันใดในช่วงสองสามวันนี้ โปรดไปหาข้าที่จวนตระกูลจางได้เลย"
จางหรันออกจากยอดเขาเสี่ยวยวี่ โดยเอ่ยคำอำลากับบรรดาศิษย์พี่หญิงก่อนจากไป
ดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจนัก เขาเดินจากสำนักฝ่ายในไปยังสำนักฝ่ายนอก และเดินผ่านสถานที่ซึ่งมีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงอยู่เป็นจำนวนมาก
ระหว่างทางกลับ เขาได้พาสตรีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตกลั่นลมปราณที่งดงามสะคราญโฉมติดสอยห้อยตามกลับมาด้วยอีกหนึ่งคน
"ศิษย์พี่จาง ท่าน... ท่านบรรลุขอบเขตจินตันแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ!"
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงขอบเขตกลั่นลมปราณผู้นี้มีนามว่า หม่าหนิงเอ๋อร์
ในเวลานี้ นางกำลังถูกจางหรันจูงมือเดินไป เมื่อตอนที่ออกจากสำนักก่อนหน้านี้ นางได้เห็นป้ายคำสั่งระดับผู้อาวุโสที่จางหรันหยิบออกมา ซึ่งทำให้นางตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
"หืม เป็นอะไรไปหรือ ข้าก็เพิ่งจะทะลวงสู่ขอบเขตจินตันเท่านั้น อีกไม่นานทุกคนก็คงจะรู้กันหมด"
จางหรันกล่าวอย่างรักใคร่เอ็นดูพลางบีบจมูกของหม่าหนิงเอ๋อร์เบาๆ
"อ้า"
"เรียกศิษย์พี่จางอะไรกัน เรียกข้าว่าท่านพี่สิ"
จางหรันไม่ได้สงวนท่าทีเหมือนดั่งเมื่อก่อนอีกต่อไป
"ท่านพี่!!!"
หม่าหนิงเอ๋อร์หน้าแดงซ่าน ก่อนจะถูกฝ่ามือใหญ่รวบตัวเข้าไปสวมกอดอย่างกะทันหัน
"วันนี้ข้าจะทดสอบอานุภาพกระบี่ของข้าสักหน่อย"
จางหรันหัวเราะเสียงดังลั่น
ก่อนที่หม่าหนิงเอ๋อร์จะทันเข้าใจความหมาย นางก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่พัดผ่านเข้ามาอย่างฉับพลัน
แสงสีแดงสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า มันพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อจนแทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แสงสีแดงนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านพลังบางๆ สีแดง ทำให้ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดที่อยู่ภายในได้ มันพุ่งผ่านเมืองแห่งหนึ่งไป
จางต้าต่านเพิ่งจะขายหมั่นโถวเสร็จและกำลังวางแผนจะไปตกปลา จู่ๆ หยดน้ำสองสามหยดก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าโดยไร้สาเหตุ จางต้าต่านปาดมันออกและก้มลงมอง
"ทำไมมันถึงเหนียวหนึบเช่นนี้ นี่มันขี้นกประหลาดอะไรกัน"
• ···
เมื่อจางหรันกลับมาถึงจวนตระกูลจาง ใบหน้าของหม่าหนิงเอ๋อร์ก็แดงก่ำและเส้นผมของนางก็หลุดลุ่ยยุ่งเหยิง
"ท่านผู้นำตระกูลกลับมาแล้ว"
"เป็นไปตามคาด บรรพชนไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลย ทุกครั้งที่ท่านกลับมา มักจะมีสาวงามหน้าใหม่ติดสอยห้อยตามมาด้วยเสมอ"
สมาชิกรุ่นเยาว์บางคนของตระกูลจางกำลังจับกลุ่มพูดคุยกัน ขณะที่ทอดสายตามองจางหรันค่อยๆ ร่อนลงจอดในเขตจวนของพวกเขา
บางคนในกลุ่มนี้มีผมหงอกขาวประปราย ทว่าพวกเขากลับเป็นถึงหลานชายของจางหรัน
หลังจากที่จางหรันกลับมา เขาได้ขอให้หยางหวนอวี่ช่วยจัดการเรื่องที่พักให้กับหม่าหนิงเอ๋อร์
เขาเดินทางไปยังที่พักของศิษย์พี่สาม
"ศิษย์พี่สาม ข้าได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาเรียบร้อยแล้ว"
เมื่อเห็นจางหรันกลับมา ศิษย์พี่สามก็รีบวิ่งเข้ามาสวมกอดเขาไว้แน่น นางถึงกับสูดดมกลิ่นกายของเขาพลางเอ่ยว่า
"เจ้าคนชั่วช้า เจ้ายังแอบไปทำเรื่องพรรค์นั้นระหว่างทางอีก ทั้งที่เวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงชั่วครู่เท่านั้น!"
"หืม ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน"
"ไร้สาระน่า มานี่สิ มานั่งคุยกันเถิด"
ศิษย์พี่สามกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่มีเสน่ห์เย้ายวน
จางหรันเข้าใจความหมายนั้นได้ในทันที
เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว บานประตูก็ปิดดังปัง
"เหมืองแร่นั้นค่อนข้างอันตราย ข้าขอแนะนำให้ท่านอย่าไปเลย"
"แต่ต้องมีใครสักคนจากยอดเขาเสี่ยวยวี่เดินทางไป มิฉะนั้นมันคงไม่สมควรนักหากสำนักจะยอมรับเรื่องนี้"
"เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะไปกับท่านเอง ข้าจะได้ใช้โอกาสนี้ดูให้เห็นกับตาว่าพวกปีศาจเหล่านั้นเหิมเกริมไปถึงขั้นไหนแล้ว"
จางหรันกล่าว เขายังจำเป็นต้องรวบรวมวัตถุดิบสำหรับการจัดตั้งค่ายกลด้วย ดังนั้นการออกเดินทางจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ตรวจสอบสถานการณ์ของสำนักอื่นๆ
แต่ขั้นตอนแรกคือการจัดระเบียบระบบป้องกันของตระกูลจางให้เรียบร้อยเสียก่อน
"เจ้าจะไปกับข้าหรือ แล้วเรื่องของตระกูลจางเล่า"
ม่อหรูเยียนขยับปรับเปลี่ยนท่านั่ง
"อย่าได้กังวลไปเลย พวกเราไม่ได้เดินทางไปไหนไกลเสียหน่อย มันยังคงอยู่ในเขตแดนของสำนักฉางชิง แต่ท่านคงต้องรอข้าสักสองสามวัน ในระหว่างที่ข้าจัดตั้งค่ายกลของตระกูลจางและเตรียมความพร้อมให้กับบรรดาฮูหยินทุกคน"
"เตรียมความพร้อมหรือ"
สองวันต่อมา ม่อหรูเยียนก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่างานเตรียมความพร้อมที่ว่านั้น คือการทำให้สตรีที่ยังไม่ตั้งครรภ์ได้ตั้งครรภ์สมใจ
"หมดคำจะพูด ข้าล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเหตุใดสามีของข้าถึงได้กระตือรือร้นเรื่องการมีลูกนัก"
เมืองหนานเทียนไม่ใช่สถานที่ที่จางหรันจะเลือกไปซื้อหาเสบียงและทรัพยากรอีกต่อไป เนื่องจากที่นั่นมีสิ่งของระดับสูงสุดเพียงขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น
จางหรันใช้หินวิญญาณทั้งหมดที่มีเพื่อกว้านซื้อวัตถุดิบสำหรับหลอมโอสถมาหนึ่งชุดใหญ่
หนึ่งเดือนต่อมา บานประตูห้องหลอมโอสถก็เปิดออก และจางหรันก็เดินออกมาพร้อมกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
มันคือโอสถทะลวงขั้นจำนวนสิบห้าเม็ดถ้วน
เขาเก็บไว้ใช้เองห้าเม็ด และนำอีกสิบเม็ดไปขาย มูลค่าของโอสถทะลวงขั้นหนึ่งเม็ดนั้นเทียบได้กับอาวุธวิเศษขั้นต่ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันล้ำค่ามากเพียงใด อีกทั้งยังเทียบเท่ากับเบี้ยหวัดห้าสิบปีของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานในสำนักฉางชิงเลยทีเดียว
เมืองฉางชิงคือเมืองแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ใหญ่ที่สุดในเขตแดนของสำนักฉางชิง ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยทางสำนัก และมีผู้อาวุโสขอบเขตจินตันคอยคุ้มกันดูแลอยู่
การมาเยือนของจางหรันได้รับการต้อนรับเป็นการส่วนตัวจากผู้อาวุโสขอบเขตจินตันผู้นี้
"ผู้อาวุโสจาง ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะเดินทางมาที่นี่ เหตุใดท่านถึงไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเล่า ข้ายังไม่ได้เตรียมการต้อนรับท่านเลย"
"ไม่ต้องเกรงใจไป ข้าเพียงแค่มาขายของบางอย่างเท่านั้น"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจ้าเมืองเฟยก็เป็นประกาย และเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าจางหรันคือนักหลอมโอสถ เขาจึงเอ่ยถามว่า
"หรือว่าจะเป็นโอสถ"
"ใช่แล้ว มีโอสถทะลวงขั้นอยู่สองสามเม็ด"
"มีจำนวนเท่าใดรึ"
ผู้อาวุโสเฟยเอ่ยถาม ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้น
"เพียงแค่สองเม็ดเท่านั้น"
จางหรันวางแผนที่จะทยอยขายพวกมันทีละล็อตอย่างเป็นธรรมชาติ การขายทั้งหมดในคราวเดียวจะดึงดูดความสนใจมากเกินไป แม้ว่าเขาจะไม่ได้หวาดกลัว แต่เขาก็ยังมีกิจการของตระกูลที่ต้องคอยพึ่งพาอยู่
"ผู้อาวุโสจาง โปรดอย่าได้นำไปขายที่อื่นเลย ข้าต้องการมัน ข้าจะให้ราคาท่านสูงกว่าราคาตลาดอีกหนึ่งส่วน"
การซื้อขายดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งนัก
จากนั้นจางหรันก็เดินทางไปยังสถานที่จัดงานประมูลบางแห่ง และไปเยือนตระกูลใหญ่หลายตระกูลที่มีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตัน แม้ว่าภายในสำนักฉางชิงจะมีตระกูลเช่นนี้อยู่เพียงห้าตระกูลก็ตาม
เนื่องจากสถานะขอบเขตจินตันของเขา จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามายั่วยุ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังปกปิดตัวตนเป็นอย่างดี จึงไม่มีใครจำเขาได้ เขาใช้เวลาครึ่งเดือนในการระบายโอสถออกไปจนหมด
หลังจากได้รับเงินก้อนโต เขาก็ไปที่เมืองฉางชิงและกว้านซื้อวัตถุดิบเบญจธาตุ ธงค่ายกลระดับสามสิบธง และแผ่นค่ายกลระดับสามที่ยังว่างเปล่าจากงานประมูลและร้านค้าต่างๆ
ด้วยแผ่นค่ายกลนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถผสานค่ายกลเข้าไปในนั้นได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรู ก็สามารถเปิดใช้งานค่ายกลได้โดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องทำขั้นตอนที่น่าเบื่อหน่ายอย่างการปักธงค่ายกล อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรที่ใช้ในการผสานค่ายกลลงในแผ่นค่ายกลนั้น ก็มีมูลค่าเทียบเท่ากับทรัพยากรที่ใช้ในการจัดตั้งค่ายกลแบบปกติ
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ เขายังสามารถประมูลธงค่ายกลระดับสี่มาได้อีกสองธงที่งานประมูล
"ถึงเวลาต้องกลับไปจัดตั้งค่ายกลระดับสามแล้ว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ตระกูลจางจึงจะดูมีความน่าเกรงขามขึ้นมาบ้าง"
เขาได้เดินทางไปเยือนตระกูลทั้งห้าที่มีบรรพชนขอบเขตจินตัน
พวกเขาล้วนใช้ค่ายกลระดับสอง และค่ายกลระดับสองหลายแห่งยังถูกจัดตั้งทับซ้อนกันอีกด้วย ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ค่ายกลระดับสามจะเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง และวัตถุดิบที่ใช้ก็ยังมีราคาแพงหูฉี่
มูลค่าของวัตถุดิบสำหรับค่ายกลผกผันเบญจธาตุของเขานั้นเทียบเท่ากับโอสถทะลวงขั้นหนึ่งเม็ด หากว่าจ้างให้ผู้อื่นมาจัดตั้งให้ ราคาอาจจะพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งนั่นคือเหตุผลว่าทำไมตระกูลเหล่านี้ถึงไม่ยอมทำเช่นนั้น
เมื่อจางหรันกลับมาถึงตระกูล หยางหวนอวี่ก็เพิ่งจะให้กำเนิดบุตรอีกคน คราวนี้เป็นทารกที่มีรากวิญญาณระดับสอง ซึ่งทำให้จางหรันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
พริบตาเดียว เขาก็ได้รับประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรสองร้อยปี อายุขัยสองร้อยปี และประสบการณ์การวาดอักขระยันต์อีกสองร้อยปี
ทักษะการวาดอักขระยันต์ของเขาเพิ่งจะทะลวงขึ้นสู่ระดับสาม
จางหรันเหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทอดสายตามองลงไปยังเขตแดนอันกว้างใหญ่ของตระกูลจางเบื้องล่าง
"เอาล่ะ มาจัดตั้งค่ายกลผกผันเบญจธาตุกันก่อนเถิด"