เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งเรือนจำ

บทที่ 7 สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งเรือนจำ

บทที่ 7 สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งเรือนจำ


เย็นวันนั้น ที่โรงอาหารของเรือนจำ

บนโต๊ะยาวที่เรียงรายกันเป็นแถวมีนักโทษหลากหลายรูปแบบนั่งอยู่จนเต็ม

อาหารที่กินคือโจ๊กปลาที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่โจ๊กจะใสแจ๋วเสียจนปักตะเกียบไม่ตั้งเท่านั้น แม้แต่เนื้อปลาก็ยังไม่สดอีกด้วย

กลิ่นคาวเหม็นเน่าที่ฉุนจมูกโชยมาพร้อมกับไอร้อนกรุ่น ชวนให้คลื่นไส้จนแทบอาเจียน

จิมมี่กลืนความรู้สึกอยากอาเจียนลงไป เดินกะเผลกๆ ไปต่อแถวรับอาหาร โดยทำเป็นมองไม่เห็นสายตาที่จับจ้องมาจากทุกสารทิศ

"ดูแผลเต็มตัวนั่นสิ เขาคือจิมมี่ที่กัดนิ้วของซาฮารอฟขาดใช่ไหม?"

"ไม่ได้บอกว่าเขาถูกหามไปฝังที่สุสานแล้วเหรอ ทำไมตอนนี้ถึงฟื้นขึ้นมาได้ล่ะ?"

"ไอ้หมอนี่ดวงแข็งชะมัด โดนขนาดนี้ยังไม่ตายอีก"

"เกี่ยวกับจิมมี่ ช่วงนี้ยังมีข่าวอีกข่าวหนึ่ง บอกว่าจริงๆ แล้วเขาติดคุกเพราะข้อหาเป็นปรสิตสังคม..."

ผู้คนต่างพูดคุยซุบซิบกันเซ็งแซ่ ทำให้จิมมี่กลายเป็นจุดสนใจในชั่วพริบตา

โดยเฉพาะตอนที่จิมมี่เดินไปนั่งรวมกลุ่มกับพวกอูสเวียซอฟอย่างเปิดเผย ก็ยิ่งดึงดูดสายตาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก

อูสเวียซอฟยิ้มพลางกล่าว "กำหนดเวลาขึ้นศาลออกมาแล้ว เป็นเวลาพักผ่อนสูดอากาศในช่วงบ่ายพรุ่งนี้"

จิมมี่ขานรับ สีหน้าดูเหมือนผู้ที่กำชัยชนะไว้ในมือ

"ในเมื่อเป็นศาล ก็ต้องมีผู้พิพากษา ใครจะเป็นคนพิจารณาคดีของฉันบ้างล่ะ?"

"แน่นอนว่าต้องเป็นจอมโจรผู้คุมกฎทั้งสามคนในเรือนจำสิ"

พริโกซินโพล่งออกมา

จิมมี่มองตามทิศทางที่นิ้วของเขาชี้ไป ก็เห็นชายร่างกำยำที่นั่งเผชิญหน้ากับคูมาริน เขาคืออาเวลิน

เห็นเขาสวมเสื้อคลุมนักโทษที่เปิดอ้าออกราวกับไม่เกรงกลัวความหนาวเหน็บ ด้านในสวมเพียงเสื้อกล้ามตัวเดียว คล้ายกับจงใจเผยให้เห็นรอยสักบนหัวไหล่ ท่อนแขน และหน้าอก

ซึ่งเป็นการอวดอ้างและแสดงความน่าเกรงขามต่อหน้าผู้คนไปในตัว

รอยสักถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมวงการมืด เฉกเช่นเดียวกับญี่ปุ่น รอยสักของวงการมืดในสหภาพโซเวียตก็ไม่สามารถสักสุ่มสี่สุ่มห้าได้เช่นกัน

สถานะและข้อหาแบบไหน ก็จะต้องสักลายแบบนั้น

ตัวอย่างเช่น คนที่เคยฆ่าคนมาแล้วถึงจะสามารถสักรูปกริชไว้บนบ่าของตัวเองได้ ซึ่งหมายความว่า 'ฉันเคยฆ่าคนมาแล้ว สามารถจ้างฉันไปฆ่าใครก็ได้'

แม้ว่าบนบ่าของอาเวลินจะไม่มีรูปกริช แต่กลับมีรอยสักรูป 'อินทรธนู' และ 'ดาวแปดแฉก' ที่ดูน่าเกรงขามและทรงอำนาจยิ่งกว่ากริชเสียอีก

เหมือนกับยศทหารของจีนที่ประกอบด้วยดาว ขีด และรวงข้าว รอยสักรูปอินทรธนูและดาวแปดแฉกก็เปรียบเสมือน 'ยศทหาร' ของวงการมืด

ดูจากจำนวนดาวแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับนายพล!

จิมมี่ก้มหน้าลงมอง บนหน้าอกข้างขวาของตัวเองมีรอยสักรูปใบหน้าของท่านผู้นำ ซึ่งเป็นหนึ่งในรอยสักที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดสำหรับมือใหม่ในวงการมืด

ทว่าไม่ใช่เพราะคนในวงการมืดเคารพรักและเทิดทูนท่านผู้นำมากขนาดนั้น แต่พวกเขาคิดว่าเวลาที่ต้องกินลูกปืน ลานประหารจะเห็นแก่ความเคารพต่อท่านผู้นำ และไม่ยิงเข้าที่หัวใจของพวกเขา

นอกจากการสักรูปท่านผู้นำแล้ว ก็ยังสามารถเลือกสักรูปบิดาแห่งชาติได้อีกด้วย

เพียงแต่ตอนนี้ชื่อเสียงของบิดาแห่งชาตินั้นเน่าเฟะไปแล้ว แม้แต่นักเลงปลายแถวก็แทบไม่มีใครอยากสักรูปเขาเลย

จิมมี่เกิดภายใต้ธงแดง และเติบโตมาในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เดิมทีเขาเกลียดชังรอยสักเข้าไส้ แต่ยังดีที่สักรูปท่านผู้นำ

ให้ความรู้สึกเหมือนสักรูปจื่อเริ่น ก็ถือซะว่าเป็นยันต์แห่งความศรัทธาก็แล้วกัน!

………………

หลังจากแนะนำอาเวลินเสร็จ พริโกซินก็ชี้มือไปยัง แอนตัน ลูกพี่ใหญ่จอมโจรผู้คุมกฎที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มภราดรซาฮารอฟ

"พวกเขาสองคนเป็นผู้ช่วยในศาลเกียรติยศ ผลการตัดสินขั้นสุดท้ายจะเป็นของมาเลฟสกี้ เขาต่างหากที่เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล!"

"ไม่ใช่ระบบโหวตหรอกเหรอ?"

จิมมี่อุทานด้วยความแปลกใจเล็กน้อย

"ใช่แล้ว"

พริโกซินเล่าว่าแอนตันกับอาเวลินนั้นไม่ถูกกันอย่างมาก จึงมักจะต้องให้มาเลฟสกี้ซึ่งเป็นผู้อาวุโสในวงการที่ได้รับความเคารพนับถือมาคอยไกล่เกลี่ยอยู่เสมอ จนทำให้แม้ว่าเขาจะไม่มีอำนาจของกลุ่มภราดรมาคอยสนับสนุนในเรือนจำ แต่กลับเป็นจอมโจรผู้คุมกฎที่มีปากมีเสียงมากที่สุด

ฟังดูเหมือน 'ลุงเติ้ง' ที่คอยคานอำนาจเลยแฮะ?

จิมมี่ทอดสายตามองไปยังมาเลฟสกี้ที่กำลังคลุกคลีอยู่กับพวกรุ่นน้อง ผมที่ขมับสองข้างหงอกขาว แต่ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง และมีใบหน้าที่ดูใจดีมีเมตตา

"แถมเวลาเกิดความขัดแย้งกับพวกคอเคซัส ก็ต้องให้มาเลฟสกี้ออกหน้าช่วยไกล่เกลี่ย..."

พริโกซินพูดไปพลางกินโจ๊กปลาไปพลาง

ในหัวของจิมมี่เริ่มมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ในเรือนจำตอนนี้อย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ในเรือนจำนี้มีจอมโจรผู้คุมกฎที่เปรียบเสมือนเจ้าพ่อมาเฟียอยู่ทั้งหมด 6 คน เป็นชาวสลาฟ 3 คน และชาวคอเคซัส 3 คน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ถูกชะตากัน

เนื่องจากชาวสลาฟนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ ในขณะที่ภูมิภาคคอเคซัสเป็นฐานที่มั่นของศาสนาแห่งสันติภาพ ความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์เช่นนี้จึงลุกลามมาสู่วงการมาเฟียอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้คนทั้งสองกลุ่มนี้เข้ากันไม่ได้ราวกับน้ำและไฟ

นอกจากนี้ แก๊งมาเฟียในสหภาพโซเวียตยังมีการแบ่งแยกตามภูมิภาคอีกด้วย

พวกแอนตันและซาฮารอฟเป็นของแก๊งมอสโก ส่วนพวกมาเลฟสกี้ อาเวลิน และคูมารินล้วนเป็นสายเลนินกราด

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จิมมี่ก็เลิกคิ้วขึ้น "ก่อนหน้านี้กลุ่มภราดรซาฮารอฟจงใจมุ่งเป้าและกลั่นแกล้งฉันมาหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้ยังเอาเรื่องฉันไปร้องเรียนต่อศาลเกียรติยศอีก จะถือว่านี่เป็นการยั่วยุของสายมอสโกต่อสายเลนินกราดของเราได้ไหม?"

"นายอยากยุยงให้สองฝ่ายตีกันงั้นเหรอ?"

แววตาของอูสเวียซอฟฉายแววประประหลาดใจ

"เป็นไปได้ไหมล่ะ?"

น้ำเสียงของจิมมี่แฝงไปด้วยความคาดหวังเล็กน้อย

"ตอนนี้นายยังไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มภราดรด้วยซ้ำ เอาอะไรมามั่นใจว่ามาเลฟสกี้กับอาเวลินจะยอมออกหน้าแทนนายล่ะ?"

อูสเวียซอฟกลอกตาบน "อีกอย่าง เยกอร์นั้นฉลาดมาก ครั้งนี้เขาไม่ได้ฟ้องนายต่อศาลเกียรติยศในนามของกลุ่มภราดรซาฮารอฟ แต่เป็นฝีมือของไอ้กระจอกอิวานอฟต่างหาก ซึ่งหมอนั่นก็เป็นคนท้องถิ่นของเมืองเลนินกราดเหมือนกับพวกเรา"

"ซูกาบิลยัต!"

จิมมี่กัดริมฝีปากล่าง ไหนใครบอกว่าพวกนักเลงหัวไม้ไม่มีสมองกันล่ะ!

"นายก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก ตราบใดที่ประวัติของนายไม่มีปัญหา ฉันคิดว่าพวกมาเลฟสกี้เห็นแก่ความเป็นคนบ้านเดียวกัน ก็อาจจะให้โอกาสนายในการทวงคืนความยุติธรรมก็ได้"

อูสเวียซอฟตบแขนของเขาเบาๆ

"แต่มีข้อแม้ว่าต้องชนะนะ!"

จิมมี่จัดการซัดโจ๊กปลาที่แสนจะรสชาติแย่จนเกลี้ยงชาม ถ้าไม่อิ่มท้อง จะเอาแรงที่ไหนไปแต่งเรื่อง 'กักตุนสินค้าเก็งกำไร' ของตัวเองให้สมบูรณ์ได้ล่ะ

แถมยังต้องเตรียมแผนสำรองไว้อีก นี่แหละคือประสบการณ์ที่แลกมาด้วยเลือดและน้ำตาของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างราม!

………………

นอกเหนือจากเวลาอาหารค่ำที่นักโทษสามารถออกมาสูดอากาศนอกห้องขังได้แล้ว อีกช่วงเวลาหนึ่งก็คือเวลาอาบน้ำ

ทุกคนมีเวลาเพียง 10 นาที ฟังดูเหมือนจะนาน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้นานเลยสักนิด

ห้องอาบน้ำรวมมีฝักบัวเพียงไม่กี่อัน โดยพื้นฐานแล้วใต้ฝักบัวแต่ละอันจะต้องมีนักโทษยืนเบียดกันสี่ห้าคน คอยผลัดกันอาบน้ำ ดังนั้นการอาบน้ำในเรือนจำจึงเรียกได้ว่าเป็นการแข่งกับเวลา พวกมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาจึงมักจะทำอะไรไม่ถูก พอถูสบู่เสร็จก็ถูกคนอื่นเร่งให้ล้างน้ำแล้ว

ส่วนพวกรุ่นเก๋าอย่างพริโกซิน มักจะขัดขี้ไคลในห้องขังไว้ล่วงหน้า พอเข้าห้องอาบน้ำปุ๊บก็รีบถูสบู่ทันที

ไอน้ำม้วนตัวราวกับหมอกหนา ผู้คนกว่ายี่สิบคนที่เบียดเสียดกันอยู่ในห้องอาบน้ำแคบๆ ดูเลือนรางภายใต้แสงไฟสีเหลืองสลัว

เสียงน้ำที่กระทบลงบนกระเบื้อง เสียงก่นด่าของนักโทษ และเสียงสบู่ลื่นๆ ที่ตกลงพื้นดังแปะ ปะปนกันราวกับเป็นวงซิมโฟนีอันแสนหนวกหู

จิมมี่ทำเป็นมองไม่เห็น นักโทษที่อยู่ข้างๆ เผลอเหลือบไปมอง 'น้องชาย' ของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที

ขณะที่เขากำลังล้างน้ำที่หลังคอ ก็ได้กลิ่นเหม็นคาวปลาที่ผสมกับกลิ่นปากอย่างรุนแรงลอยมาจากด้านหลัง

"จิมมี่ ตัวนายหอมจัง"

เสียงอันน่ารังเกียจของเยกอร์ดังขึ้นข้างหู พร้อมกับมือที่เต็มไปด้วยฟองสบู่จงใจเอื้อมไปที่กระดูกก้นกบของเขา

ยังไม่ทันสิ้นเสียง จิมมี่ก็หันขวับกลับมา ใช้มือซ้ายปัดข้อมือของเยกอร์ออกไป แล้วใช้มือขวาเหวี่ยงหมัดไปข้างหน้าอย่างแรง น่าเสียดายที่ชกพลาด

เยกอร์ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า เขาถอยหลังไปหลายก้าวไปอยู่ข้างๆ อิวานอฟ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียม

"กระดูกชิ้นโตอย่างแก ถ้าได้แทะคงจะแม่งสะใจพิลึก!"

"อย่างน้อยก็แข็งกว่ากระดูกนิ้วของซาฮารอฟล่ะนะ"

เสียงของจิมมี่ไม่ดังนัก แต่กลับเย็นยะเยือกอย่างประหลาด

ในชั่วพริบตา รอบด้านก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา

คนรอบข้างถ้าไม่มองด้วยความเคารพ ก็สมน้ำหน้า หรือไม่ก็มีพวกที่อยากดูเรื่องสนุกและไม่กลัวเรื่องบานปลายคอยยุยงส่งเสริม

เราอยากเห็นเลือดนองเป็นสายน้ำ!

เมื่อเห็นซาฮารอฟถูกหยามเกียรติต่อหน้าผู้คน แววตาของเยกอร์ก็สาดประกายอำมหิต เขากำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ

"ศาลเกียรติยศยังไม่ทันเปิด แกก็รีบรนหาที่ตายแล้วงั้นเหรอ?!"

"รนหาที่ตาย?"

จิมมี่จ้องมองสายตาที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของเขาอย่างไม่เกรงกลัว "แกคิดจริงๆ เหรอว่าคนท้องถิ่นเลนินกราดอย่างฉัน จะไปกลัวพวกคนต่างถิ่นจากมอสโกอย่างพวกแก! แกคิดจริงๆ เหรอว่าแค่สร้างข้อหา 'ปรสิตสังคม' มาสวมหัวฉัน แล้วจะไล่ต้อนฉันให้จนมุมได้!"

"สร้างข้อหาอะไรกัน แกมันเป็นปรสิตสังคมอยู่แล้ว!"

อิวานอฟรีบสวนกลับทันควัน

"แม่งเอ๊ย! แกก็เป็นแค่อีตัวของซาฮารอฟ มีหน้ามาเห่าหอนอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?"

สายตาของจิมมี่ราวกับใบมีดที่อาบด้วยน้ำแข็ง หันขวับไปมองอิวานอฟ

"พรืด..."

นักโทษหลายคนรวมถึงพริโกซินกลั้นขำไว้ไม่อยู่จนหลุดหัวเราะพรืดออกมา แล้วก็รีบกลั้นเอาไว้

ใบหน้าของอิวานอฟแดงก่ำเป็นสีตับหมูในพริบตา ความอับอายที่ถูกตราหน้าว่าเป็น 'อีตัว' และ 'ซูกา' ต่อหน้าธารกำนัล ทำให้เขาสั่นไปทั้งตัว

ในขณะเดียวกัน ภายในเงามืดของไอน้ำที่ไม่ไกลออกไปนัก มาเลฟสกี้ยืนกอดอกพิงกำแพง มุมปากยกยิ้มอย่างนึกสนุก

อาเวลินใช้ผ้าขนหนูเช็ดท่อนบนที่เต็มไปด้วยรอยสักจนแห้ง พลางกล่าวอย่างสนใจว่า

"ไอ้หมอนี่น่าสนใจดีแฮะ ดูท่าทางศาลเกียรติยศในวันพรุ่งนี้คงจะไม่น่าเบื่อซะแล้วสิ"

มาเลฟสกี้กำชับให้คูมารินเข้าไปห้ามทัพ "อย่าปล่อยให้พวกเขาตีกันตรงนี้ เก็บเรื่องสนุกไว้รอดูในศาลเกียรติยศพรุ่งนี้ดีกว่า"

แม้วา่คูมารินจะถือว่าอาเวลินเป็นที่พึ่ง แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของมาเลฟสกี้แม้แต่น้อย เขารีบพาคนพุ่งเข้าไปขวางทันที

เมื่อหมดเรื่องให้ดู ประกอบกับเวลาอาบน้ำ 10 นาทีสิ้นสุดลงพอดี ทุกคนจึงรีบสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

"จิมมี่ พรุ่งนี้เจอกันในศาล! คอยดูว่าแกจะปากดีไปได้สักกี่น้ำ! พวกเราไป!"

เยกอร์กระชากตัวอิวานอฟ แล้วลากตัวเขาออกจากห้องอาบน้ำไปอย่างป่าเถื่อน

มองส่งแผ่นหลังของพวกมันที่เดินจากไป จิมมี่ค่อยๆ พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย

ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ซี่โครงชัดเจนยิ่งขึ้น เขาพิงกำแพงที่เปียกลื่นและเย็นเฉียบ ปล่อยให้น้ำไหลผ่านใบหน้า ลบล้างความดุดันที่แสร้งทำเมื่อครู่ เผยให้เห็นร่องรอยของความเหนื่อยล้าและตึงเครียด หางตายังคงสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาจากรอบข้าง

มีทั้งความเกรงขาม ความเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่เป็นความตื่นเต้นที่รอดูเรื่องสนุก

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 7 สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งเรือนจำ

คัดลอกลิงก์แล้ว