- หน้าแรก
- ข้าเขียนเรื่องประหลาด แล้วโลกก็กลายเป็นจริง
- บทที่ 8 เซียวได่
บทที่ 8 เซียวได่
บทที่ 8 เซียวได่
บทที่ 8 เซียวได่
เป็นเรื่องที่ทำให้เฉินโหย่วรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะตลอดการเรียนคาบอ่านหนังสือตอนเช้า ไม่มีอาจารย์คนใดเข้ามาคุมห้องเลยแม้แต่คนเดียว
จนกระทั่งเวลาแปดนาฬิกาตรง เสียงทำนองเพลงอิเล็กทรอนิกส์เบาๆ จึงเริ่มดังขึ้นจากลำโพงกระจายเสียง
ทันใดนั้น นักเรียนจำนวนมากในห้องเรียนต่างพากันหยุดอ่านหนังสือตอนเช้าทันที บางคนหันไปคุยกับเพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ด้านหลัง บางคนหยิบขวดน้ำบนโต๊ะขึ้นมาดื่ม และบางคนก็ลุกยืนขึ้นแล้วเดินออกไปนอกห้องเรียน
บรรยากาศภายในห้องเรียนทั้งหมดพลันกลายเป็นเสียงดังอึกทึกครึกโครมขึ้นมาในทันที
"หัวหน้าห้องจางซิน?"
เมื่อเห็นเด็กสาวท่าทางห้าวหาญในแถวหน้าหยุดอ่านหนังสือตอนเช้าและบิดขี้เกียจ เฉินโหย่วจึงรีบเอ่ยปากขึ้นทันที "ฉันกำลังจะไปที่ห้องทำงานของอาจารย์ที่ปรึกษา เธอมีอะไรที่ต้องส่งให้อาารย์ที่ปรึกษาไหม ฉันช่วยถือไปให้ได้นะ"
"หืม?"
จางซินรีบหันกลับมาทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น เธอมองสำรวจเฉินโหย่วด้วยความประหลาดใจและนึกสงสัย จากนั้นจึงดึงแบบฟอร์มแผ่นหนึ่งออกมาจากหนังสือเรียน "มีพอดีเลย นี่เป็นแบบฟอร์มประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการนักเรียนประจำสัปดาห์นี้ เธอช่วยเอาไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาแทนฉันหน่อยได้ไหม"
"ได้สิ"
เฉินโหย่วรับแบบฟอร์มนั้นมาอย่างเป็นกันเอง แต่ในวินาทีที่เขารับมันมา ดวงตาของเขากลับหรี่ลงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที "อ้อ จริงด้วย ตอนนี้เธอรู้ไหมว่าห้องทำงานของอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ที่ไหน ฉันได้ยินคนพูดกันว่าเขาย้ายห้องทำงานแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ห้องเดิมแล้วน่ะ"
"ใครบอกเธอว่าอาจารย์ที่ปรึกษาย้ายห้องทำงานล่ะ"
จางซินแสดงสีหน้าสงสัยขึ้นมาทันที
"เขาไม่ได้ย้ายหรอกเหรอ"
เฉินโหย่วยักไหล่และพูดอย่างช่วยไม่ได้ "ฉันได้ยินมาจากในกลุ่มแชต สงสัยฉันจะอ่านผิดไปเองมั้ง"
"เขาไม่น่าจะย้ายห้องทำงานนะ น่าจะยังอยู่ที่ชั้นห้าของอาคารสำนักงานนั่นแหละ"
จางซินรู้สึกหมดคำจะพูดเล็กน้อย เธอมองเฉินโหย่วด้วยความขบขัน "เธอไม่ได้เป็นไข้จนสมองเบลอไปแล้วใช่ไหม"
เฉินโหย่วยิ้มอย่างเคอะเขินโดยไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแค่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปนอกห้องเรียน
ในวินาทีที่ก้าวเท้าพ้นห้องเรียน สีหน้าของเฉินโหย่วก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขายกแบบฟอร์มคำร้องในมือขึ้นมาดม กลิ่นหอมที่คุ้นเคยพลันโชยเข้าสู่รูจมูกในพริบตา
ใช่จริงๆ มันเป็นกลิ่นน้ำหมึกแบบเดียวกันเลย หรือว่าหัวหน้าห้องจางซินจะเป็นคนเขียนนกกระดาษตัวนั้นให้ฉันกันแน่
ดูไม่ออกเลยจริงๆ...
เฉินโหย่วทอดถอนใจอยู่ภายในอก เด็กสาวที่ดูร่าเริงและเปิดเผยจากภายนอกเช่นนี้ จะแอบเขียนจดหมายรักให้เจ้าของร่างเดิมอย่างลับๆ แล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนความรักให้กลายเป็นความแค้นจนอยากจะฆ่าเขาให้ตายอย่างนั้นหรือ
ไม่น่าจะใช่ มีบางอย่างไม่ถูกต้อง...
ฝีเท้าของเฉินโหย่วชะงักไปเล็กน้อย
การแสดงออกทางสีหน้าของเธอไร้ที่ติ ไม่มีร่องรอยของความชื่นชมหรือความเคียดแค้นหลงเหลืออยู่เลย หากนี่เป็นการแสดง ละครของเธอก็คงอยู่ในระดับดาราตุ๊กตาทองแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องลายมือ แม้ว่าฉันจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็พอมองออกว่ามันไม่ใช่ตัวอักษรแบบเดียวกัน
ลายมือของหัวหน้าห้องเห็นได้ชัดว่ายังมีความเป็นเด็กมากกว่า และไม่ได้เขียนอย่างลื่นไหลเหมือนกับข้อความบนนกกระดาษตัวนั้น
นอกจากนี้ หากนกกระดาษเหล่านั้นเขียนโดยจางซินจริงๆ ทำไมเธอถึงต้องใช้ปากกาลูกลื่นแบบเจลที่มีจุดเด่นสะดุดตาขนาดนี้ด้วยล่ะ เธอไม่กลัวว่าฉันจะสังเกตเห็นมันได้ในทันทีเลยหรืออย่างไร
ยกเว้นเสียแต่ว่านี่จะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ และมีคนจำนวนมากที่ใช้ปากกาลูกลื่นแบบเจลกลิ่นหอมชนิดนี้
เมื่อคิดได้ดังนี้ เฉินโหย่วก็ยังคงไม่มีเบาะแสอะไรมากนัก เขาทำได้เพียงจดจำข้อสันนิษฐานนี้ไว้ในใจเงียบๆ จากนั้นจึงเดินไปยังอาคารสำนักงาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องทำงานครูในโรงเรียน
เมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้นห้าของอาคารสำนักงาน เฉินโหย่วก็เดินหาเพียงครู่เดียวก็พบห้องทำงานของอาจารย์หวังเฟิ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำชั้นเรียน
เขาเคาะประตู และมีเสียงผู้ชายดังออกมาจากด้านในทันที
"เข้ามาได้!"
เฉินโหย่วผลักประตูเปิดออกในทันที และเห็นชายร่างกำยำคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมามองเขา พร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมา
"อาจารย์ที่ปรึกษาหวังครับ"
เฉินโหย่วเข้าใจได้ในทันทีว่านี่คืออาจารย์ที่ปรึกษาหวังเฟิ่ง สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปรขณะยื่นแบบฟอร์มส่งให้อีกฝ่าย "นี่เป็นแบบฟอร์มประเมินผลที่หัวหน้าห้องจางซินฝากผมเอามาส่งให้ครับ"
"อ้อ เฉินโหย่วนี่เอง"
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหัวเราะเบาๆ "ครูกำลังคิดอยู่พอดีว่าอาการป่วยของเธอดีขึ้นหรือยัง แล้ววันนี้ได้มาโรงเรียนไหม"
"อาการป่วยของผมหายดีแล้วครับ"
เฉินโหย่วพยักหน้า "จริงด้วยครับ อาจารย์เคยบอกว่ามีแบบฟอร์มคำร้องที่ผมต้องกรอกใช่ไหมครับ"
"ใช่แล้ว มันเป็นแบบฟอร์มคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือนะ"
ชายวัยกลางคนหยิบแบบฟอร์มแผ่นหนึ่งออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นให้เฉินโหย่ว แต่เมื่อเฉินโหย่วรับแบบฟอร์มนั้นไป อีกฝ่ายก็ทอดถอนใจออกมาอีกครั้ง "อาจารย์รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว แล้ววันก่อนเธอยังต้องมาเจอเรื่องแบบนั้นอีก ครูก็เลยยื่นเรื่องต่อโรงเรียนเป็นพิเศษเพื่อขอเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมก้อนนี้ให้ หวังว่ามันจะช่วยแบ่งเบาภาระของเธอได้บ้างนะ..."
"ขอบคุณครับอาจารย์ผมจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ ครับ"
เฉินโหย่วตอบรับอย่างจริงจัง จากนั้นจึงกรอกข้อมูลทั้งหมดลงไป รวมถึงชื่อ วันเกิด และหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของร่างเดิม เขาจดจำข้อมูลเหล่านี้ได้ขึ้นใจตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว
หลังจากยื่นแบบฟอร์มที่กรอกเสร็จเรียบร้อยคืนให้อีกฝ่าย เฉินโหย่วกำลังจะเอ่ยลาเพื่อขอตัวกลับ แต่เขากลับถูกอีกฝ่ายเรียกเอาไว้ก่อน
"เดี๋ยวก่อน เรื่องนั้น... เธอไม่ได้เอาไปบอกคนอื่นใช่ไหม"
หวังเฟิ่งจ้องมองเฉินโหย่วพร้อมกับลดเสียงให้ต่ำลง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่มีแววจับผิดอยู่กลายๆ
"อาจารย์สบายใจได้ครับ อาจารย์ก็น่าจะรู้ นิสัยของผมดี"
เฉินโหย่วตอบกลับอย่างนอบน้อมและเชื่อฟัง "เดิมทีผมก็ไม่ใช่คนปากสว่างอยู่แล้ว และผมก็ไม่อยากให้โรงเรียนต้องเสียชื่อเสียงด้วย เพราะฉะนั้นผมจะไม่มีวันพูดถึงเรื่องนั้นข้างนอกอย่างเด็ดขาดครับ..."
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เฉินโหย่วก็เสริมขึ้นมาว่า "เว้นเสียแต่ว่าตำรวจจะมาสอบปากคำผมครับ"
"เฮ้อ..."
เมื่อได้ยินคำยืนยันของเฉินโหย่ว ในที่สุดหวังเฟิ่งก็แสดงสีหน้าเสียใจออกมา "เธออย่าโทษที่โรงเรียนจงใจปิดบังเรื่องนี้เลยนะ พวกเราไม่มีใครอยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นมันเกิดขึ้นหรอก แต่ในเมื่อมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว พวกเราก็ทำได้เพียงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อชดเชยให้กับทางครอบครัวของเขา โดยหวังว่าชื่อเสียงของโรงเรียนจะไม่ได้รับผลกระทบกระเทือน..."
"ผมเข้าใจครับ"
เฉินโหย่วพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และหลังจากที่หวังเฟิ่งแสดงความห่วงใยเรื่องการเรียนของเขาอีกสองสามประโยค ในที่สุดเขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับได้
หลังจากเดินออกจากห้องทำงาน สีหน้าของเฉินโหย่วก็เปลี่ยนเป็นหม่นหมองลงเล็กน้อยทันที
เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ด้วย...
การที่เฉินโหย่วจงใจเสริมประโยคที่ว่า เว้นเสียแต่ว่าตำรวจจะมาสอบปากคำผม เข้าไปนั้น ก็เพื่อจุดประสงค์ในการทดสอบปฏิกิริยาของหวังเฟิ่ง หากหวังเฟิ่งแสดงความประหลาดใจและถามกลับมาว่า มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ทำไมต้องให้ถึงหูตำรวจด้วย เฉินโหย่วก็คงจะเข้าใจได้ว่ารายละเอียดของเหตุการณ์ปริศนานั้นไม่ได้รุนแรงอะไรมากนัก
ทว่า หวังเฟิ่งกลับไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจหรือขบขันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นหมายความว่าความรุนแรงของเหตุการณ์ปริศนานั้น ถึงขั้นที่จำเป็นต้องให้ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ
อีกฝ่ายคงจะเดาได้ตั้งนานแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น เพียงแต่ทางโรงเรียนได้ทำการปิดข่าวเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว เพราะต้องการที่จะจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นการภายในอย่างเงียบๆ อย่างไรก็ตาม จากคำพูดของอีกฝ่าย เฉินโหย่วก็สามารถยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า ทางโรงเรียนไม่ได้ล่วงรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ และไม่รู้ถึงการมีอยู่ของสมุดบันทึกเรื่องเล่าสยองขวัญเลยด้วยซ้ำ
แล้วนักเรียนที่เสียชีวิตไปนั้น ใช่หวังปินหรือไม่
เฉินโหย่วครุ่นคิดอยู่ในใจเงียบๆ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดโทรออกไปยังหมายเลขที่จางซินส่งมาให้เขาก่อนหน้านี้
หากปลายสายกดรับแล้วเป็นหวังปิน เฉินโหย่วก็สามารถใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อหลอกถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นจากปากของเขาได้
และถ้าหากเป็นพ่อแม่ของหวังปินที่รับสาย เฉินโหย่วก็สามารถสอบถามสารทุกข์สุกดิบในฐานะเพื่อนของหวังปิน เพื่อดูว่าหวังปินย้ายโรงเรียน ป่วย หรือว่าเสียชีวิตไปแล้วกันแน่
แต่ถ้าหากสายนี้โทรไม่ติด สถานการณ์ก็คงจะซับซ้อนขึ้นอีกมาก...
"ขออภัยค่ะ เลขหมายที่ท่านเรียกปิดเครื่องอยู่..."
ทว่าผลลัพธ์กลับเป็นที่น่าเสียดาย เพราะโทรศัพท์จากปลายสายส่งสัญญาณแจ้งเตือนว่าปิดเครื่อง
เฉินโหย่วลดโทรศัพท์ลงด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย
ด้วยวิธีนี้ เบาะแสจึงได้ขาดตอนลงไปอีกครั้ง
เมื่อไม่มีทางเลือก เฉินโหย่วจึงจำต้องเดินไปซื้ออาหารเช้าก่อน เขาซื้อขนมปังหนึ่งชิ้นและนมหนึ่งขวดที่ร้านค้าของโรงเรียน จากนั้นจึงเดินกลับมาที่ห้องเรียน
เมื่อเขากลับมาถึงห้องเรียน เฉินโหย่วก็เห็นนักเรียนหญิงหลายคนกำลังยืนล้อมวงกันอยู่รอบโต๊ะเรียนตัวหนึ่ง ซึ่งในนั้นมีหัวหน้าห้องจางซินและเพื่อนร่วมนั่งโต๊ะเดียวกันของเธอรวมอยู่ด้วย ทุกคนต่างพากันหัวเราะคิกคักเป็นระยะๆ พร้อมกับพูดคำว่า เจ้าทึ่มน้อย เจ้าทึ่มน้อย ออกมา
เฉินโหย่วเหลือบมองผ่านไปขณะเดินผ่าน และเห็นว่าสิ่งที่ยืนอยู่บนโต๊ะเรียนนั้น แท้จริงแล้วคือแมวตัวหนึ่ง
มันเป็นแมวดำที่มีขนเรียบลื่นเป็นเงางาม และมีดวงตาสองสี ข้างหนึ่งเป็นสีเหลืองส่วนอีกข้างหนึ่งเป็นสีฟ้า
"มีแมวจรจัดอยู่ในโรงเรียนด้วยเหรอ"
เฉินโหย่วพึมพำออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"แมวตัวนี้มาป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องของพวกเราบ่อยจะตาย เธอไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยเหรอ"
เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของเฉินโหย่ว หัวหน้าห้องจางซินจึงหันหน้ามาถาม "จริงด้วย เธอเอาแบบรายงานไปส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้วใช่ไหม"
"ส่งให้เรียบร้อยแล้วครับ อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าเธอทำได้ดีมากเลย"
เฉินโหย่วตอบกลับ
"ขอบใจนะ"
เมื่อเห็นดังนั้น จางซินจึงหันกลับไปและเริ่มป้อนอาหารเช้าของเธอให้แมวจรจัดตัวนั้นกินต่อไป
เฉินโหย่วเฝ้าสังเกตดูมันด้วยความสนใจอีกครู่หนึ่ง และหลังจากที่ยืนยันได้แล้วว่ามันเป็นเพียงแค่แมวจรจัดธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง เขาก็เดินกลับไปนั่งที่ที่นั่งของตัวเอง