- หน้าแรก
- ข้าเขียนเรื่องประหลาด แล้วโลกก็กลายเป็นจริง
- บทที่ 7 หวังปิน
บทที่ 7 หวังปิน
บทที่ 7 หวังปิน
บทที่ 7 หวังปิน
ใครเป็นคนส่งนกกระดาษเหล่านี้มาให้เขา และเหตุใดหล่อนจึงต้องการให้เขาตาย
นอกจากนี้ คนที่ส่งนกกระดาษ สมุดบันทึกเรื่องราวแปลกประหลาดเล่มนี้ และ สรรพนาม เขา ในบันทึก มีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่
คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเฉินอิ่ว สำหรับเขาในตอนนี้ สิ่งเหล่านี้อาจมีเบาะแสที่นำไปสู่ความตายซ่อนอยู่ก็เป็นได้
เฉินอิ่วอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ เนื่องจากเขานั่งอยู่แถวสุดท้ายของห้องเรียน เขาจึงมองเห็นท้ายทอยของทุกคนได้อย่างชัดเจน และการกระทำของเขาก็ไม่ได้ทำให้ใครสังเกตเห็นเลย
"ไม่มีใครแอบมองเราอยู่เลย บางทีคนที่แอบเอานกกระดาษมาใส่ไว้ในโต๊ะอาจจะไม่ได้อยู่ในห้องนี้ หรือบางทีอาจจะเป็นคนจากห้องอื่น..."
เฉินอิ่วคิดในใจเงียบๆ จากนั้นเขาก็แอบชำเลืองมองหนังสือของเพื่อนร่วมโต๊ะแล้วแกล้งถามขึ้นมาลอยๆ ว่า "หวังเสี่ยวเฟย ตอนที่ฉันไม่อยู่ตลอดสามวันที่ผ่านมา มีใครแอบเอาอะไรมาใส่ไว้ในโต๊ะของฉันบ้างไหม"
"นายพูดกับฉันเหรอ"
หวังเสี่ยวเฟย เพื่อนร่วมโต๊ะหันหน้ากลับมาด้วยความสับสน แววตาหลังกรอบแว่นสีดำฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมองช่องเก็บของใต้โต๊ะของเฉินอิ่ว "นายหมายถึงกองนกกระดาษพวกนี้น่ะเหรอ ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้สนใจเลย"
เฉินอิ่วจับสังเกตสายตาของอีกฝ่ายได้อย่างเฉียบคม เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามต่อว่า "อะไรกัน เราก็นั่งโต๊ะเดียวกันมาตั้งนาน ฉันรู้ว่าเมื่อก่อนฉันเป็นคนเงียบๆ แต่ก็ไม่เห็นต้องทำท่าทางตกใจขนาดนี้เลยไม่ใช่หรือ"
"นายก็รู้ตัวนี่ว่าตัวเองเป็นคนเงียบมาก..."
เมื่อได้ยินดังนั้น เพื่อนร่วมโต๊ะก็แสดงสีหน้ามีความหมายทันทีพลางพินิจพิจารณาเฉินอิ่ว
"มีอะไรเหรอ"
เฉินอิ่วทำใจดีสู้เสือสบสายตาที่กำลังจับผิดนั้น "ทำไมถึงมองฉันแบบนั้นล่ะ"
"ไม่มีอะไร..."
เด็กหนุ่มที่ชื่อหวังเสี่ยวเฟยละสายตากลับไปและให้ความสนใจกับหนังสือของตนเองตามเดิม "วันหลังก็หัดยิ้มให้บ่อยๆ แล้วกัน ท่าทางร่าเริงแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน"
เฉินอิ่วพยักหน้ารับและไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ แม้ว่าปฏิกิริยาของอีกฝ่ายจะดูแปลกไปบ้าง แต่เฉินอิ่วก็พอมองออกว่าคนคนนี้ดูภายนอกอาจจะเย็นชาทว่าเนื้อแท้กลับเป็นคนมีน้ำใจ และดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางอะไรเลย
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ทำให้เขาเข้าใจความเก็บตัวของเจ้าของร่างเดิมได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขารู้ดีว่าในชีวิตก่อนตนเองก็เป็นคนเก็บตัวมากพออยู่แล้ว โดยมีเพื่อนสนิทเพียงแค่สองสามคนเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสามารถสนิทสนมกับเพื่อนร่วมโต๊ะและเพื่อนร่วมห้องพักได้ ทว่าเจ้าของร่างเดิมนี้กลับมีความคิดปลีกวิเวกที่เกินเลยไปกว่านั้นมากนัก
และพฤติกรรมในปัจจุบันของเขาก็แตกต่างจากเฉินอิ่วคนเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เพียงแต่เฉินอิ่วไม่ได้คิดที่จะปิดบังสิ่งใด คนที่คุ้นเคยกับเจ้าของร่างเดิมอย่างมากก็คงคิดแค่ว่าเขาเปลี่ยนเป็นคนร่าเริงขึ้น แต่การจะไปสงสัยว่าร่างนี้ไม่ใช่ตัวจริง ย่อมเป็นเรื่องที่เขาคิดมากไปเอง
เพราะในโลกใบนี้คงไม่มีใครมาคอยใส่ใจคนคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา คนอื่นไม่ใช่บิดาของเขา ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็คงไม่มีใครคิดว่าเขาเป็นผู้ทะลุมิติมาเข้าร่างหรอก
ส่วนการกระทำในนิยายแนวทะลุมิติเหล่านั้นที่ตัวละครมักจะพยายามปกปิดตัวตนที่แท้จริงอยู่เสมอนั้น เฉินอิ่วทำได้เพียงบอกว่าพวกเขาคิดมากไปเองและหลงตัวเองเกินไปเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขาจะได้ยินบทสนทนาระหว่างเฉินอิ่วกับเพื่อนร่วมโต๊ะ หล่อนจึงหันขวับกลับมาทันที
"นี่ เฉินอิ่วใช่ไหม"
เฉินอิ่วมองไปที่เด็กสาวตรงหน้า หล่อนเป็นเด็กสาวที่มัดผมหางม้า มีกระขึ้นเล็กน้อยบนใบหน้า และมีรูปหน้าค่อนข้างใหญ่ ทว่ามีคำกล่าวไว้ว่าไม่มีหญิงสาววัยสิบแปดปีคนใดที่อัปลักษณ์ แม้ว่าเด็กสาวในวัยแรกรุ่นคนนี้จะไม่ได้งดงามเป็นพิเศษ แต่หล่อนก็มีเสน่ห์แบบเด็กสาวข้างบ้านอยู่ไม่น้อย
"ฉันได้ยินมาว่านายลาหยุดไปสามวันเหรอ"
เด็กสาวคลี่ยิ้มพลางเม้มปาก "ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง"
"ฉันสบายดี"
หัวใจของเฉินอิ่วไหววูบ เขาเผยรอยยิ้มขัดเขินออกมาทันที "จะว่าไป ฉันเหมือนจะได้ยินมาว่ามีคนอื่นในห้องของเราลาหยุดเหมือนฉันด้วยใช่ไหม"
สิ้นคำถามของเฉินอิ่ว เขาก็เห็นแก้มของเด็กสาวขึ้นสีแดงระเรื่อราวกับผลแอปเปิลที่สุกงอม ในขณะเดียวกันหล่อนก็รีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว และน้ำเสียงก็แผ่วเบาราวกับเสียงยุง "นายหมายถึงหวังปินเหรอ ฉัน... ฉันได้ยินจากอาจารย์ที่ปรึกษามาว่า เขาดูเหมือนจะย้ายโรงเรียนไปแล้วนะ..."
"ย้ายโรงเรียนงั้นเหรอ ทั้งที่ใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเนี่ยนะ"
เฉินอิ่วเลิกคิ้วขึ้น พลางจดจำชื่อของหวังปินไว้ในใจเงียบๆ ชื่อนี้ฟังดูเหมือนผู้ชาย หรือว่าเขาจะเป็น สรรพนาม เขา ที่อยู่ในบันทึกประจำวันของเจ้าของร่างเดิมกันแน่
เดิมทีเฉินอิ่วอยากจะถามต่อ แต่เด็กสาวแถวหน้าหลังจากตอบคำถามเสร็จก็รีบหันกลับไปทันที ใบหน้าของหล่อนแดงก่ำด้วยความอาย และไม่สนใจเขาอีกเลย
หล่อนเขินงั้นเหรอ เป็นเพราะรอยยิ้มของฉันหรือเปล่านะ
เฉินอิ่วแสดงสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นก็มองไปที่ที่นั่งว่างในแถวที่สามอีกครั้งแล้วถามเพื่อนร่วมโต๊ะว่า "หวังเสี่ยวเฟย นายแน่ใจนะว่าหวังปินย้ายโรงเรียนไปแล้ว"
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฉันไม่ได้มีเรื่องอะไรต้องไปข้องแวะกับเขาเสียหน่อย"
หวังเสี่ยวเฟยมองเฉินอิ่วอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่เฉินอิ่วเข้ามาขัดจังหวะการอ่านหนังสือของเขาเป็นหนที่สอง "เขาไม่ได้มาโรงเรียนตลอดสามวันนี้เลย โอกาสสูงมากที่เขาจะย้ายไปแล้วจริงๆ"
"อ้อ"
เฉินอิ่วพยักหน้ารับ เช่นนั้นแล้ว ที่นั่งว่างในแถวที่สามตรงนั้นก็เป็นของหวังปินนั่นเอง
เขาอาจจะเป็นผู้ลงนามในสัญญาของสมุดบันทึกเล่มก่อนหน้า แต่ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในบ่ายวันนั้นเมื่อสี่วันก่อน เจ้าของร่างเดิมจึงได้รับสมุดบันทึกเรื่องราวแปลกประหลาดเล่มนี้มา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเขียนข้อความเหล่านั้นในเวลาต่อมา
ดังนั้น ตามกฎแห่งการทำสัญญาของสมุดบันทึกเรื่องราวแปลกประหลาด หวังปินก็คงจะตายไปแล้วใช่ไหม
เฉินอิ่วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำเตือนสามข้อที่อาจารย์ที่ปรึกษาหวังเฟิงบอกกับเขา และการคาดเดาของเขาก็ยิ่งหนักแน่นขึ้น เพียงแต่ว่า... เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในวันนั้น
เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมโต๊ะและเด็กสาวแถวหน้าต่างไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย เฉินอิ่วจึงมั่นใจว่าตอนที่หวังปินตายน่าจะไม่มีคนอยู่รอบข้างมากนัก มิฉะนั้น ข่าวการตายของเขาก็คงไม่เงียบหายไปจนถึงตอนนี้
เดี๋ยพก่อนนะ...
ทว่าในวินาทีต่อมา เฉินอิ่วก็ล้มล้างการตัดสินใจก่อนหน้านี้ของตนเองทันที
หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสี่วันก่อนแทนค่าด้วยตัวอักษรปริศนา บางทีหวังปินอาจจะไม่ใช่ผู้ลงนามในสัญญาคนก่อนก็เป็นได้
พฤติกรรมของเขาก็สอดคล้องกับคนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ปริศนานั้นทุกประการ เช่นเดียวกับเจ้าของร่างเดิม เขาเองก็คงได้เห็นหรือได้ยินสิ่งที่ไม่น่าเชื่อบางอย่าง จึงได้ตัดสินใจย้ายโรงเรียนหนีไปใช่หรือไม่
ทว่าไม่ว่าเขาจะเป็นผู้ลงนามในสัญญาหรือไม่ เขาก็มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับเหตุการณ์ปริศนาเมื่อสี่วันก่อนอย่างแน่นอน...
ความคิดเหล่านี้แล่นผ่านเข้ามาในสมุดบันทึกของเขาไม่หยุดหย่อน ตอนนี้เฉินอิ่วสามารถยืนยันได้แล้วว่ามีคนอย่างน้อยสองคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปริศนานั้น คนหนึ่งคือตัวของเขาเอง และอีกคนก็คือหวังปินคนนี้
เมื่อคิดได้ดังนี้ เฉินอิ่วก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างกระจ่างแจ้ง หากหวังปินตายไปแล้ว นั่นหมายความว่าเขาคือผู้ทำสัญญาคนก่อน แต่ถ้าเขายังไม่ตาย เขาจะต้องรู้เรื่องราวเบื้องลึกที่แท้จริงของเหตุการณ์ปริศนานั้นอย่างแน่นอน และสิ่งเดียวที่เขาต้องทำก็คือการตามหาตัวหวังปินให้พบ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เฉินอิ่วก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาทันทีแล้วค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของหวังปินในรายชื่อผู้ติดต่อ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องผิดหวังก็คือ เขารับรู้ถึงความโดดเดี่ยวของเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง เพราะไม่มีรายชื่อของหวังปินอยู่ในโทรศัพท์เลย
เดิมทีเขาอยากจะถามเพื่อนร่วมโต๊ะโดยตรง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสืออย่างเคร่งเครียด ในที่สุดเขาก็ยั้งปากไว้ แล้วเปลี่ยนไปสะกิดเด็กสาวแถวหน้าที่เพิ่งจะคุยกับเขาเมื่อสักครู่แทน
"มีอะไรเหรอ"
เด็กสาวรีบหันกลับมา มองเขาด้วยความสงสัย
"ขอเบอร์โทรศัพท์ของหวังปินหน่อยสิ เขาค้างเงินฉันอยู่น่ะ"
เฉินอิ่วเอ่ยอ้างอย่างหน้าไม่อาย "ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะแอบย้ายโรงเรียนหนีไป หวังว่าเงินของฉันคงจะไม่สูญเปล่าหรอกนะ"
"ฉัน... ฉันไม่มีเบอร์ของเขาหร้อย"
เด็กสาวดูประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมทว่าก็ยังคงส่ายหน้าอย่างซื่อๆ
"เฉินอิ่ว นายเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วย"
แต่ในตอนนั้นเอง เพื่อนร่วมโต๊ะของเด็กสาวแถวหน้าก็หันกลับมาเช่นกัน หล่อนเพ่งมองเฉินอิ่วด้วยสายตาแปลกๆ "ฉันมีเบอร์ของหวังปิน เดี๋ยวฉันส่งให้นายเอง"
"ตกลง"
เฉินอิ่วพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า "ฉันเปลี่ยนไปตรงไหนเหรอ เธอบอกฉันหน่อยได้ไหม"
เพื่อนร่วมโต๊ะของเด็กสาวแถวหน้าก็เป็นเด็กผู้หญิงเช่นกัน ทว่าหล่อนแต่งตัวสไตล์ทอมบอย ตัดผมสั้น ผิวขาว ดวงตากลมโต และริมฝีปากบาง ดูมีสง่าราศีราวกับวีรสตรีอยู่ไม่น้อย
หล่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "นายเปลี่ยนไปมากเลยล่ะ อย่างน้อยปกติเวลามีเรียนนายก็ไม่เคยพูดมากขนาดนี้"
"บางทีอาจเป็นเพราะฉันกำลังร้อนใจน่ะ ก็นะ ฉันมันคนถังแตกนี่นา"
เฉินอิ่วคลี่ยิ้ม และในวินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือ ข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนแถบการแจ้งเตือน
หัวหน้าห้องจางซิน ได้ส่งหมายเลขโทรศัพท์ของหวังปินมาให้เรียบร้อยแล้ว
ที่แท้หล่อนก็คือหัวหน้าห้องงั้นเหรอ
แววตาของเฉินอิ่วสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะส่งยิ้มแสดงความขอบคุณไปให้หล่อน
หลังจากนั้น เฉินอิ่วก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย เขาทำเพียงนั่งรอให้ช่วงเวลาการอ่านหนังสือตอนเช้าสิ้นสุดลงอย่างเงียบๆ