- หน้าแรก
- มาร์เวล : จินตนาการของการเป็นพระเจ้า
- บทที่ 28 : ทำลายหมู่เรือบรรทุกเครื่องบิน
บทที่ 28 : ทำลายหมู่เรือบรรทุกเครื่องบิน
บทที่ 28 : ทำลายหมู่เรือบรรทุกเครื่องบิน
บทที่ 28 : ทำลายหมู่เรือบรรทุกเครื่องบิน
โครมมม!
เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหว ม่านเมฆสีดำหมุนวนครอบคลุมทั่วท้องฟ้า สายฟ้าฟาดแสงวาบกลางความมืด อากาศปั่นป่วนแปรเปลี่ยนเป็นพายุรุนแรง ซัดคลื่นยักษ์กระหน่ำทะเลอย่างเกรี้ยวกราด
ท่ามกลางหายนะระดับนี้ กำลังพลกว่า 25,000 นายของหมู่เรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็ไม่ต่างจากมดปลวกที่ไร้ทางต้าน
เครื่องบินรบที่ทะยานอยู่เหนือฟ้าเริ่มเสียการควบคุมทีละลำ จากแรงลมมหาศาล กระแสอากาศปั่นป่วน และคลื่นแม่เหล็กจากสายฟ้าที่ฟาดซ้ำไม่หยุด นักบินแต่ละคนรีบส่งสัญญาณกลับไปยังหอควบคุมกลาง ขออนุญาตลงจอดฉุกเฉินโดยด่วน
เสียงหวีดร้องและความโกลาหลดังกระหึ่มทั่วดาดฟ้าเรือ ทหารเรือต่างแตกตื่นต่อหายนะที่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว
ที่ศูนย์บัญชาการกลาง แอดมิรัลดาริล พลเรือเอกผู้บัญชาการสูงสุดยืนตระหง่านบนสะพานเดินเรือ มือข้างหนึ่งถือกล้องส่องทางไกลความแม่นยำสูง จ้องมองท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ประกาศเตือนภัยระดับแดงทันที!”
“รับทราบครับ ท่านผู้บัญชาการ!”
“นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?! ทีมนักอุตุนิยมบอกว่าอีกสองวันจะอากาศแจ่มใสไม่ใช่รึไง?! แล้วพวกนั้นทำบ้าอะไรอยู่กันแน่?!”
น้ำเสียงของดาริลแฝงความโกรธจัด สีหน้าถึงกับซีดเซียว
ตัวเรือเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นทุกขณะ ดาริล ผู้มีประสบการณ์ในท้องทะเลกว่าสองทศวรรษ รู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่พายุธรรมดา
แม้เรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ชั้นนิมิตซ์จะออกแบบมาให้ต้านพายุระดับ 12 และยังสามารถปฏิบัติการได้ในสภาพคลื่นระดับ 5 แต่ตอนนี้กับลมกรรโชก คลื่นยักษ์ และปรากฏการณ์ฟ้าผ่าไม่หยุดหย่อนไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่ามันจะต้านได้นานแค่ไหน
ในขณะที่เขากำลังจะออกคำสั่งถอนกำลัง
เสียงกรีดร้องดังก้องขึ้นท่ามกลางเสียงคลื่น เสียงลม และเสียงฟ้าร้อง ตามมาด้วยเสียงระเบิด พร้อมเปลวไฟที่สาดวาบตรงหน้า
แอดมิรัลดาริลเบิกตากว้าง
เบื้องหน้าที่ทอดยาวออกไป ท้องฟ้ามืดมิดดุจรัตติกาลแปรเปลี่ยนเป็นสนามรบกลางเวหา
เครื่องบินรบหลายลำถูกสายฟ้าฟาดจนระเบิดกลางอากาศ บางลำเสียหายจากคลื่นแม่เหล็ก บ้างก็ถูกพายุกรรโชกฉุดกระชากร่วงลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง
และไม่ใช่แค่เครื่องบิน…
บนเรือบรรทุกเครื่องบินเอง ทหารเรือจำนวนมากที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ ถูกพายุโหมกระหน่ำซัดหายวับไปกับคลื่นลมในพริบตา
“พระเจ้า...นั่นมันอะไรกัน?!”
ที่ศูนย์บัญชาการกลางของเรือ หนึ่งในทหารเรือชี้นิ้วไปเบื้องหน้า แม้ร่างกายจะโงนเงนจากแรงสั่นสะเทือน แต่เสียงของเขากลับตะโกนออกมาด้วยความตกตะลึงสุดขีด
“ข้างหน้า…!”
ทุกสายตาหันไปตามทิศทางที่เขาชี้ และในชั่วขณะเดียวกัน สีหน้าของทุกคนก็ซีดเผือดไร้สีเลือด
สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ...เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์อีกลำ กำลังลอยอยู่เหนือผิวน้ำ
มันไม่ได้แล่น แต่ ลอย ราวกับมีแรงลึกลับยกมันขึ้นจากทะเล ร่างทหารนับพันที่เคยหนาแน่นดั่งมดดำ และเครื่องบินรบที่เคยจอดเรียงรายบนดาดฟ้า กำลังถูกแรงนั้นฉุดลากตกลงสู่ทะเลทีละราย
และ ณ จุดไกลสุดสายตา เบื้องบนของเรือที่ลอยอยู่ มีร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ท่ามกลางสายฟ้าฟาดรอบทิศ ราวกับเทพเจ้าที่เหี้ยมโหด ดวงตาเย็นชาไร้ซึ่งความเมตตา มองการล่มสลายของชีวิตนับพันด้วยความเฉยเมยดั่งไม่แยแส
ไม่เพียงเท่านั้น เขายื่นมือออกมาเพียงเล็กน้อย
ทันใดนั้น เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ลำนั้นก็ถูกแรงที่มองไม่เห็นบีบเข้าอย่างรุนแรง เปลือกเหล็กหนาถูกบีบอัดจนบิดงออย่างโหดเหี้ยม กองเรือซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผลงานอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถูกบีบอัดจนแตกกระจาย
แสงเพลิงระเบิดสว่างวาบกลางท้องฟ้า มอดไหม้จนกลายเป็นเพลิงวิญญาณ พร่างพรายทั่วนภา แสงสีแดงฉานแผ่กระจายทั่วท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้ม และตราตรึงลึกลงในจิตวิญญาณของผู้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ความหวาดกลัวและสิ้นหวังแผ่ซ่านไปทั่วหมู่ทหารเรือที่เข้าร่วมการฝึก แม้กระทั่งเหล่านายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างก็ไม่อาจยืนหยัดต้านทานต่อแรงสั่นสะเทือนในจิตใจได้
พวกเขาได้แต่จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกโพลง สมองเหมือนหยุดคิดไปชั่วขณะ
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่มีใครรู้ ก่อนที่เสียงพร่าของความสิ้นหวังจะเริ่มดังขึ้นจากในฝูงชน
“ปีศาจ...ต้องเป็นปีศาจแน่ ๆ…”
“เราตายหมดแน่ ไม่มีใครรอด เราจะถูกฝังที่นี่...ใต้ทะเลนี่แหละ”
“ใครก็ได้ช่วยฉันที...ฉันยังมีลูกกับภรรยารออยู่ที่บ้าน…”
“ฉันไม่อยากตาย...ฉันไม่อยากตาย…”
เสียงเพ้อคลั่งเริ่มดังขึ้นรอบทิศ หลายคนล้มลงบนดาดฟ้า บางคนปล่อยให้ร่างกายไถลไปตามแรงสั่นของเรืออย่างไม่สนใจใด ๆ อีกต่อไป
แม้แต่ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองเรือ แอดมิรัลดาริล ก็ไม่ต่างกัน
เขาพยายามยืดตัวขึ้น ท่ามกลางเรือที่โคลงเคลงอย่างน่าหวาดหวั่น ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
“พวกเราผิดไปแล้ว...เราทั้งหมดผิดไปหมดแล้ว...เราท้าทายสิ่งที่ไม่ควร...นี่คือการลงทัณฑ์จากพระเจ้า...พวกเราทุกคนจะตายใต้สายตาของพระองค์…”
“ความเย่อหยิ่ง และความเขลา...สุดท้ายเราก็ต้องชดใช้...ฮะ ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”
เสียงหัวเราะของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ดาริลลืมแม้แต่จะออกคำสั่งโต้กลับ เขาเสียใจ...เสียใจอย่างสุดหัวใจ
ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของการฝึกครั้งนี้ เขารู้หน้าที่ของตัวเองดี รู้ว่าต้องวางแผน คาดการณ์ และควบคุมทุกสถานการณ์
เขาคิดว่าการฝึกครั้งนี้จะราบรื่น ไม่มีอะไรเกินคาด
แต่สิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยก็คือการปรากฏตัวของผู้ที่สามารถลบล้างอำนาจทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ได้ในพริบตา
เขาเคยคิดว่า “เทพเจ้า” เป็นเพียงเรื่องแต่ง เป็นเพียงตำนานที่ไม่มีอยู่จริง
แต่บัดนี้ เมื่อเขาเห็นร่างเล็กนั้น ยืนอยู่เบื้องหน้าวังวนของพายุและฟ้าคะนอง เรียกพลังแห่งพายุให้มาอยู่ใต้บัญชา มองดูเครื่องบินที่ไม่อาจกลับฐานตกลงสู่ทะเล พร้อมกับยกเรือบรรทุกเครื่องบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า และบีบมันจนแตกสลายด้วยมือเปล่า
ภาพนั้นเหมือนฝันร้าย...และเขารู้ดีว่าเขาจะไม่มีวันลืม
เขาเชื่อเสียด้วยซ้ำว่าแม้เขาตายไป วิญญาณของเขาก็จะถูกจองจำ ต้องเผชิญกับความพิโรธของพระเจ้า และทนทุกข์ทรมานภายใต้เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์เป็นนิรันดร์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เมื่อเขารู้สึกได้ว่าเรือที่เคยอยู่ใต้ฝ่าเท้ามาเกือบทั้งชีวิต กำลัง “ลอย” ขึ้นจากผิวน้ำเช่นกัน ดาริลก็มั่นใจในสิ่งนั้นทันที
เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น เรือยังคงโยกไหว แต่เขากลับสงบนิ่ง
ผู้บัญชาการทหารเรือผู้ทรงอำนาจสูงสุดของมนุษยชาติ วางหน้าลงบนพื้นเหล็กเย็นเยียบอย่างนอบน้อม และเอ่ยคำสารภาพบาปต่อหน้าพระเจ้าผู้สูงสุด
โครมมม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นหู มาพร้อมเสียงบีบอัดที่แหลมคมฉีกอากาศ
แล้วสติสัมปชัญญะของดาริลก็ดับวูบไปในขณะนั้นไม่ต่างจากทหารและนายทหารทุกคนบนเรือลำเดียวกัน