เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 : เจ้าเคยเห็นความสยดสยอง... แต่ไม่เคยเผชิญหน้ากับมันจริงๆ

บทที่ 19 : เจ้าเคยเห็นความสยดสยอง... แต่ไม่เคยเผชิญหน้ากับมันจริงๆ

บทที่ 19 : เจ้าเคยเห็นความสยดสยอง... แต่ไม่เคยเผชิญหน้ากับมันจริงๆ


บทที่ 19  เจ้าเคยเห็นความสยดสยอง... แต่ไม่เคยเผชิญหน้ากับมันจริงๆ

“ฉันไม่เชื่อว่านายจะแก้ปัญหาได้”

โอฟีเลียเงยหน้าขึ้น ลมหายใจหอมเย็นราวกล้วยไม้ ทว่ากลับให้ความรู้สึกราวกับงูพิษที่แลบลิ้นออกมาอย่างเย้ยหยัน “ฉันต้องการหลักฐาน”

“หลักฐานงั้นเหรอ?”

เลออนยิ้มบาง ก่อนจะหันหลังให้เธอแล้วเดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องทำงานโอฟีเลียขมวดคิ้ว จ้องแผ่นหลังของเขาด้วยความไม่เข้าใจไม่รู้ว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร

“เมื่อปีก่อน ฉันสามารถจัดการเธอได้ด้วยพลังที่เหนือกว่า และบีบบังคับให้ยอมสยบ

แต่ฉันเลือกจะรออย่างอดทน

เพราะประเทศที่ฉันต้องการ ไม่ใช่ดินแดนที่เต็มไปด้วยความโลภ ความเสื่อมทราม ความยากจน อาชญากรรม ความบิดเบี้ยว และความโกลาหลเช่นนี้”

“ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เธอเข้าใจว่าเป็นการต่อสู้นั้นเล็กเกินไปเพราะเกมที่แท้จริง มันไม่ได้เริ่มต้นที่นี่ โอฟีเลีย”

“เธอเคยเห็นความสยดสยอง... แต่ไม่เคยเผชิญหน้ากับมันโดยตรงเลยสักครั้ง”

โครม!!

ในวินาทีนั้นเองขณะที่คำพูดสุดท้ายจบลง พลังอำนาจอันน่าหวาดกลัวก็ปะทุขึ้นจากร่างของเลออน

พลังงานมหาศาลราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง แผ่ขยายออกมาอย่างไร้ขอบเขตทั้งท่าเรือแมดริโพร์ ไปจนถึงผืนน้ำรอบนอก ล้วนสั่นสะเทือนรุนแรงราวแผ่นดินไหว

ทะเลคลั่ง ฟองคลื่นเดือดพล่านประชาชนทั้งเมืองไม่ว่าจะเป็นอาชญากรผู้เปื้อนเลือด หรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้ฉ้อฉลต่างทรุดตัวลงคุกเข่าภายใต้แรงกดดันมหาศาลนั้นอย่างไม่อาจขัดขืน

ครืน—!

เหนือศีรษะ เมฆดำมืดมิดรวมตัวแน่นขนัดเสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นกลางอากาศ สายฟ้านับพันพุ่งทะลุเมฆลงมาราวกับอัสนีบาตจากสวรรค์ กรีดฟ้าด้วยเสียงที่สามารถทำลายล้างสติของคนทั้งโลก

ราวกับเป็นสัญญาณแห่งหายนะ… ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ผืนดินสั่นสะเทือนหนักหน่วงทั้งคนและสัตว์ในแมดริโพร์ต่างรับรู้ถึงพลังบางอย่างที่ไม่อาจต้านทานได้

ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณสั่นสะท้านไปพร้อมกัน

บนยอดตึกสูงโอฟีเลียและเหล่าสมาชิกแก๊งไวเปอร์ที่แท้จริงคือทหารของไฮดร้าต่างคุกเข่าลงกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

แม้แต่เมลินาและเหล่าซูเปอร์โซลเยอร์ที่ไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรงยังต้องทรุดตัวลงตามสัญชาตญาณ

พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังอันเปี่ยมพลังของชายคนนั้นด้วยสายตาเคารพและคลั่งไคล้

พลังศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมานั้นห่างไกลเกินกว่าที่เจตจำนงของสิ่งมีชีวิตใดๆ จะต่อกรได้ช่องว่างระหว่างพวกเขากับเขา ไม่ได้อยู่แค่ในระดับพละกำลังแต่ลึกถึงวิญญาณ และพันธุกรรม

ทั้งประเทศตกอยู่ในความเงียบงันผู้คนที่เคยดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอด เริ่มได้ยินเสียงในจิตใจ ภาพของเทพเจ้าผู้ทรงเกียรติในชุดเกราะทองคำงดงาม ปรากฏขึ้นกลางความมืด

พร้อมเสียงอันหนักแน่นที่ดังก้องอยู่ในหัว

“ประชาชนของข้า... ข้าคือกษัตริย์ของเจ้า ข้าจะนำพาเจ้าออกจากระบบที่เสื่อมทราม โลภโมโทสัน และโสมมนี้แล้วพาเจ้าก้าวเข้าสู่รุ่งอรุณแห่งแสงสว่าง”

“ผืนแผ่นดินนี้... จะไม่มีที่ให้ความมืดเติบโตอีกต่อไป”

“จงโอบรับแสงที่เจ้าปรารถนา และสาบานในนามของข้า”

ตูมมม!

แสงสีทองเจิดจ้า ทะลุผ่านอาคาร พุ่งตรงสู่ฟากฟ้าในสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและปลาบปลื้ม

แสงนั้นพลันแหวกรัตติกาลออกเป็นริ้วทอง สะท้อนกลับขึ้นสู่ฟ้าราวแม่น้ำสายยาวที่ไหลเอื่อยเหนือหัว ส่องสว่างทั่วทั้งแมดริโพร์

ภายใต้สายน้ำแห่งแสงผู้คนที่เคยทุกข์ทรมานจากความหิวโหย โรคร้าย หรืออุบัติเหตุกลับฟื้นคืนร่างกาย

ผู้พิการเบิกตากว้าง มองแขนขาที่เคยขาดหายกลับงอกเงยร่างที่เคยผ่ายผอม กลับเปล่งปลั่งและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ทุกใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาพวกเขาคุกเข่าลง กราบไหว้ฟากฟ้า ชื่นชมแสงสีทองที่ไหลเอื่อยเหนือศีรษะราวความฝันอันงดงาม

จากความสับสน มึนงง เหมือนซากศพมีชีวิตพวกเขากลับได้พบกับรุ่งอรุณ… และความหวัง

“พระเจ้าอันยิ่งใหญ่ ขอบคุณในเมตตาและความกรุณา ขอบคุณที่นำแสงสว่างมาสู่พวกเราผู้จมอยู่ในความมืดมิด ข้าจะถวายทุกสิ่งที่มีแด่ท่าน”

“ขอบคุณท่าน… ขอบคุณที่ช่วยลูกสาวของข้าไว้”

“พระเจ้า ขอบคุณที่มอบแสงอันศักดิ์สิทธิ์แก่โลกใบนี้ ข้ายินดีถวายทั้งจิตวิญญาณและทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ามี”

ผู้คนที่จมอยู่ในความมืดมิดและสิ้นหวัง เมื่อต้องเผชิญกับแสงสว่างอันเจิดจ้าความเปลี่ยนแปลงรุนแรงของอารมณ์เช่นนั้น จะทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ศรัทธาที่จงรักภักดีที่สุดอย่างไม่อาจหวนกลับ

พวกเขาล้วนอยู่ในสภาพสิ้นไร้หนทางในประเทศนี้ ชนชั้นสูงใช้ชีวิตอยู่บนยอดปิรามิดแห่งความฟุ่มเฟือย

เมื่อความมั่งคั่งทางวัตถุถึงขีดสุด สิ่งที่พวกเขาไล่ล่ากลับไม่ใช่ความสุขแต่เป็นความบันเทิงที่บิดเบี้ยวและบาดลึกในระดับจิตวิญญาณ

และความต้องการแบบนั้น... มักแลกมาด้วยความเจ็บปวดของผู้อื่นเสมอ

ขณะที่ชนชั้นล่างส่วนใหญ่ กลับต้องเผชิญกับโรคภัย ความหิวโหยหรือแม้แต่อุบัติเหตุและความรุนแรงจากน้ำมือมนุษย์

ร่างกายของพวกเขาถูกกัดกร่อน ชีวิตของพวกเขาจมอยู่ในความมืดแม้จะพยายามลุกขึ้นสู้ ผลที่ได้รับกลับเป็นการถูกเหยียบซ้ำด้วยความโหดร้ายยิ่งกว่าเดิม

สุดท้าย... พวกเขาก็หมดเรี่ยวแรง เฉื่อยชา มึนงง เหมือนซากศพมีชีวิต

พวกเขาไม่เห็นอนาคต ไม่เห็นแม้แต่แสงปลายอุโมงค์

หลายคนมีลูกของตัวเองแต่ในชีวิตที่ยากแค้น เด็กเล็กเหล่านั้นกลับกลายเป็นภาระ

สิ่งแวดล้อมที่สกปรกคับแคบ อาหารที่ขาดแคลน สุดท้ายเด็กเหล่านั้นก็จบชีวิตลงในความโกรธหรือความชาเฉยของพ่อแม่ที่หมดหนทาง

แต่ในเวลานี้ผู้คนที่กำลังรอความตายเหล่านั้นกลับได้พบกับแสงสว่างไม่ใช่เพียงแสงริบหรี่แต่เป็นแสงสว่างที่ทรงพลังจนสามารถขจัดความมืดได้ทั้งมวล

สำหรับพวกเขา เมตตาของพระเจ้าและความหวังที่มอบให้อย่างไม่ตระหนี่ คือสิ่งที่ช่วยกอบกู้ทุกอย่างทั้งชีวิต ลูก เมีย หรือครอบครัวของพวกเขาเอาไว้

และในวินาทีนั้นเองพวกเขาก็พร้อมที่จะทุ่มเททุกสิ่งที่มีแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็จะไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เว้นแต่... ผู้ที่มีมลทินติดตัว ฆาตกรที่เปื้อนเลือด ผู้ที่แบกบาปเอาไว้ไม่ว่าชายหรือหญิงจะมั่งมีหรือยากจน มีอำนาจหรือไร้ตัวตน มนุษย์ธรรมดาหรือมิวแทนต์

ในความสิ้นหวังและความหวาดกลัวเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ก็จะเริ่มลุกไหม้จากกายและใจของพวกเขา

ภาพนั้นถูกส่งเข้าไปในจิตของทุกคนบาดแผลและความทรงจำอันน่าเกลียดที่พวกเขาเคยฝังกลบไว้พลันผุดขึ้นมา

ในสายตาที่เต็มไปด้วยทั้งความสุขและความเกลียดชังร่างกายและจิตวิญญาณของผู้มีบาป… ถูกเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน

และในชั่วขณะนั้นแผ่นดินที่เคยบ่มเพาะความมืดมิดแห่งนี้...ก็ได้เริ่มต้นการชำระล้างด้วยเปลวไฟอันบริสุทธิ์

จบบทที่ บทที่ 19 : เจ้าเคยเห็นความสยดสยอง... แต่ไม่เคยเผชิญหน้ากับมันจริงๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว