บทที่ 17
บทที่ 17
บทที่ 17
ไวเปอร์ยอมถอยทว่าด้วยนิสัยของเธอ หากมีโอกาสกลับมาแก้มือเมื่อใด เธอไม่มีวันปล่อยให้มันหลุดมือ
แต่ก่อนที่เธอจะก้าวออกจากห้องประชุม เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือค่ะ แต่คุณจะกลับไม่ได้...คุณโอฟีเลีย”
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของไวเปอร์เย็นเฉียบในทันที
“เธอไม่อยากคุยกับผู้นำของฉันหรือไง?”
เสียงของเธอขุ่นจัด ดวงหน้าเคร่งเครียดจนยากจะปิดบังความไม่พอใจ
“คุณ...”
ใบหน้าของไวเปอร์ซีดเผือดเล็กน้อยแต่เมื่อสบตากับหญิงสาวตรงหน้าอีกฝ่ายยังคงยิ้มบาง ราวกับไม่มีอะไรอยู่นอกเหนือการควบคุม
เธอจึงเข้าใจทันทีว่า...แม้จะเสียเปรียบด้านจำนวนคน แต่เกมจิตวิทยาและกลยุทธ์นั้น ฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่าเธอโดยสิ้นเชิง
“เขาคงกำลังจะมาถึง อย่าเพิ่งร้อนรนไปเลยค่ะ...คุณโอฟีเลีย”
จู่ ๆ วงแหวนสีทองหมุนวนก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศแสงสว่างอร่ามแผ่ซ่านทั่วห้องประชุม ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หยุดนิ่ง หันไปจับจ้องอย่างไม่กะพริบ
ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากกลางวงแหวนอย่างสง่างาม
หญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มลึกลับลุกขึ้นทันที พร้อมเหล่าทหารพิเศษที่ค้อมศีรษะลงต่ำ
เพื่อแสดงการต้อนรับ ราชาของพวกเขา
ไวเปอร์นิ่งค้างเมื่อสบตากับบุรุษผู้เพิ่งปรากฏตัวและนั่งลงอย่างสงบบนเก้าอี้หัวโต๊ะ แววตาของเธอสั่นไหว
เธอ “เห็น” สิ่งที่คนธรรมดาไม่มีทางมองเห็น
พลังงานที่ไม่อาจอธิบาย…
ศักดิ์สิทธิ์ เยือกเย็นและน่าสะพรึง
…
Princess Bar มาดรีปูร์
ในย่านสลัมที่เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมและความสิ้นหวัง บาร์แห่งนี้กลับเปล่งแสงเจิดจ้าเหมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย
สถานที่ซึ่งผู้คนยากจนยอมควักเงินสุดท้าย เพื่อแลกกับค่ำคืนแห่งความหลงลืม
แสงไฟหลากสีหลอมรวมกับเสียงเพลงดังสนั่นโต๊ะทุกโต๊ะแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ
ที่บาร์หน้าเคาน์เตอร์ ชายคนหนึ่งนั่งอยู่เงียบๆ เขาสวมแจ็กเก็ตหนังสีแดงเข้ม ร่างกายกำยำ ดุดัน ราวสัตว์ร้ายในคราบมนุษย ตาข้างหนึ่งถูกปิดด้วยผ้าคาดตาสีดำ สัญลักษณ์ของใครบางคนที่ต้องการปิดบังตัวตน
เขาชื่อ แพทช์ ชื่อปลอมของเขาและไม่มีใครกล้าถามชื่อจริง
รอบตัวเต็มไปด้วยเสียงเป่าปาก เสียงหัวเราะ และเสียงกระซิบของการต่อรองเบื้องหลังหญิงสาวในชุดแนบเนื้อเดินพลิ้วไปมาพร้อมถาดเครื่องดื่ม รับออเดอร์จากแขกที่เต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบาย
มันคือบรรยากาศที่วุ่นวาย ร้อนแรง และแฝงไปด้วยอันตราย
แต่ในความโกลาหลของค่ำคืนนี้ใครบางคนกำลังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เฝ้ารอจังหวะที่เหมาะสม...เพื่อเคลื่อนไหว
แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยเสียงเพลง ดนตรีกระหึ่ม และแสงไฟหลากสีวูบวาบไปทั่วบาร์แต่ความวุ่นวายเหล่านั้นกลับไม่อาจรบกวนชายผู้หนึ่ง ที่ยังคงจิบเหล้าเงียบ ๆ ราวกับโลกนี้มีเพียงเขาและแก้วในมือ
“เฮ้ นายขาโหด...มีคนรอเจออยู่นะ”
น้ำเสียงหวานดังขึ้นจากข้างหลังหญิงสาวในชุดบันนีเกิร์ลก้มตัวกระซิบที่ข้างหูของชายคนนั้น ขณะมือเรียวแตะลงบนไหล่เขาเบา ๆ
ชายคนนั้นหันไปมองตามปลายนิ้วของเธอบริเวณมุมบาร์ โซฟาหนังสีดำใต้แสงสลัวมีชายในสูทนั่งจิบวิสกี้อยู่คนเดียว
เขาวางแก้วลงแล้วลุกขึ้น “ขอบใจนะ…แต่อยากให้เธอบอกประโยคนี้กับฉันในบรรยากาศอื่นมากกว่า”
หญิงสาวหัวเราะเสียงใส “หืม? ที่รัก~ ฉันก็หวังแบบนั้นเหมือนกันแหละ”
เธอทิ้งรอยยิ้มไว้ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
ชายผู้นั้นเดินตรงไปยังโต๊ะมุมห้อง ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามชายในสูท ก่อนจะโยนซิการ์หนึ่งมวนให้เขา
“โอ’ดอนเนลล์”
“พักนี้ไม่ค่อยเห็นหน้านายนะ แพทช์”
แม้จะแต่งตัวเนี้ยบด้วยสูทเต็มยศ แต่ทรงผมยุ่งเล็กน้อยและบุคลิกสบาย ๆ ทำให้โอ’ดอนเนลล์ดูไม่ค่อยกลมกลืนกับเสื้อผ้าที่สวมใส่นัก
แต่เขาไม่แคร์ เขารับซิการ์มา ตัดปลายจุดไฟ สูดเข้าปอดแล้วพ่นควันออกอย่างพอใจ
“ช่วงนี้มีเรื่องให้จัดการนิดหน่อย ได้ยินว่าที่นี่ปีนี้ไม่ค่อยสงบเท่าไหร่”
ชายที่ชื่อแพทช์ยกแก้วขึ้นเคาะกับแก้วของอีกฝ่ายเบา ๆ สายตาเขาคมกริบ สงบนิ่ง
แต่ลึกลงไปภายในกำลังจับกลิ่นที่คนทั่วไปไม่มีทางสัมผัสได้
กลิ่นของสงคราม
ของอันตราย ...กลิ่นที่เขาคุ้นเคยดี
“ใช่แล้วล่ะ เพื่อนเก่าของนายดูจะไม่อยู่ในจุดที่ดีนัก”
“ไวเปอร์?”
แพทช์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขารู้จักผู้หญิงคนนั้นดี รู้ว่าภายใต้ความงดงามเย้ายวนนั้นมีพิษร้ายซ่อนอยู่มากเพียงใด เขาเคยช่วยเธอในวันที่เธอยังไม่มีอำนาจเช่นวันนี้และก็เป็นเขานั่นแหละ...ที่ช่วยให้ไวเปอร์ครอบครองมาดรีปูร์ได้สำเร็จ
แต่วันนี้...เธอกำลังตกที่นั่งลำบาก?
“เพราะมาดรีปูร์?”
“แน่นอน...คลื่นใต้น้ำแรงกว่าที่คิด นักเลงใหญ่ ๆ ในประเทศนี้ตายกันไปนับไม่ถ้วนแล้ว”
โอ’ดอนเนลล์ถอนหายใจ แม้เขาจะไม่ใช่คนธรรมดา แต่ในพายุที่รุนแรงขนาดนี้ เขายังไม่มั่นใจว่าจะเอาตัวรอดได้
ถ้าไม่ใช่เพราะมีเพื่อนอย่างแพทช์อยู่ตรงหน้า เขาอาจกำลังคิดเรื่องเผ่นหนีไปไกลจากที่นี่แล้วก็เป็นได้
“รู้ไหมว่าใครทำ?”
แพทช์นิ่งไปพักหนึ่ง สูดควันซิการ์ลึก แล้วพ่นออกช้า ๆ
“ไม่รู้...ปริศนาเกินไป จนฉันคิดว่าแม้แต่ไวเปอร์ก็คงยังไม่รู้ตัวว่าเจอกับใครเข้าแล้ว”
“งั้นก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ”
ทั้งไวเปอร์ และโอ’ดอนเนลล์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า ต่างก็เป็น ‘เจ้าถิ่น’ ของมาดรีปูร์—แต่กลับไม่มีใครมีข้อมูลอะไรเลยนั่นทำให้แพทช์เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล
“ว่าไงล่ะ...จะไม่ลงมือช่วยเลยเหรอ?”
โอ’ดอนเนลล์แกล้งถามยิ้ม ๆ
“ตอนแรก...ฉันกับเธอแค่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน เธอช่วยฉันครั้งหนึ่ง ฉันช่วยเธอคืน
ตอนนี้น่ะนะ...เราไม่มีอะไรเกี่ยวกันแล้ว”
แพทช์พูดเสียงเรียบ แต่ยังไม่ทันจบประโยค สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
เขาลุกพรวดขึ้น ยืนนิ่ง แล้วหันขวับไปยังมุมหนึ่งของบาร์ ตรงนั้นไม่มีอะไรเลย มีเพียงผนัง คนเต้น และเสียงเพลง
แต่โอ’ดอนเนลล์เห็นได้ชัดว่า...เพื่อนของเขากำลังตกอยู่ในสภาพไม่ปกติ
ดวงตาคมกริบของแพทช์เบิกกว้าง แววตาเปลี่ยนจากสงบเป็นดุร้ายราวสัตว์ป่าที่ได้กลิ่นศัตรูร้ายแรงกล้ามเนื้อของเขาตึงแน่น ราวกับร่างกายตอบสนองต่อภัยคุกคามที่มองไม่เห็น
โอ’ดอนเนลล์ลุกขึ้นยืนทันทีเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขารู้ว่าแพทช์กำลัง "รู้สึกบางอย่าง"
กลิ่น นั้น...แพทช์ได้กลิ่นมันสัญชาตญาณสัตว์ในตัวเขากำลังกรีดร้อง
มันอันตรายมากจนขนทั่วร่างลุกซู่ สมองเต็มไปด้วยสัญญาณเตือน เขากำหมัดแน่นแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกลัวที่แทบจะควบคุมไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะจิตใจที่แกร่งกล้าเกินมนุษย์เขาคงหันหลังวิ่งหนีออกจากบาร์
ออกจากมาดรีปูร์... หนีให้พ้นจากพลังลึกลับที่เขายังไม่รู้จัก
…
ณ ห้องทำงานสุดหรูบนชั้นสูงสุดของอาคารไวเปอร์
ชายหนุ่มผู้หล่อเหลา นั่งอยู่ตรงข้ามกับไวเปอร์ที่ปลายโต๊ะวงรี ยกแก้วขึ้นช้า ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังพึมพำกับตนเอง
“หืม...หมาป่านี่ไวจริง ความรู้สึกเฉียบคมใช้ได้”
เพียงแค่หันไปมองทางมุมหนึ่งของเมือง...เพียงแค่หนึ่งแววตาก็ทำให้สัตว์นักล่าในบาร์อีกฝั่งของเมืองรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลราวกับโดนขึงร่าง
แพทช์กัดฟันเสียงคำรามต่ำลอดออกมาจากลำคอกรงเล็บเหล็กสามเล่มพุ่งพรวดออกจากหลังมือสัญชาตญาณนักล่า...กำลังถูกปลุกขึ้น