- หน้าแรก
- มาร์เวล : จินตนาการของการเป็นพระเจ้า
- บทที่ 8 : เทพเจ้าในร่างมนุษย์
บทที่ 8 : เทพเจ้าในร่างมนุษย์
บทที่ 8 : เทพเจ้าในร่างมนุษย์
บทที่ 8 : เทพเจ้าในร่างมนุษย์
ทั้งสองยังคงยืนอึ้งโดยเฉพาะเคซิเลียส ที่แววตาเต็มไปด้วยประกายลุกวาวราวคนพบศรัทธาใหม่
เขาจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแน่นิ่งด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ผสมกันระหว่างความตื่นตะลึงและความเลื่อมใส
“จอมเวทย์แอนเดอร์! จอมเวทย์เคซิเลียส! เจอรอยแยกแล้ว!”
จอมเวทย์คนหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมชี้ไปยังแนวซากปรักหักพังในระยะไกลทุกคนหันขวับไปตามเสียง และสิ่งที่ปรากฏในสายตา...คือ
รอยแยกมิติขนาดมหึมามีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 50 เมตร สูงกว่า 200 เมตรแผ่รังสีม่วงดำออกมาเป็นระลอก เต็มไปด้วยพลังชั่วร้ายและลางร้ายที่ชวนขนลุก
“ไป!”
แอนเดอร์พยักหน้าให้เลออนเล็กน้อย ก่อนวิ่งนำกลุ่มจอมเวทย์ตรงไปยังรอยแยกทันที
เลออนยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ เปลือกตาปิดลงเล็กน้อย พลังสัมผัสแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งเมืองราวสายลมที่ไร้ตัวตน
เขารับรู้ได้ทันทีใต้ซากสิ่งปลูกสร้างที่พังทลายลงมายังมีชาวเมืองอีกมากที่ติดอยู่ภายใน
เพียงพริบตาเดียว พลังจิตอันหนักแน่นก็แผ่ซ่านออกจากตัวเขาเศษหิน เศษไม้ และซากกำแพงถูกยกขึ้นลอยอย่างนุ่มนวล
ร่างของผู้รอดชีวิตค่อย ๆ ถูกเคลื่อนย้ายออกมา วางลงบนพื้นที่ปลอดภัยด้วยความแม่นยำ
ที่รอยแยก จอมเวทย์ทุกคนยืนเรียงแถวใบหน้าเคร่งเครียด มือทั้งสองข้างขยับร่ายอักขระอย่างเชี่ยวชาญก่อนจะรวมพลังเวทแล้วผลักออกไปข้างหน้าในจังหวะเดียวกัน
เส้นพลังเวทสีทองปรากฏขึ้นกลางอากาศทอดยาวไปยังขอบรอยแยก ราวกับกำลังเย็บผนึกแห่งมิติให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
แต่ทันใดนั้นเสียงคำรามโบราณอันมืดมิดก็ดังก้องขึ้นจากอีกฟากของรอยแยกและแล้ว ลำแสงพลังงานสีม่วง ขนาดใหญ่ก็พุ่งทะลุออกมาตรงเข้าใส่จอมเวทย์ทุกคนอย่างไร้ปรานี
แอนเดอร์ เคซิเลียส และจอมเวทย์คนอื่น ๆ หน้าซีดเผือดสัมผัสได้ถึง "ความตาย" ที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา
เวลาราวกับหยุดหมุน ลมหายใจติดขัด ทุกอย่างเหมือนจะดับลงในชั่วขณะ
แต่ก่อนที่มันจะทันแตะต้องพวกเขา…
เสียงระเบิดดังกึกก้องสะเทือนทั้งมิติ
“กลับไปยังโลกของแกซะ”
โครมมม!!
เลออนปรากฏตัวราวกับทะลุเข้ามาในมิติหมัดที่สวมถุงมือทองคำเปล่งพลังศักดิ์สิทธิ์ฟาดใส่ลำแสงม่วงในพริบตาเดียว
กระแสพลังอันรุนแรงสาดกระจายลำแสงแห่งความตายถูกปัดกลับราวของเล่นแสงสีม่วงไหลย้อนกลับเข้าสู่รอยแยก พร้อมแรงลมหมุนกรรโชกจนพื้นดินสั่นสะเทือน
เลออนยืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหลผมดำพลิ้วไหว ผ้าคลุมสีฟ้าสะบัดแรงราวเทพเจ้าผู้ลงมาจุติ
เสียงคำรามอันเก่าแก่ดังสะท้อนออกมาอีกครั้งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด โกรธแค้น และ...ความหวาดกลัว
แม้หัวใจจอมเวทย์ทุกคนจะยังสั่นไหวกับเหตุการณ์เฉียดตายแต่พวกเขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยดวงตาแน่วแน่ร่วมมือกันร่ายเวทเพื่อปิดรอยแยกให้สมบูรณ์
และที่ด้านหน้า เลออนยังคงยืนสงบนิ่งเหมือนเสาหลักแห่งจักรวาลที่ยืนขวางประตูนรก
เขาไม่ได้เอ่ยอะไร แต่รัศมีอันมั่นคงของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกว่า…ตราบใดที่เขายังอยู่ที่นี่ไม่มีอะไรทำลายพวกเขาได้
ไม่นานนัก... รอยแยกมิติกว้างหลายร้อยเมตรก็ค่อย ๆ ปิดตัวลง ผืนฟ้าข้างหน้ากลับมาเงียบสงบอีกครั้งราวกับมันไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
เมื่อทุกอย่างจบลงเหล่าจอมเวทย์ถอนเวทในมือลงพร้อมกันทุกคนหอบหายใจหนัก อะดรีนาลีนยังพุ่งพล่านการดิ้นรนระหว่างความเป็นและความตาย ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
เลออนหันหลังกลับแววตากวาดไปยังกลุ่มชาวเมืองที่แอบมองจากมุมไกล จากนั้นเขาหันไปมองบรรดาจอมเวทย์ตรงหน้ามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตามีรอยยิ้มจาง
“ลาก่อน...เหล่าจอมเวทย์”
ไม่มีคำพูดฟุ่มเฟือยใด ๆ ร่างของเขากลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
แล้วหายลับไปในพริบตา
“ว้า...พูดจาสั้นดีจัง” แอนเดอร์ที่เพิ่งยกมือขึ้นเตรียมเอ่ยอะไร ต้องลดมือลงอย่างช่วยไม่ได้
“เขาเท่มากเลย…”
จอมเวทย์หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งมองตามลำแสงนั้นแล้วพึมพำเบา ๆ สำหรับเธอ เหตุการณ์ครั้งนี้คงจะตราตรึงไปตลอดชีวิต
เด็กหนุ่มในเกราะทองคำผู้สง่างามดั่งเทพเจ้า...จะไม่มีวันเลือนหายจากความทรงจำของเธอ
“ไม่น่าเชื่อเลย ว่าบนโลกจะมีใครแบบเขาอยู่จริง...เกราะนั่น...ฉันแค่เห็นก็รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และสง่างามเหลือเกิน”
“บางที...เราควรรายงานเรื่องนี้ให้จอมเวทย์สูงสุดทราบ”
“อืม เก็บซากปีศาจให้เรียบร้อย แล้วนำร่างของจอมเวทย์แอนดี้กับสโนว์กลับไปด้วย”
เคซิเลียสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เบื้องหลังเปลือกตาที่ก้มลงเล็กน้อย...มีบางอย่างลุกไหม้เงียบ ๆ ในดวงตา
“รับทราบค่ะ...จอมเวทย์เคซิเลียส”
หลังจากนั้นจอมเวทย์ทุกคนร่วมกันเก็บกวาดซากศพปีศาจนำร่างของสหายผู้ล่วงลับกลับไปด้วยความเคารพเปิดประตูเวทมนตร์ แล้วหายตัวกลับไปอย่างเงียบงัน
เมืองทั้งเมืองกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน...เหล่าชาวเมืองที่เคยหลบซ่อนใต้ดิน เริ่มค่อย ๆ เปิดฝากำบังย่างเท้าออกมาสู่ถนนกลางเมืองและได้เห็นแสงอาทิตย์อีกครั้ง
เสียงหัวเราะและรอยยิ้มเริ่มกลับคืนแม้บนใบหน้าจะยังเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยแผลจากซากตึกแต่สำหรับพวกเขาแค่มีชีวิตอยู่ ก็คือปาฏิหาริย์แล้ว
“ดูสิ! บนถนนมีคนเยอะเลย”
“เฮ้! พวกเขายังมีชีวิตอยู่ รีบช่วยกันหน่อย!”
“ทำไมพวกเขาไปอยู่ตรงนั้นกันล่ะ? ดูสิ…เต็มไปด้วยฝุ่น รอยแผลเต็มตัว เหมือนถูกซากตึกทับเลย…แต่ใครเป็นคนช่วยพวกเขาออกมา?”
ชาวเมืองต่างเข้ามาช่วยเหลือกันด้วยความสงสัยแต่แล้วมีเสียงตะโกนตื่นเต้นแว่วขึ้น
“ฉันเห็นเขา! ฉันเห็น ‘เทพเจ้า’!”
เสียงนั้นมาจากเด็กชายผมทอง หน้าตายังเต็มไปด้วยสิวเขายืนตะโกนด้วยแววตาเปล่งประกาย
“เจมส์! อย่าพูดเพ้อเจ้อสิ”
“ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ! ฉันเห็นกับตา! เทพเจ้าสวมเกราะทองคำ เขาช่วยพวกเราไว้ เขานำเหล่านักรบ อืม...หรืออาจจะเป็นจอมเวทย์ เข้ามาจัดการปีศาจนั่น!”
แม้จะมีคนค้าน แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นตามมา
“เจมส์พูดจริง! ฉันก็เห็น! เทพเจ้าในเกราะทองคำปรากฏตัว...เขากำจัดพวกปีศาจ และขจัดบางสิ่งที่น่ากลัวมากด้วย!”
“ฉันก็ได้ยินเสียงคำรามเหมือนปีศาจด้วย!”
“ฉันด้วย...ฉันเชื่อเจมส์”
เสียงเห็นด้วยเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ผู้รอดชีวิตต่างมองหน้ากัน
เมืองของพวกเขาเพิ่งผ่านการรุกรานจากหมอกปีศาจมีคนมากมายเสียชีวิตและพวกเขาเองก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกใบนี้
ถ้าปีศาจมีอยู่จริงแล้วเทพเจ้าจะไม่มีได้อย่างไร?
เด็กหนุ่มในเกราะทองคำ…เขาคือใคร?
…
อีกด้านหนึ่งของเมืองที่บ้านหลังหนึ่ง
“มันเป็นความคิดของเลออนนะ ฉันแค่ลองเฉย ๆ...เชื่อฉันเถอะที่รัก”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งพยายามแก้ตัวแม้จะพูดด้วยท่าทีมั่นใจ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความอยากรู้อยากเห็นเขาให้ลูกชายใช้พลังพาเขาลอยขึ้นฟ้าและผลลัพธ์คือ...ความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากภรรยาที่ไม่เคยได้ "ลอง" แบบนั้นเหมือนกัน