เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 โหดเหี้ยม

บทที่ 39 โหดเหี้ยม

บทที่ 39 โหดเหี้ยม


เมื่อครู่นี้ความคิดยังปรับเปลี่ยนไม่ทัน หยวนอิงเพียงรู้สึกไปตามสัญชาตญาณว่าจางอีอีเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนฉี พลังฝีมืออ่อนด้อยกว่าพวกเขาทุกคน ทั้งยังไร้อาวุธในมือ ย่อมต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษสักหน่อย

แต่นางกลับลืมไปว่า ยามนี้ทุกคนล้วนไม่อาจใช้พลังปราณได้ ระดับฐานตบะบำเพ็ญสูงต่ำจึงไร้ความหมายไปนานแล้ว

มิน่าเล่าคนของสำนักอวิ๋นเซียนถึงไม่ได้คิดจะดูแลจางอีอีเป็นพิเศษเลย ดูจากตอนนี้แล้วก็มิใช่ว่าพวกเขาจะไร้เยื่อใยต่อศิษย์ร่วมสำนักอย่างที่นางคิดไปเสียทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกเขารู้ซึ้งถึงพลังฝีมือของจางอีอีเป็นอย่างดีต่างหาก

ยามนี้ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเขาล้วนต่อสู้กันเหมือนมนุษย์ธรรมดา ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผู้ใดมีร่างกายแข็งแกร่งกว่า หมัดแข็งกว่า ผู้นั้นจึงจะมีความได้เปรียบมากกว่า

เกรงว่านางคงจะมองผิดไปตั้งแต่แรก จางอีอีดูบอบบางนุ่มนวล ทว่าหาใช่อ่อนแอไร้ประโยชน์ดั่งเช่นที่เห็นภายนอกไม่ แม้จะเป็นเพียงระดับเลี่ยนฉีก็ย่อมไม่ด้อยไปกว่าระดับจู้จีอันใดแน่

มิเช่นนั้นแล้ว พวกตาเฒ่าสำนักอวิ๋นเซียนเหล่านั้นก็มิใช่คนโง่เง่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะส่งศิษย์สืบทอดสายตรงมาส่งตายอย่างไร้ค่าจริงๆ

หนูทรายกลายพันธุ์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหยวนอิงหรือคนอื่นๆ ต่างค่อยๆ เข่นฆ่าจนดวงตาแดงก่ำ ลืมเลือนตัวตนไปสิ้น นอกจากการทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อต่อสู้รักษาชีวิตรอดแล้ว ก็ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือไปห่วงใยผู้อื่นอีกเลย

ในตอนที่ทุกคนเหนื่อยล้าจนแทบจะทนไม่ไหว หนูทรายกลายพันธุ์ตัวสุดท้ายก็ล้มลงสิ้นใจตายไปจนหมดสิ้นในที่สุด ทะเลทรายผืนนี้แทบจะถูกย้อมจนกลายเป็นสีเลือด

หนูทรายกลายพันธุ์เกือบเจ็ดร้อยตัวตายเรียบไม่มีเหลือ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนให้คลื่นเหียน ซากศพที่เละเทะกองอยู่ทุกหนทุกแห่ง ฉากเบื้องหน้าดูราวกับขุมนรกแห่งการสังหารหมู่ก็มิปาน

ทุกคนถูกหนูทรายกลายพันธุ์บีบบังคับให้มารวมตัวกันอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจมานานแล้ว หลังจากนับจำนวนคนคร่าวๆ ก็พบว่า นอกจากคนของสำนักอวิ๋นเซียนและสำนักหลีซานที่ไร้รอยขีดข่วนแล้ว สำนักอื่นกลับมีผู้บาดเจ็บล้มตายถึงครึ่งหนึ่ง

ผู้ที่สูญเสียชีวิตไปส่วนใหญ่นั้นล้วนเป็นเพราะตอบสนองไม่ทันในตอนแรก จึงถูกหนูทรายกลายพันธุ์กัดตายในความตื่นตระหนก ซ้ำร้ายยังมีบางคนถูกกรงเล็บและฟันอันแหลมคมของสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นควักหัวใจผ่าท้อง ตายอย่างน่าสยดสยองยิ่งนัก

หลังจากนั้นผู้ที่ตายก็ลดน้อยลงมาก ล้วนตายเพราะหมดเรี่ยวแรงหรือเสียเลือดมากเกินไป

แต่ไม่ว่าจะตายด้วยวิธีใด ท้ายที่สุดผู้ที่สิ้นใจไปเหล่านั้นล้วนถูกฝูงหนูทรายกลายพันธุ์แทะกินจนเหลือเพียงโครงกระดูกขาวโพลน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจู้จีผู้สง่างามกลับกลายมาเป็นอาหารของฝูงสัตว์อสูรระดับต่ำเช่นนี้ ช่างเป็นการตายที่อยุติธรรมและน่าคับแค้นใจยิ่งนัก

เดิมทีมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้รวมทั้งสิ้นยี่สิบสี่คน ทว่ายามนี้กลับเหลือเพียงสิบสี่คนเท่านั้น

เป็นเพียงฝูงสัตว์อสูรระดับหนึ่งกลับทำให้พวกเขาบาดเจ็บล้มตายไปเกือบครึ่ง ความจริงข้อนี้ทำให้ผู้ที่รอดชีวิตอยู่ทั้งหมดอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดผวา

เพราะพวกเขาทุกคนล้วนรู้ดีว่า นี่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

พลังปราณยังไม่รู้ว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้เมื่อใด ก่อนหน้านั้น หากในทะเลทรายแห่งนี้มีสิ่งใดที่ร้ายกาจโผล่มาสักหน่อยก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาสิ้นชื่อได้แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้พวกเขาก็ไม่ต่างอันใดกับมนุษย์ธรรมดา จำเป็นต้องกินดื่มเพื่อรักษากลไกของร่างกาย ในถุงเก็บของแม้นจะมีเตรียมไว้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ติดตรงที่เมื่อไม่อาจใช้พลังปราณได้ก็เปิดไม่ออก กลายเป็นเพียงของประดับไปโดยปริยาย

เผลอๆ อาจไม่ต้องรอให้เจออันตรายอื่นใด ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเขาคงได้อดตายหรือกระหายน้ำตายทั้งเป็นไปเสียก่อนก็เป็นได้

"พักสักหน่อยเถิด!"

"เหนื่อยแทบตายอยู่แล้ว!"

พลังกายถูกผลาญไปอย่างมหาศาล เส้นประสาทที่ตึงเครียดก็มาถึงขีดจำกัด ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะเหล่านี้ไหนเลยจะมามัวห่วงภาพลักษณ์อันใดกันอีก เลือกลงนั่งกลางซากศพสัตว์อสูรที่คาวคลุ้งไปทั่วบริเวณ หอบหายใจแฮกๆ

"ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน พักอีกหนึ่งก้านธูปแล้วรีบไปทันที"

ม่อเยี่ยนปรับลมหายใจให้สงบลง ก่อนจะเอ่ยสั่งการกับศิษย์น้องหญิงร่วมสำนักทั้งสองและคนของสำนักหลีซานทั้งสามอย่างเรียบง่าย

เมื่อกวาดสายตาผ่านจางอีอี เขาอดไม่ได้ที่จะหยุดมองนานสักหน่อย ความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาชั่วครู่ ทว่ากลับมาสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว

ด้วยความผิดปกตินี้ ทำให้คนอื่นๆ มองไปทางจางอีอีตามสัญชาตญาณ ชั่วขณะนั้น ทุกคนอดไม่ได้ที่จะชะงักงันตามไปด้วย

ยามนี้พวกเขากลับเพิ่งพบว่า รอบกายจางอีอีเต็มไปด้วยซากศพของหนูทรายกลายพันธุ์กองพะเนิน ทั้งซากศพเหล่านี้ยังแตกต่างจากที่พวกเขาเป็นคนลงมือสังหารอย่างสิ้นเชิง

นี่ไม่เพียงแต่จะฆ่าได้มากกว่าพวกเขาทุกคน ทว่าสภาพศพยังสมบูรณ์ ไร้ซึ่งร่องรอยบาดแผลหรือเลือดสดๆ แม้แต่น้อย

พอมองก็รู้แล้วว่าจางอีอีไม่ได้ใช้อาวุธ แต่ใช้หมัดซัดจนตายทั้งเป็น ล้วนเรียบง่ายและป่าเถื่อนยิ่งนัก

ทว่าผู้ที่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้กลับเป็นเพียงดรุณีน้อยที่ดูขาวผ่องบอบบาง อายุอานามอย่างมากก็เพียงสิบแปดสิบเก้าปี ใบหน้าและร่างกายสะอาดสะอ้าน ไม่ได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนคราบเลือดไปทั่วตัวจนดูทุลักทุเลสุดบรรยายเช่นเดียวกับพวกเขา

คนส่วนใหญ่ล้วนไม่รู้จักจางอีอี ทว่าความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ ทำให้พวกเขาแอบทึ่งอยู่ลึกๆ สำนักอวิ๋นเซียนมีบุคคลเช่นนี้เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน?

จางอีอีรับรู้ถึงความนัยลึกซึ้งในสายตาของทุกคนที่มองมายังนางได้ทันที

นางไม่อยากดูแปลกแยกเกินไปในเวลาเช่นนี้ จึงเป็นฝ่ายอธิบายออกไปว่า "ข้าเคยหลอมกายามา ถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญกายา เมื่อไม่อาจใช้พลังปราณได้ ร่างกายข้าย่อมได้เปรียบแข็งแกร่งกว่าพวกท่านอยู่บ้างเป็นธรรมดา"

คำอธิบายเช่นนี้นับว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือทีเดียว ในเมื่อเป็นผู้บำเพ็ญกายา ยามนี้จะเก่งกาจกว่าพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

นอกจากบางคนที่ยังคงมีความคิดเป็นอื่นและลอบมองจางอีอีเพิ่มอีกหลายครา คนอื่นๆ ล้วนเก็บความประหลาดใจเมื่อครู่นี้กลับไป ไม่ได้ให้ความสนใจมากมายอีก

"สหายเต๋าม่อ ตอนนี้เหลือกันเพียงสิบสี่คน ไม่ทราบว่าพวกข้าจะขอติดตามพวกท่านไปด้วยได้หรือไม่? อย่างน้อยก่อนที่พลังปราณจะฟื้นคืนก็จะได้ช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน"

ไม่นานนัก ก็มีคนประสานมือคารวะ เอ่ยถามม่อเยี่ยนอย่างมีมารยาท

ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อจากนี้ไปก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอันตรายอันใดอีก มีคนเพิ่มมาหนึ่งคนก็เพิ่มพละกำลังขึ้นอีกหนึ่งส่วน ความหวังที่จะรอดชีวิตก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

ม่อเยี่ยนย่อมเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่ได้ขอความเห็นจากศิษย์น้องหญิงทั้งสองและคนสำนักหลีซานทั้งสามเพิ่มเติม เพียงพยักหน้ารับปากไปตามตรง

"ร่วมทางน่ะได้ ทว่าในระหว่างนี้ พวกเจ้าต้องเชื่อฟังการจัดการของข้า และหากพบเจออันตรายอีกก็รับผิดชอบชีวิตตนเอง อย่าได้หวังว่าผู้ใดจะเจาะจงไปช่วยชีวิตพวกเจ้า"

เขาพูดได้ตรงไปตรงมาและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ทว่าก็มิอาจตำหนิได้

พูดให้ระคายหูสักหน่อย อย่าว่าแต่ยามนี้ทุกคนจะไม่อาจใช้พลังปราณได้ราวกับมนุษย์ธรรมดาเลย ต่อให้ระดับการบำเพ็ญเพียรจะยังอยู่ เมื่อเจอเรื่องยุ่งยาก ก็ไม่อาจใจดีถึงขั้นไปช่วยเหลือคู่แข่งที่ไม่มีความสัมพันธ์อันใดด้วย

คนอื่นๆ ได้ฟังก็ย่อมไม่มีความเห็นขัดแย้ง การมารวมตัวกันชั่วคราวเช่นนี้ถึงจะเรียกว่าปกติ

"ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร?"

จางอีอีเข้าไปนั่งข้างหยวนอิง แล้วกระซิบถามข้างหูเสียงเบา

'คนผู้นั้น' ที่นางพูดถึงก็คือคนที่ออกหน้าถามม่อเยี่ยนเมื่อครู่นี้ ซึ่งก็คือคนเดียวกันกับที่เป็นผู้ส่งเสียงเรียกสติทุกคนในยามที่หนูทรายกลายพันธุ์เริ่มโจมตีเป็นครั้งแรก

"ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วเป็นคนของสำนักจิ่วหลิง แต่คงเป็นเพียงศิษย์ชั่วคราวเท่านั้น"

หยวนอิงมองตามสายตาของจางอีอีไป จึงเข้าใจได้ว่าเหตุใดอีอีถึงได้สังเกตคนผู้นี้เป็นพิเศษ

นางอธิบายต่อว่า "สิ่งที่เรียกว่าศิษย์ชั่วคราวนั้น ความจริงก็คือผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ถูกว่าจ้างมาด้วยราคาสูงชั่วคราวเพื่อให้ช่วยสำนักจิ่วหลิงแย่งชิงอาวุธเซียน"

ส่วนเรื่องที่ว่าคนผู้นี้มีชื่อแซ่ว่ากระไร นางก็ไม่แน่ใจนัก ทว่าดูแล้วไม่ธรรมดาเลย

เมื่อเผชิญกับอันตรายก็ไม่ตื่นตระหนก มีประสบการณ์โชกโชน ทั้งฝีมือก็ไม่ด้อย ไม่รู้เลยว่าสำนักจิ่วหลิงไปเสาะหาต้นกล้าชั้นดีเช่นนี้มาจากที่ใด

รอจนออกจากดินแดนลี้ลับได้อย่างราบรื่นแล้ว หากเป็นไปได้นางก็อยากจะดึงดูดผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้มาเข้าสำนักอยู่เหมือนกัน

จบบทที่ บทที่ 39 โหดเหี้ยม

คัดลอกลิงก์แล้ว