- หน้าแรก
- พลิกโลกเวทมนตร์เสื่อมสลายด้วยมานาไร้ขอบเขต
- บทที่ 57 ทะเลแห่งฉันทามติ
บทที่ 57 ทะเลแห่งฉันทามติ
บทที่ 57 ทะเลแห่งฉันทามติ
"เวทมนตร์บทใหม่ที่คุณค้นพบเป็นเวทมนตร์วงแหวนที่เท่าไหร่? แล้วเป็นสายไหน?"
"วงแหวนที่หนึ่ง สายก่อพลังครับ" ลินน์ตอบทันที
ลูคพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืน "พอดีเลย ตอนนี้ห้องประเมินเวทมนตร์ไม่มีคน คุณตามผมมาสิ ผมจะประเมินให้คุณเอง"
ทั้งสองจึงเดินไปยังห้องประเมินเวทมนตร์ด้วยกัน ระหว่างทางลูคอธิบายให้ลินน์ฟังอย่างละเอียด
"ขั้นตอนการยื่นขอจดสิทธิบัตรเวทมนตร์ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ก็มีเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่บ้าง โดยจะต้องตัดสินจากปริมาณความรู้ด้านเวทมนตร์ที่ผู้ค้นพบครอบครอง
"หากผู้ค้นพบแค่บังเอิญสัมผัสโดนความรู้ด้านเวทมนตร์เพียงหยิบมือ และร่ายเวทมนตร์บทนั้นสำเร็จเป็นครั้งคราว แบบนั้นจะไม่สามารถจัดทำเป็นหนังสือเวทมนตร์ให้ผู้อื่นอ่านได้ จึงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะยื่นขอจดสิทธิบัตรเวทมนตร์
"กรณีที่พบเห็นได้บ่อยกว่าคือ ผู้ค้นพบมีความรู้ด้านเวทมนตร์อยู่บ้างและสามารถทำความเข้าใจจนใช้เวทมนตร์บทนั้นได้อย่างเชี่ยวชาญ ก็จะอาศัยความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นมาสร้างเป็นหนังสือเวทมนตร์คุณภาพต่ำได้ เมื่อถึงตอนนั้นก็จะสามารถยื่นขอจดสิทธิบัตรเวทมนตร์ได้ แต่ค่าสิทธิบัตรมักจะไม่สูงนัก
"แน่นอนว่า แม้จะหาได้ยากแต่ก็ยังมีกรณีที่สามอยู่ นั่นคือผู้ค้นพบมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเวทมนตร์บทใหม่นั้นเป็นอย่างดี และก้าวไปสู่ระดับแตกฉานได้อย่างรวดเร็ว ก็จะสามารถนำไปสร้างเป็นหนังสือเวทมนตร์คุณภาพระดับกลางถึงสูงได้ มูลค่าของสิทธิบัตรเวทมนตร์ประเภทนี้จะสูงกว่ามากทีเดียว"
ที่แท้ก็ยังมีรายละเอียดซับซ้อนขนาดนี้... ลินน์ทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้เงียบๆ
เวทวงแหวนน้ำแข็งของผมสืบทอดมาจากคัมภีร์เวทโดยตรง น่าจะไปถึงระดับแตกฉานแล้วล่ะมั้ง แค่ไม่รู้ว่าสมาคมจะประเมินยังไงกันนะ?
ห้องประเมินเวทมนตร์มีขนาดเล็กกว่าห้องสอบมาก แถมยังไม่มีหน้าต่างเลยสักบาน ดูไม่ต่างอะไรกับห้องปิดตายแคบๆ
ลูคเปิดโคมไฟแร่เวทมนตร์ อาศัยแสงสลัวๆ ลินน์จึงพอมองเห็นการตกแต่งภายในห้องได้คร่าวๆ
ผนังทั้งสี่ด้านรวมถึงพื้นและเพดาน ล้วนถูกวาดด้วยลวดลายเวทมนตร์อันซับซ้อน ลินน์เพียงแค่ปรายตามองก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย
"ลวดลายเวทมนตร์พวกนี้ยังเร็วเกินไปสำหรับคุณในตอนนี้ อย่าจ้องมองพวกมันนานเกินไปล่ะ" ลูคยิ้มและเตือนช้าไปก้าวหนึ่ง
เขาพาลินน์เดินลึกเข้าไปในห้อง จนถึงข้างเก้าอี้เอนหลังทำจากหินที่มีรูปทรงดูเก่าแก่โบราณ และสลักลวดลายซับซ้อนไว้เต็มไปหมดเช่นกัน
เขาเดาะลิ้นเบาๆ น้ำเสียงแฝงความเย้ยหยัน "รสนิยมของพวกตาแก่หอคอยฟ้านี่หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ เอาแต่อ้างว่าวัสดุดั้งเดิมจะกระตุ้นพลังวิญญาณได้ง่ายกว่า ผมว่าพวกเขาก็แค่จนจนชินชาไปแล้วมากกว่า..."
เมื่อเห็นสีหน้าพินิจพิเคราะห์ของลินน์ เขาก็เปลี่ยนเรื่อง ชี้ไปที่เก้าอี้หินแล้วแนะนำว่า "นี่คืออุปกรณ์เวทมนตร์ที่หอคอยฟ้าประดิษฐ์ขึ้น เมื่อผ่านอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็จะสามารถเชื่อมต่อไปยังมิติเร้นลับที่พวกเขาเรียกว่า 'ทะเลแห่งฉันทามติ' ได้ ขั้นตอนการประเมินของคุณจะจัดขึ้นที่นั่น"
ลินน์รู้สึกสงสัยเล็กน้อย "ผมจะเข้าไปในทะเลแห่งฉันทามตินั่นในรูปแบบไหนครับ จิตสำนึก ร่างกาย หรือว่าร่างวิญญาณที่ลึกลับยิ่งกว่านั้น?"
ลูคผายมืออย่างจนปัญญา "ผมก็ไม่รู้หรอกนะ ถ้าคุณถามผมว่าไวน์ปอร์โลปีไหนรสชาติกลมกล่อมกว่ากัน หรือจะฆ่ายักษ์กินคนสองหัวอย่างง่ายดายได้ยังไง ผมคงให้คำตอบคุณได้ทันที แต่ถ้าเป็นเรื่องงานวิจัยวิชาการน่าเบื่อพวกนั้นของหอคอยฟ้าละก็ คุณถามผิดคนแล้วล่ะ
"แต่ผมบอกได้เลยว่าคุณวางใจได้ ที่นั่นผ่านการคัดกรองมาแล้ว ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่ทุกครั้งที่เข้าไปมันจะไม่ค่อยเหมือนกันสักเท่าไหร่ พอเข้าไปแล้ว คุณก็แค่ตั้งใจแสดงเวทมนตร์บทใหม่นั่นออกมา ทะเลแห่งฉันทามติจะสรุปผลออกมาอย่างชัดเจนตามการแสดงออกของคุณเอง"
ลินน์พยักหน้า "ระดับวงแหวนเวทมนตร์ที่อุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถทดสอบได้ น่าจะมีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ใช่ไหมครับ?"
เขาอยากรู้มากว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ทะเลแห่งฉันทามติ' นั้น จะได้รับผลกระทบจากเวทมนตร์จนถูกทำลายได้หรือไม่ ซึ่งมันจะช่วยเป็นหลักฐานพิสูจน์ทางอ้อมได้ว่า ตกลงแล้วมันเป็นแค่มิติมายาหรือเป็นพื้นที่ลึกลับที่มีอยู่จริงกันแน่
"อุปกรณ์ของเมืองเคอลินเครื่องนี้ทดสอบได้เฉพาะเวทมนตร์ระดับต่ำตั้งแต่ระดับสามลงมาเท่านั้น ถ้าถึงระดับสี่เมื่อไหร่ ก็ต้องไปที่สมาคมเวทมนตร์ของเมืองหลัวอันหรือไม่ก็หอคอยฟ้าแล้วล่ะ ส่วนขีดจำกัดสูงสุดที่มันจะรับไหวน่ะ ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน"
ลินน์พยักหน้ารับเล็กน้อย ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับคำตอบของลูค
แต่ในใจเขากลับเริ่มครุ่นคิดถึงอีกเรื่องหนึ่ง หอคอยขาวและหอคอยฟ้าไม่ได้ตั้งหอคอยจอมเวทของตัวเองในเมืองเคอลิน ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติ การตั้งหอคอยทองคำขึ้นมาก็เพื่อการซื้อขายมอนสเตอร์โดยเฉพาะเท่านั้น
แต่ในอาณาจักรย่าเซี่ย พันธมิตรสามหอคอยจำเป็นต้องคานอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา บาร์ตันและอัลดอล์ฟในฐานะบุคลากรของหอคอยจอมเวทระดับเดียวกับลูค จึงถูกเรียกตัวมาจากเมืองหลัวอันหลังจากที่สมาคมเวทมนตร์เมืองเคอลินก่อตั้งขึ้น
"หึหึ ความจริงแล้วคนที่ควบคุมอุปกรณ์ชิ้นนี้มักจะเป็นสมาชิกระดับอาวุโสของหอคอยฟ้าน่ะ แต่พออัลดอล์ฟได้ยินว่าผมดึงตัวคุณเข้าหอคอยทองคำได้แล้ว พอเจอหน้าผม เขาก็ทำหน้าเหมือนผมติดหนี้เขาสักร้อยเหรียญทอง ผมรับมือไม่ไหวจริงๆ..." ลูคพูดพลางยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง
ลินน์ไม่เห็นจะรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาดูรำคาญใจตรงไหน กลับรู้สึกว่าเขาดูได้ใจมากเสียด้วยซ้ำ
"ลินน์ ผมคาดหวังกับผลการประเมินของคุณมากเลยนะ รีบไปเถอะ"
ลินน์ไม่ลังเลอีกต่อไป เขารีบลงไปนอนบนเก้าอี้หิน ช่างแตกต่างจากรูปทรงที่ดูหยาบและเก่าแก่โบราณของมัน ความรู้สึกตอนที่ได้สัมผัสกลับสบายอย่างน่าประหลาด เพราะมันโค้งรับกับสรีระของร่างกายมนุษย์ได้พอดีเป๊ะ จนถึงขั้นทำให้เขารู้สึกนุ่มสบายเลยด้วยซ้ำ
ลูควางมือลงบนจุดที่เว้าลงไปและถ่ายเทพลังเวทเข้าไป ลวดลายเวทมนตร์บนเก้าอี้หินรวมถึงทั่วทั้งห้องก็เปล่งประกายแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา
จากนั้น ลินน์ก็รู้สึกเพียงว่ามีกระแสน้ำเย็นสดชื่นไหลเข้าสู่สมอง ทั้งร่างกายและจิตใจของเขาผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัว และดำดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว
ราวกับขนนกที่ค่อยๆ ร่วงหล่นจากที่สูง ร่วงหล่นลงไปยังสถานที่ที่ลึกและมืดมิดถึงขีดสุด
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ลินน์ก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในมิติอันแปลกประหลาดเสียแล้ว
ที่นี่กว้างใหญ่ไพศาลผิดปกติ ราวกับผืนทะเลสีฟ้าคราม ทว่ากลับเงียบสงบปราศจากเกลียวคลื่นแม้แต่น้อย
เขามองไปรอบทิศทาง ล้วนเป็นทิวทัศน์แบบเดียวกันหมด แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าทั้งด้านบนและด้านล่างสะท้อนภาพสีฟ้าเหมือนกันเป๊ะราวกับเป็นภาพสะท้อนในกระจก
เขาลองก้าวเดินไปสองสามก้าว ก็พบว่ามิติแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ราวกับว่าเขากำลังย่ำเท้าอยู่กับที่
แปลกจริงๆ ผมเหมือนจะอยู่ที่จุดศูนย์กลางตลอดเวลา ไม่มีการแบ่งทิศทางหรือระยะทาง ไม่ว่าจะเดินไปในทิศทางไหนไกลเท่าไหร่ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
แต่จิตสำนึกของเขาไม่ได้รับผลกระทบ เขายังคงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน และยังจำคำเตือนของลูคได้ดี
ลินน์ไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป เขารีบวาดลวดลายเวทมนตร์ในหัวเพื่อประกอบเป็นรูปแบบเวทมนตร์ และควบแน่น 'วงแหวนน้ำแข็ง' ออกมา
เมื่อผลึกน้ำแข็งควบแน่นและวงแหวนน้ำแข็งปรากฏขึ้น มิติประหลาดที่ชื่อว่า 'ทะเลแห่งฉันทามติ' ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหัน
ท่ามกลางมิติมายา เกล็ดน้ำแข็งนับไม่ถ้วนก่อตัวและสลายไปหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน บางครั้งก็ปรากฏเป็นวงแหวนน้ำแข็งหมุนวนเชือดเฉือน บางครั้งก็ควบแน่นเป็นใบมีดนับหมื่นเล่มพุ่งทะยานฟาดฟันไปมาอย่างอิสระ
ลินน์รู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณถูกกระตุ้นด้วยภาพเหล่านี้ เขาลองพยายามดึงดูดพลังธาตุน้ำแข็งอันพลุ่งพล่านที่กระจายอยู่ทั่วมิตินี้ พลันรู้สึกถึงแรงต้านทานมหาศาลราวกับมดตัวน้อยที่พยายามผลักก้อนหินยักษ์
'มิตินี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปตามการแสดงออกของผม การที่ลูคบอกให้ผมตั้งใจแสดงวงแหวนน้ำแข็งออกมาก็น่าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว หรือว่าสิ่งที่มิติเหล่านี้แสดงออกมา ก็คือรูปร่างที่เป็นรูปธรรมของความรู้ด้านเวทมนตร์ที่ผมครอบครองอยู่กันนะ?'
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลินน์ก็รวบรวมพลังจิตทั้งหมดไปที่การควบคุมเวทมนตร์
เวทมนตร์วงแหวนที่หนึ่ง เมื่อเทียบกับปรากฏการณ์เวทมนตร์ที่ปรากฏอยู่เต็มท้องฟ้าแล้ว นับว่าเรียบง่ายจนดูซอมซ่อ เขาควบคุมให้วงแหวนน้ำแข็งพุ่งตรงขึ้นไปบนที่สูง เพียงชั่วพริบตามันก็แทบจะกลมกลืนไปกับเกล็ดน้ำแข็งและดาบน้ำแข็งที่ดูแปลกประหลาดเหล่านั้น
พลังวิญญาณของเขาขยับไหว เขาตัดการทำงานของเวทมนตร์ วงแหวนน้ำแข็งก็แตกกระจายออกในทันที
ชั่วพริบตานั้น เกล็ดหิมะทั่วฟ้าก็โปรยปรายลงมา แต่ลินน์ที่อยู่ด้านล่างกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
นั่นมันเกล็ดหิมะที่ไหนกัน มันคือวงแหวนน้ำแข็งขนาดมหึมาจำนวนนับไม่ถ้วนที่แตกกระจายแล้วก่อตัวขึ้นใหม่ในทันที กำลังร่วงหล่นลงมาปกคลุมไปทั่วฟ้า ขอบวงแหวนที่หมุนด้วยความเร็วสูงราวกับใบมีดนับสิบล้านเล่ม เกรงว่าต่อให้เป็นมังกรยักษ์ที่หนังเหนียวและหนาที่สุดก็คงถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ได้เลย
แม้แต่ตัวลินน์เองก็ยังรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ไม่รู้เลยว่าเวทมนตร์อลังการงานสร้างขนาดนี้จะเป็นระดับวงแหวนที่เท่าไหร่กันนะ?
ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกเหมือนถูกดึงตัวออกมาอย่างแรง หลังจากวิงเวียนศีรษะไปวูบหนึ่ง เขาก็พบว่าตัวเองกลับมานอนอยู่บนอุปกรณ์เก้าอี้หินตัวนั้นอีกครั้ง
เวลานี้ลูคกำลังยืนเหม่อมองแสงสีฟ้าอมม่วงที่เข้มข้นจนถึงขีดสุดซึ่งส่องสว่างไปทั่วห้อง เมื่อเห็นลินน์ตื่นขึ้นมา เขาก็รีบพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นทันทีว่า:
"สมบูรณ์แบบมาก! ลินน์ ระดับความเข้าใจในเวทมนตร์บทใหม่ของคุณมันสมบูรณ์แบบสุดๆ ไปเลย!
"ถ้าระดับความเข้าใจของคุณไปถึงขั้นนี้ได้ ในอนาคตอันใกล้ คุณก็ยังสามารถก้าวไปได้ไกลกว่านี้ อาศัยรากฐานของเวทมนตร์บทนี้ไปดัดแปลงและประดิษฐ์เวทมนตร์ใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งมันยากกว่าการแค่ค้นพบเวทมนตร์เฉยๆ มาก แต่มันก็มีความหมายมากกว่าเช่นกัน!"