เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56 รายได้เพิ่มพูน

บทที่ 56 รายได้เพิ่มพูน

บทที่ 56 รายได้เพิ่มพูน


ลินน์ถามอย่างไม่เข้าใจ "หรือว่าเธอไม่สามารถเลือกเข้าร่วมหอคอยจอมเวทนอกเมืองหลวง หรือไปใช้ชีวิตอยู่ที่อื่นได้งั้นเหรอครับ?"

ลูคผายมือ "ผมก็เคยพูดไปแล้วว่า 'สามัญชนนำพาหายนะมาสู่ตัวเพราะครอบครองของมีค่า' พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ในตัวของคุณหนูอีไลก็ไม่ต่างอะไรกับทรัพย์สมบัติมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น คุณเองก็เป็นจอมเวทเหมือนกัน น่าจะเข้าใจดีว่าแรงกระตุ้นในการไขว่คว้าเวทมนตร์ระดับที่สูงขึ้นไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจระงับไว้ได้"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลินน์ก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คิดทำความเข้าใจความหมายของลูคได้

เขาจงใจส่งสารบางอย่างให้ตัวเอง หากอีไลไม่สามารถผ่านพิธีคัดเลือกผู้สืบทอด และไม่สามารถคว้าบรรดาศักดิ์ 'เอิร์ล' มาไว้ในมือของตัวเองได้ เช่นนั้นในอนาคตอันใกล้ เมื่อเธอเริ่มโดดเด่นในวงการเวทมนตร์ การที่เธอไม่มีบรรดาศักดิ์ใดๆ จะทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายภายใต้การจับตามองของราชวงศ์

เขาจงใจชักนำให้ผมช่วยอีไลผ่านการคัดเลือกงั้นเหรอ? ผมจะเชื่อใจเขาได้ไหม?

ความคิดของลินน์สว่างวาบสลับดับมอด ลังเลตัดสินใจไม่ถูก

เขาแสร้งทำเป็นถอนหายใจและกล่าวอย่างจนปัญญา "น่าเสียดายที่ผมเป็นเพียงจอมเวทขั้นต้นที่เพิ่งเลื่อนระดับมา คงช่วยอะไรคุณหนูอีไลไม่ได้หรอกครับ..."

ลูคขยับกรอบแว่นแล้วยิ้ม "ย่าเซี่ยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเวทมนตร์ และตระกูลเฟรย์ก็ย่อมให้ความสำคัญกับเวทมนตร์เช่นกัน จอมเวทผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นย่อมไม่อาจถูกมองข้ามได้"

"งั้นเหรอครับ?" ลินน์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ดูเหมือนจะสนใจมากจึงถามว่า "ถ้าอย่างนั้นคุณลูค คุณพอจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีคัดเลือกของตระกูลเฟรย์ไหมครับ?"

"รายละเอียดลึกๆ ผมก็ไม่ทราบหรอก แต่ผมได้ยินมาว่าบุตรธิดาทั้งสี่คนของเอิร์ลเฟรย์มีอายุไล่เลี่ยกัน ความสามารถด้านเวทมนตร์ก็พอๆ กัน คิดว่าความยากของการคัดเลือกคงไม่สูงมากนัก ทำไมล่ะ คุณอยากจะช่วยอีไลให้ผ่านการคัดเลือกงั้นเหรอ?"

ลินน์ยิ้มอย่างเขินอาย "ผมก็มีความคิดแบบนั้นอยู่บ้างครับ"

ลูคพยักหน้า "นั่นเป็นเรื่องดีนะ บางทีเมื่อมีความช่วยเหลือของคุณ โอกาสที่คุณหนูอีไลจะผ่านการคัดเลือกของตระกูลก็คงจะเพิ่มขึ้นไม่น้อย ท้ายที่สุดแล้วมันเกี่ยวพันถึงสิทธิ์ในการสืบทอดตำแหน่งเอิร์ล ไม่ใช่แค่การประลองพลังรบกันง่ายๆ แล้วจะตัดสินผลได้เลย"

นั่นหมายความว่าเอิร์ลเฟรย์จะให้ความสำคัญกับพรสวรรค์และศักยภาพมากกว่า และนี่ก็คือเหตุผลที่ลูคจงใจชักนำเขา? เขาอยากให้ผมเข้าร่วมฝ่ายของอีไล เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากเอิร์ลเฟรย์งั้นเหรอ?

แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคืออะไรกันแน่?

ลินน์ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน

พวกเขาสองคนน่าจะเพิ่งรู้จักกันวันนี้ รายงานที่ยื่นให้สมาคมเวทมนตร์ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มุ่งความสนใจมาที่ตัวเขา ดังนั้นลูคไม่น่าจะสังเกตเห็นเขาล่วงหน้าได้ นั่นหมายความว่าบทสนทนานี้ถูกตัดสินใจว่าจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเขาเข้ารับการประเมินและเปิดเผยพรสวรรค์ออกมาแล้วเท่านั้น

ลูคมาจากเมืองหลวง แต่เมื่อครึ่งปีก่อนกลับถูกสั่งย้ายมาที่เมืองเคอลินอย่างกะทันหัน... เรื่องนี้ช่างดูมีเงื่อนงำน่าสงสัย

ลินน์รู้สึกว่าเขาต้องหาโอกาสสืบหาเหตุผลที่ลูคถูกย้ายออกจากศูนย์ใหญ่หอคอยทองคำในเมืองหลวงเสียก่อน พยายามสะสางความสัมพันธ์เบื้องหลังของเขาให้กระจ่าง รวมถึงหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงใส่ใจเรื่องการคัดเลือกของอีไลมากขนาดนี้

เพียงแต่ด้วยเส้นสายของเขาในตอนนี้ การจะสืบเรื่องราวเหล่านี้ให้ชัดเจนคงเป็นเรื่องยากลำบากสักหน่อย

เอาเป็นว่า เฝ้าสังเกตอย่างใจเย็นและพลิกแพลงตามสถานการณ์ไปก่อน... เขาแอบตัดสินใจในใจ

อาหารบนโต๊ะเหลือเพียงน้อยนิด แม้ว่าส่วนใหญ่จะถูกลูคเขมือบลงท้องไปเพียงคนเดียวก็ตาม

"คุณลูค ขอบคุณที่เลี้ยงนะครับ สำหรับเรื่องที่คุณพูดถึง ผมจะรับไปพิจารณาอย่างจริงจังครับ" ลินน์กล่าวอย่างจริงใจ

แต่กลับเห็นลูคดื่มสุราสีใสในแก้วจนหมด เขาค่อยๆ วางแก้วลงแล้วช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่าย

"ลินน์ ความจริงคุณไม่ต้องเกร็งกับผมขนาดนี้หรอกนะ ยังไงซะ ผมก็ไม่ได้เหมือนกับตาแก่หัวโบราณอย่างบาร์ตันสักหน่อย..."

ขณะพูด เขาเลิกแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ ลินน์ถึงได้เห็นว่าบนแขนของเขามีรอยแผลเป็นอยู่ไม่น้อย

พวกมันตัดสลับกันไปมา มีทั้งสั้นและยาว ผิวหนังและเนื้อที่สมานกันแล้วดูเป็นรอยด่างพร้อยและบิดเบี้ยว

"อย่างที่คุณเห็น ภูมิหลังของผมไม่ได้สูงส่งอะไร แถมยังจัดว่าอยู่ในจุดที่ตกต่ำเอามากๆ ด้วยซ้ำ"

เรื่องนี้กลับเหนือความคาดหมายของลินน์เป็นอย่างมาก เขาคิดมาตลอดว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนที่มาจากตระกูลขุนนางเสียอีก แต่เมื่อลองคิดดูให้ดี ตั้งแต่การแต่งกายไปจนถึงกิริยาท่าทาง ลูคก็มีมุมที่ดูปรุงแต่งอยู่จริงๆ

ลูคยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก "ที่ผมตั้งใจเปิดเผยมุมนี้ให้เห็น ความจริงแล้วก็แค่อยากพิสูจน์เรื่องหนึ่งให้คุณเห็นว่า แม้จะมาจากภูมิหลังแบบผม ขอเพียงมีพรสวรรค์และความสามารถมากพอ ก็สามารถก้าวไปสู่ตำแหน่งที่ดีในหอคอยทองคำได้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น..."

เขากางมือขวาออก เผยให้เห็นแหวนเวทมนตร์สามวงที่มีลวดลายต่างกันและมีราคาแพงลิบลิ่ว

คำว่า "ผมรวยมาก" ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาให้เปลืองน้ำลาย

"เพราะฉะนั้น ลินน์ รับปากคำขอของผมเถอะ เข้าร่วมกับหอคอยทองคำซะ"

ต้องบอกเลยว่าลินน์ค่อนข้างหวั่นไหว จอมเวทอาวุโสผู้เป็นถึงประธานสมาคมเวทมนตร์ ยอมเปิดเผยจุดอ่อนต่อหน้าเขา นับได้ว่าเป็นความเชื่อใจที่เปิดอกคุยกันอย่างจริงใจเลยทีเดียว

แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่มีกับบาร์ตัน เขาก็ยังคงรู้สึกลังเลอยู่บ้าง

เมื่อเห็นดังนั้น ลูคก็ดันแว่นกรอบบางของตัวเองแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ

"เอาอย่างนี้แล้วกัน เรามาถอยกันคนละก้าว ลินน์ ผมหวังว่าจะได้รับคำสัญญาจากคุณ ขอแค่คุณนำผมกับบาร์ตันไปวางไว้บนตาชั่งทั้งสองฝั่งเพื่อชั่งน้ำหนักก็พอ ในเมื่อคุณอยากเข้าร่วมหอคอยขาวเพราะการดูแลเอาใจใส่ของบาร์ตัน งั้นผมก็จะคอยเพิ่มข้อเสนอให้เรื่อยๆ เชื่อเถอะว่าด้วยฐานะของผม ผลประโยชน์ที่มอบให้คุณได้ย่อมมีแต่จะมากกว่าเท่านั้น"

"คุณลูค พูดตามตรงนะครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงให้ความสำคัญกับผมขนาดนี้?"

ลูคยิ้มบางๆ "นี่เป็นการลงทุนระยะยาว ลินน์ โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนคนอัจฉริยะ แต่ผมเพิ่งเคยเห็นอัจฉริยะที่ไม่เอาแต่จมอยู่กับโลกของตัวเอง ทว่ายอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่เพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก"

ลินน์ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ จึงได้แต่พยักหน้ารับคำขอของอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้

เขาไม่คิดเลยว่าการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจตอนช่วยเหลือแบล็กในสมาคมเวทมนตร์ จะทำให้ลูคยอมรับในตัวเขาได้ถึงขนาดนี้

หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยเรื่องสัพเพเหระกันตามสบาย ก่อนที่ลินน์จะขอตัวลากลับ

สองวันต่อมา เขาขลุกอยู่แต่ในโรงแรมเพื่อฝึกฝนเวทมนตร์ นอกจากการอ่านหนังสือและฝึกซ้อมแล้ว เขายังพยายามซึมซับความรู้ด้านเวทมนตร์มหาศาลที่ได้รับจากดวงใจศักดิ์สิทธิ์แห่งธรรมชาติ ตอนที่ต่อสู้กับริเกลในป่าเสียงกระซิบไปด้วย

ทว่าความรู้เหล่านี้ดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกับดรูอิดอย่างลึกซึ้ง และต้องการความเข้ากันได้กับธรรมชาติในระดับที่สูงลิ่ว ด้วยสภาพของลินน์ในตอนนี้ ความคืบหน้าจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก

เช้าตรู่สองวันต่อมา จู่ๆ เขาก็ได้รับข้อความฝากบอกให้ไปยังสมาคมเวทมนตร์

"อะไรนะครับ? คุณบาร์ตัน คุณบอกว่าจะขอถอนคำชวนที่ให้ผมเข้าร่วมหอคอยขาว มันหมายความว่ายังไงครับ?"

ชายชราบาร์ตันเกาเส้นผมสีดอกเลาที่ถูกหวีจนเรียบแปล้ "ฉันหมายความว่า ฉันเองก็ขอแนะนำให้เธอเข้าร่วมหอคอยทองคำน่ะ"

เขาพยักหน้า สีหน้าดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล "ท่านประธานโน้มน้าวฉันจนได้ ทำให้ฉันเชื่อว่าหอคอยทองคำเหมาะกับเธอมากกว่าสมาคมหอคอยขาว"

ลินน์รู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง "คุณบาร์ตัน คุณคงไม่ได้ไปทำข้อตกลงอะไรกับเขากระมังครับ?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น บาร์ตันกลับยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก ถึงขนาดจับมือลินน์ไว้ด้วยความตื่นเต้น "ลินน์ ในที่สุด... ในที่สุดฉันก็จะได้กลับไปทำงานที่เมืองหลัวอันแล้ว"

เขาไม่อาจอธิบายให้ลินน์ฟังตรงๆ ถึงความดีใจของตัวเองในตอนนี้ได้ เมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะเกิดอุบัติเหตุบางอย่างขึ้น เขาจึงถูกสมาคมลงโทษและสั่งย้ายออกจากเมืองหลัวอัน ให้มาทำงานที่สมาคมในเมืองเคอลิน

และลูคก็รับปากว่าจะช่วยเขายกเลิกบทลงโทษนี้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือต้องยอมสละสิทธิ์ในการแย่งชิงตัวลินน์เข้าหอคอย

ซึ่งตามข้อตกลงระหว่างลูคและลินน์ ลินน์ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างหอคอยขาวและหอคอยทองคำ ทว่าตอนนี้ตาชั่งได้เอนเอียงไปข้างหนึ่งจนหมดแล้ว

"ไม่เป็นไรหรอกลินน์ หอคอยจอมเวทไม่ได้เป็นศัตรูกันชนิดที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เสียหน่อย พวกเรายังคงสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับเวทมนตร์กันได้บ่อยๆ"

สำหรับเรื่องนี้ ลินน์ไม่ได้รู้สึกลำบากใจอะไรนัก ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรด้านการศึกษาของหอคอยขาว หรือเส้นทางแห่งความมั่งคั่งของหอคอยทองคำ ล้วนมีประโยชน์ต่อเขามหาศาลทั้งสิ้น

การกระทำของลูคในครั้งนี้ ก็นับว่าช่วยลดขั้นตอนที่เขาต้องมานั่งปวดหัวคิดหนักไปได้

ณ ห้องทำงานประธานบนชั้นสองของสมาคมเวทมนตร์ ลินน์ได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าจากลูค

"ลินน์ ผมช่วยทำเรื่องขอค่าตอบแทนดีๆ จากภายในหอคอยทองคำให้คุณได้แล้วนะ เงินรายปีอยู่ที่ 20 เหรียญทอง สามารถเบิกล่วงหน้าได้ และจะเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งในสิบทุกๆ ปี หากมีการเลื่อนระดับอาชีพก็ยังจะก้าวกระโดดขึ้นไปอีกมาก"

สมกับเป็นสมาชิกของหอคอยทองคำจริงๆ แค่ตอนทักทายก็ยังคุยแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ

ทว่าลินน์ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไร ยิ่งพอบวกกับเงินรายปีในฐานะจอมเวทขั้นต้นของสมาคมเวทมนตร์จำนวน 15 เหรียญทองที่ลูคช่วยเรียกร้องให้เขาอีก ในตอนนี้รายได้การันตีต่อปีของเขาก็พุ่งพรวดกลายเป็น 35 เหรียญทองในรวดเดียว!

ลูคกลับไปนั่งหลังโต๊ะทำงาน จากนั้นก็ประสานมือเข้าด้วยกันแล้วกล่าวว่า

"เอาล่ะ สำหรับเรื่องการยื่นขอจดสิทธิบัตรเวทมนตร์ที่คุณเคยถามผมไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้เรามาคุยรายละเอียดกันได้แล้วล่ะ"

จบบทที่ บทที่ 56 รายได้เพิ่มพูน

คัดลอกลิงก์แล้ว