เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 49: คลุมเครือ

ตอนที่ 49: คลุมเครือ

ตอนที่ 49: คลุมเครือ


ตอนที่ 49: คลุมเครือ

ยันต์วิญญาณใบหนึ่งลอยออกจากถุงเก็บของตรงเอวของหวังฝู

เขาไม่ได้เอ่ยคำอะไรขณะพลังวิญญาณถ่ายทอดเข้าไปในยันต์ ยันต์ซึ่งเดิมเป็นของธรรมดาจะแผ่กลิ่นอายสีดำออกมา จากนั้นจึงลุกไหม้โดยปราศจากเปลวเพลิง ซึ่งเปลวเพลิงสีดำกลืนกินยันต์ก่อนจะก่อตัวเป็นวังวนแห่งความมืดในอากาศธาตุที่ลอยเหนือภูตผีจำนวนมากในท้ายที่สุด

วังวนมีความกว้างประมาณหนึ่งจั้งขณะค่อยหมุนไปมา มันมืดมิดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายภูตผีราวกับมีประตูบานหนึ่งเชื่อมต่อสู่โลกอีกใบที่ไม่รู้จัก ทันทีที่วังวนก่อตัวขึ้น ภูตผีจำนวนมากคล้ายกับพบบ้านเกิดของตัวเองขณะเผยสีหน้ากระตือรือร้นออกมา ทว่าวังวนคงอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งอึดใจ มันส่งเสียงคลิกแล้วค่อยหดตัวลงประหนึ่งจะปิดลงในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ

“เปิดมันให้ข้า”

หวังฝูตะโกนขณะพลังวิญญาณถูกส่งเข้าสู่วังวนอย่างบ้าคลั่ง จิตเทวะของขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสิบสามเข้าผสมโรงเช่นกัน ทำให้วังวนที่กำลังจะปิดตัวเกิดการชะงัก แต่ถ้ามองอย่างละเอียดก็จะยังเห็นว่าวังวนยังคงปิดตัวอยู่

“หากไม่ไปเกิดใหม่ตอนนี้แล้วจะไปตอนไหน”

สิ้นเสียงตะโกนดังลั่นของหวังฝู ภูตผีจำนวนมากพุ่งไปข้างหน้าขณะกลายเป็นจุดแสงสว่างก่อนจะเข้าสู่วังวน

ไช่หลานมองฉากนี้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า แต่นางกลายเป็นภูตผีไปแล้ว จึงทำให้ร่ำไห้โดยปราศจากน้ำตา

“ขอบคุณผู้มีพระคุณ ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทน หวังว่าจะได้พบกันอีกครั้งเพื่อกลายเป็นข้ารับใช้ท่านในชาติหน้า”

“ไปเถอะ” หวังฝูเร่งเร้า เขาไม่อาจยื้อเอาไว้ได้อีกแล้ว

ไช่หลานหันหลังแล้วทะยานเข้าสู่วังวน แต่สายตายังคงจับจ้องหวังฝูประหนึ่งต้องการสลักใบหน้าของผู้มีพระคุณให้ลึกเข้าไปในวิญญาณจนไม่อาจลืมเลือนแม้จะกลับไปเกิดใหม่ก็ตาม

ไข่มุกรวมวิญญาณสีดำค่อยหลุดออกจากมือ แล้วไช่หลานจึงเลือกที่จะมอบมันให้กับหวังฝู

“ไข่มุกนี้ขอมอบให้กับผู้มีพระคุณ ข้าเพียงขอให้ท่านไปตระกูลไช่ในเขตศาลาน้ำบ่าที่เขตปกครองเสียนต๋าเพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวของข้ายามว่าง จากนั้นบอกพวกท่านว่าลูกสาวอกตัญญูและดื้อรั้นจนหนีออกจากบ้านเพราะไม่อยากไปเป็นเครื่องมือให้ตระกูลอื่นมีลูกหลาน…”

หลังจากทิ้งคำพูดสุดท้าย ในที่สุดไช่หลานจึงถูกดูดเข้าไปในวังวน

หวังฝูเหนื่อยล้าเช่นกัน หากไม่มีต่งซินช่วยสนับสนุนคงจะได้ล้มลงไปกับพื้นเป็นแน่

“ศิษย์พี่ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ต่งซินช่วยหวังฝูพิงกับก้อนหินขณะหยิบขวดยาเม็ดเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณ นิ้วของนางกดยาเม็ดลงไปก่อนจะป้อนเข้าปากของหวังฝูโดยตรง

เมื่อนิ้วสัมผัสกับริมฝีปากของหวังฝู แก้มของนางจึงแดงระเรื่อจนก้มศีรษะเพราะไม่กล้าเงยหน้ามองหวังฝู

“ข้าจะฟื้นฟูพลังวิญญาณก่อน” หวังฝูกลืนยาเม็ดปฐพีแล้วรีบใช้ “วิชาปฐพีปึกแผ่น” เพื่อขัดเกลามัน

หลังจากขัดเกล็ดยาเม็ดแรกแล้ว เม็ดที่สองจึงตามมา

จนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงต่อมาหวังฝูจึงลืมตาขึ้น แม้ยังคงเหนื่อยล้าเล็กน้อยแต่พลังวิญญาณได้รับการฟื้นคืน กระนั้นจิตเทวะที่สูญเสียไปฟื้นฟูได้ไม่ง่ายนัก

“ศิษย์พี่ ในที่สุดท่านก็ได้สติเสียที”

ต่งซินยินดีเมื่อเห็นหวังฝูได้สติ นางทุกข์ทรมานเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงแล้ว พวกเขาสังหารซุนเลี่ยง แล้วตอนนี้จึงนึกขึ้นได้ว่าซุนเลี่ยงเป็นลูกหลานที่ปรมาจารย์ซุนเฉียนรักใคร่มากที่สุด ตอนนี้พวกเขากลับลงมือฆ่าไปแล้ว หากปรมาจารย์ซุนเฉียนสืบทราบขึ้นมามีหวังชะตาถึงฆาตเป็นแน่

แม้ตระกูลต่งจะมั่งคั่งอยู่บ้าง แต่พวกเขายังคงเป็นมดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าขอบเขตปราณทอง ทำให้สามารถถูกบดขยี้ได้โดยง่าย

“ทำยังไงต่อไปดี…” เมื่อคิดได้ดังนี้ น้ำเสียงของต่งซินก็สั่นเทาเพราะน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย นางแตกต่างจากวีรชนหญิงผู้ตะโกนว่าให้สังหารถานซานหยวนอย่างสิ้นเชิง

“ไม่ต้องรีบร้อน ใกล้รุ่งสางแล้ว ชาวบ้านของหมู่บ้านเริ่นเจียอาจจะมาตรวจสอบแล้ว ออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ” หวังฝูลูบหน้าผาก

เมื่อคืนที่ผ่านมามีวิญญาณชั่วร้ายโจมตีหมู่บ้าน ชาวบ้านของหมู่บ้านเริ่นเจียจะต้องอยู่แต่ในบ้านจนไม่กล้าออกมาดูเป็นแน่ ทำให้ไม่มีใครทราบว่าพวกเขาเป็นคนฆ่าซุนเลี่ยงกับถานซานหยวน

“อื้ม”

ต่งซินคล้ายกับพบที่พักพิงก่อนจะรีบอัญเชิญเรือเวหา หวังฝูดีดนิ้วก่อนเปลวเพลิงวิญญาณกลุ่มหนึ่งลอยออกมาแล้วกระทบกับร่างของซุนเลี่ยง เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งถึงสองอึดใจ ร่างของซุนเลี่ยงจึงถูกเผาไหม้โดยเปลวเพลิงวิญญาณ เมื่อสายลมพัดผ่าน เถ้าถ่านจึงปลิวหายไป

หลังจากทำทั้งหมดนี้ หวังฝูจึงขึ้นเรือเวหาของต่งซินก่อนจะหายไปในท้องนภาอย่างรวดเร็วภายใต้การบดบังของรุ่งสางกับความมืด

บนเรือเวหา ทั้งสองไม่พูดไม่จา

ต่งซินวิตกกังวล ส่วนหวังฝูอ่อนแรงจนอยากเข้าสู่ห้วงนิทรา

จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น ต่งซินจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำ “ศิษย์พี่ พวกเราฆ่าซุนเลี่ยงไปแล้ว จะทำยังไงต่อไปดี?”

“พวกเราฆ่าซุนเลี่ยงหรือ? ตั้งแต่เมื่อไหร่?” หวังฝูลืมตาครึ่งหนึ่งขณะมองต่งซินด้วยความไม่อยากเชื่อ

“กะ ก็เมื่อคืน…” ต่งซินสับสนเล็กน้อยขณะตอบกลับโดยไม่รู้ตัว

“เมื่อคืนหรือ? อ๋อ... นั่นไม่ใช่ฝีมือของภูตผีชั่วร้ายไช่หลานหรอกหรือ?” หวังฝูหัวเราะฮ่าฮ่า “เมื่อคืนที่ผ่านมาภูตผีชั่วร้ายไช่หลานสำแดงพลังศักดิ์สิทธิ์เพื่ออัญเชิญภูตผีเกือบร้อยตนออกมาสู้กับทั้งสี่คน ศิษย์พี่ถานกับศิษย์พี่ซุนพ่ายแพ้ภูตผีชั่วร้ายจนถึงแก่ความตายทั้งคู่ ไม่หลงเหลือร่องรอยของร่างกายเอาไว้”

“อา... คือ...” ต่งซินเบิกตากว้างขณะมองหวังฝู

“ศิษย์น้องหญิงต่งเป็นอะไร? ที่ข้าพูดมามีอะไรผิดหรือ?” หวังฝูมองหญิงสาวพลางแย้มยิ้มครึ่งหนึ่ง

ต่งซินไม่ใช่คนโง่ นางเป็นคนที่หัวไวเหมือนกัน ไม่ช้าจึงเข้าใจว่านี่เป็นข้อโต้แย้งที่ทรงพลังที่สุด นางแย้มยิ้มออกมาก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ “ศิษย์พี่ความจำดีมาก ฮิฮิ…”

พวกเขาทั้งสองสนทนารายละเอียดบนเรือเวหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุที่พวกเขาทั้งสองซึ่งมีการฝึกตนต่ำกว่าแต่กลับสามารถรอดมาได้ ต่งซินเสนอว่าได้นำอาวุธวิเศษป้องกันขั้นสูงสุดระดับสมบัติที่ทรงพลังที่สุดของตระกูลออกมา แต่ความจริงแล้วไม่ได้นำมาด้วย ดังนั้นจึงต้องกลับไปคุยเรื่องดังกล่าวกับเจ้าตระกูลต่งซึ่งเป็นพ่อของนางเพื่อจะได้ช่วยกันทำให้คำสารภาพสมบูรณ์

สิ่งนี้ข้องเกี่ยวกับการเปิดเผยความจริงให้บุคคลที่สามทราบ

หวังฝูบอกว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยึดตามนี้ แต่ทั้งสองต้องหารือกันอย่างละเอียดอีกครั้ง สิ่งที่สามารถพูดได้และพูดไม่ได้ต้องครอบคลุมทั้งหมด ห้ามตกหล่นรายละเอียดแต่อย่างใด ถ้าจะพูดโกหกก็ต้องใช้กำลังโกหกมาปกปิด

“ศิษย์พี่ ท่านหนีออกมาได้อย่างไร?” หลังจากคำอธิบายของต่งซินได้รับการคลี่คลายแล้ว คราวนี้จึงถึงตาของหวังฝู

“ข้าหรือ? ชาวเขาก็มีกลอุบายเป็นของตัวเอง หากมีใครมาถามให้บอกไปว่าข้าใช้ยันต์วิญญาณหลบหนีก็พอ” หวังฝูยิ้ม

“ใช้ยันต์วิญญาณหลบหนีหรือ? ยันต์วิญญาณแบบไหนกัน?”

“ยันต์ปฐพีหลบลี้”

“ยันต์ปฐพีหลบลี้!” น้ำเสียงของต่งซินดังขึ้นหลายเท่าขณะมองหวังฝูด้วยความไม่อยากเชื่อ “ศิษย์พี่พูดจริงหรือเปล่าเนี่ย? ยันต์ปฐพีหลบลี้คือหนึ่งในสามยันต์ระดับหนึ่งลึกลับในตำหนักยันต์ล้ำเลิศซึ่งวาดได้ยากมาก ตระกูลต่งของข้าอยู่ในสำนักขนนกร่วงโรยมาหลายร้อยปี ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครสามารถวาดสำเร็จเลยสักคน”

นางมองหวังฝูด้วยความคาดหวังขณะโน้มทั้งร่างเข้ามา แล้วดวงตาโตที่มีน้ำตาคลอเบ้าจึงอยู่ห่างจากหวังฝูไม่ถึงสามฉื่อ

กลิ่นกายเจือจางแผ่ซ่านเข้าไปในจมูกของหวังฝู พื้นที่ของเรือเวหาค่อนข้างเล็ก เขาจึงไม่สามารถถอยหนีได้จนไม่มีทางเลือกขยับจมูก เมื่อก้มมองลงไปจึงพบกับใบหน้าสีขาวสง่างาม แล้วลมหายใจร้อนผ่าวจึงพุ่งตรงมาที่หน้าผาก

เมื่อเห็นสายตาของหวังฝู ในที่สุดต่งซินจึงรีบก้าวถอยหลัง บนเรือเวหาที่โคลงเคลงไปมา แก้มของนางแดงระเรื่อขณะจับชายกระโปรงด้วยท่วงท่าเขินอายจนอยากมุดไปอยู่ใต้เรือเวหา

ทั้งคู่สองตกอยู่ในความเงียบเพราะความคลุมเครือดังกล่าว โชคยังดีที่หวังฝูชิงขึ้นพูดมาก่อนขณะแตะจมูกและมองนิ้ว พร้อมกับเผยรอยยิ้มเพื่อทำลายความอึดอัด “ยังไม่สำเร็จก็จริง แต่ข้ากำลังพยายามอยู่ อาจจะสำเร็จในเวลาอันสั้นก็ได้ พอกลับไปถึงโถงพิทักษ์กฎแล้วก็ไม่มีอะไรที่ข้าจะทำได้อีก การวาดยันต์วิญญาณเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ไม่มีอะไรที่สามารถหยุดข้าได้ในเวลาอันสั้นหรอก”

“ดี ดีแล้วล่ะ”

เสียงของต่งซินเบาประหนึ่งยุงขณะแก้มยังคงแดงระเรื่อ

หวังฝูถอนหายใจด้วยความโล่งอก เกือบแล้ว เลือดกำเดาเกือบไหลแล้ว

เขาไม่ได้โกหก ยันต์วิญญาณระดับหนึ่งทั้งสามใบในตำหนักยันต์ล้ำเลิศอย่างยันต์รวมวิญญาณ ยันต์ทะยานเวหาและยันต์ปฐพีหลบลี้ แต่ละใบต่างมีความพิศวงเป็นของตัวเอง แม้จะเป็นเพียงยันต์ระดับหนึ่ง แต่เมื่อทักษะของปรมาจารย์ยันต์วิญญาณพัฒนา ยันต์ที่ถูกวาดออกมาย่อมไม่จำกัดอยู่แค่ขั้นสูงสุดระดับหนึ่งอีกต่อไป แต่มันจะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นไปอีก นี่คือพลังของยันต์วิญญาณทั้งสามซึ่งเหมือนกับยันต์เกิดใหม่ที่หวังฝูใช้ก่อนหน้านี้

ในบรรดายันต์ทั้งสาม ใบที่มั่นใจในการวาดมากที่สุดคือยันต์ปฐพีหลบลี้ เนื่องจากเขาเคยเรียนรู้วิชาปฐพีหลบหลี้มาก่อน

ส่วนวิชาปฐพีหลบลี้ หวังฝูย่อมไม่เปิดเผยหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริง แถมมันยังเกี่ยวพันกับการฆาตกรรมอีกมากในหุบเขาร้อยหญ้าที่สำนักชั้นนอกอีก

จบบทที่ ตอนที่ 49: คลุมเครือ

คัดลอกลิงก์แล้ว