- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 54 ปณิธาน
บทที่ 54 ปณิธาน
บทที่ 54 ปณิธาน
วุ่นวายมาตลอดทั้งเช้า บนร่างมีร่องรอยทุลักทุเลไม่น้อย เมื่อกลับไปย่อมเลี่ยงไม่พ้นถูกหลิวเถาซักไซ้
"หืม? เหตุใดจึงมาเสียช้าปานนี้ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องให้เจ้าไปทำงาน แล้วนี่เจ้าไปทำอันใดมา?" คิ้วขมวดเข้าหากัน ใบหน้าเผยแววคลางแคลงใจ
เฉินชิงหยางย่อมมีเหตุผลเพียงพอ "ศิษย์พี่หญิง ท่านอาจยังไม่ทราบ หมู่นี้ศิษย์รับใช้กลางเขามีเรื่องราวมากมาย ทั้งยังมีศิษย์น้องตายไปอีกผู้หนึ่ง เมื่อเช้าหอคุมกฎมาซักไซ้ข้าอยู่นาน เวลาก็เลยล่าช้าไปบ้าง"
หลิวเถามองเขาพลางเกิดความสงสัยมากขึ้น "ถามเจ้าไปทำไม เจ้าไม่ใช่ฆาตกรเสียหน่อย?"
เฉินชิงหยางส่ายหน้าอย่างแน่นอน "ศิษย์พี่หญิงล้อข้าเล่นแล้ว เพียงแต่คนผู้นั้นเคยติดต่อกับข้า ก็เลยเป็นการสอบถามตามธรรมเนียมเท่านั้น"
หลิวเถายกหมัดในมือขึ้นมา แฝงแววข่มขู่เต็มเปี่ยม "เรื่องของฉีซิวหย่วนยังไม่มีข้อสรุป ข้าว่าเจ้าเด็กน้อยอย่างเจ้าก็จงหัวไวให้มันมากหน่อย อย่าได้ไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนอีก จงค้นคว้าวิถีโอสถอยู่ที่นี่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว รอจนไปถึงยอดเขาชิงจู๋ก็บำเพ็ญเพียรให้ดี จากนั้นก็... ตอบแทนข้า เข้าใจหรือไม่?"
เฉินชิงหยางพยักหน้าทันที "ศิษย์พี่หญิงสั่งสอนได้ถูกต้องยิ่งนัก"
น้ำเสียงของนางถึงได้อ่อนลง "หึ เช่นนี้ค่อยยังชั่วหน่อย"
ยามนี้ เฉินชิงหยางก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ "ศิษย์พี่หญิงจากหอคุมกฎที่มาในวันนี้มีนามว่าเหลิ่งเยวี่ยหรู ไม่ทราบว่าท่านรู้จักหรือไม่?"
หลิวเถามีสีหน้าประหลาดใจ "นางไปจัดการเรื่องศิษย์รับใช้ที่กลางเขาได้อย่างไร?"
"ดูเหมือนศิษย์พี่หญิงจะรู้จักจริงๆ หรือ?"
หลิวเถากล่าวอีกว่า "ในบรรดาศิษย์ภายใต้สังกัดท่านอาจารย์เจินเหรินอวิ๋นฉือของข้า ระดับการฝึกตนของนางอย่างน้อยก็จัดอยู่ในห้าอันดับแรก นางบำเพ็ญเพียรก่อนข้าเพียงไม่กี่สิบปี แต่พรสวรรค์กลับอยู่เหนือข้ามาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นศิษย์ที่ท่านอาจารย์ให้ความสำคัญอีกด้วย"
เฉินชิงหยางครุ่นคิดเล็กน้อย "แล้วเหตุใดถึงไปเป็นศิษย์หอคุมกฎได้เล่า?"
หลิวเถาชอบสั่งสอนเฉินชิงหยางอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทีขอคำชี้แนะอย่างจริงใจของเขา "ก็จริงนะ เจ้าไม่รู้อะไรเลย เรื่องราวมากมายที่เจ้ารู้ก็ล้วนเป็นข้าที่บอกกล่าวแก่เจ้า หอคุมกฎมีหน้าที่เพียงปกป้องสำนัก ไม่ได้มีไว้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาสอนสั่งศิษย์ คนในนั้นย่อมต้องรับมาจากที่อื่น"
"ศิษย์พี่เหลิ่งผู้นี้ของข้า... นางมีนิสัยมักน้อยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เอาแต่หลงใหลในวิชาของตนเอง อีกทั้งไม่เคยพบเจอกับคอขวดเหมือนอย่างข้า ดังนั้นจึงไม่เคยค้นคว้าศิลปะทั้งเจ็ดเลยแม้แต่น้อย ทว่าเป็นเช่นนี้แล้ว ของวิเศษและวัตถุดิบบางอย่างที่นางต้องการในระหว่างบำเพ็ญเพียร ก็จำเป็นต้องหาด้วยวิธีอื่น"
"น่าจะเมื่อห้าปีก่อนกระมัง นางได้ไปเป็นศิษย์ของหอคุมกฎ ได้ยินมาว่าทำเพื่อสะสมความดีความชอบ เอาไว้แลกหินวิญญาณหรืออะไรทำนองนั้นมาใช้..."
หลิวเถากล่าวอย่างละเอียด เฉินชิงหยางก็เข้าใจเรื่องราวขึ้นมา "มิน่าเล่าศิษย์พี่หญิงถึงได้ประหลาดใจ การให้ผู้ที่มีระดับการฝึกตนอยู่ระดับหนิงหยวนขั้นห้าไปตรวจสอบเรื่องพรรค์นี้ ถือว่าเป็นการใช้คนมีฝีมือไปทำเรื่องเล็กน้อยโดยแท้"
"ไม่หรอก ไม่" หลิวเถากลับส่ายหน้าอย่างระมัดระวัง "พวกคนในหอคุมกฎน่ะฉลาดเป็นกรด เรื่องฆ่าไก่ใช้มีดฆ่าโคพวกเขาไม่มีทางทำหรอก นี่แสดงว่าเรื่องราวเริ่มจะบานปลายแล้ว เจ้าเพิ่งบอกมิใช่หรือว่าเมื่อไม่นานมานี้มีศิษย์สายนอกตายไปอีก เกรงว่าเรื่องพวกนี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน"
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เฉินชิงหยางก็อดกังวลใจไม่ได้
การกระทำของอีกฝ่ายเมื่อเช้านี้ ก็คือการตั้งข้อสงสัยต่อศิษย์รับใช้อย่างเขานั่นเอง
"เช่นนั้นศิษย์พี่หญิงพอจะทราบหรือไม่ ว่าคนผู้นี้มีชื่อเสียงในหอคุมกฎเป็นเช่นไร?"
เมื่อเฉินชิงหยางถามไถ่มากเข้า หลิวเถาก็เริ่มสงสัย "เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไม หรือว่ากลัวนางจะจับตาดูเจ้า เจ้าไปฆ่าศิษย์สายนอกมางั้นหรือ?"
"หึๆ" เฉินชิงหยางหัวเราะเยาะตนเอง "ศิษย์พี่หญิงเคยบอกว่าข้าความรู้น้อยมิใช่หรือ ข้าก็เลยอยากเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย จะได้ไม่ต้องถูกใครเขาครหาว่าติดตามศิษย์พี่หญิงมาตั้งนาน แต่กลับไม่รู้อะไรสักอย่าง เช่นนั้นมิใช่เป็นการทำลายชื่อเสียงของท่านหรอกหรือ"
"เหลวไหล!" แม้น้ำเสียงของหลิวเถาจะฟังดูเหมือนด่าทอ ทว่าก็ไม่อาจปิดบังรอยยิ้มเอาไว้ได้ "แค่เคยได้ยินคนพูดมาประโยคหนึ่งว่า ศิษย์พี่เหลิ่งทำงานในหอคุมกฎได้ดียิ่งนัก เหมือนจะมีคำที่ใช้เรียกขานนางอยู่ อ้อ ใช่แล้ว หลัวซ่าหน้าเย็น..."
"นี่... มันไม่ออกจะเกินจริงไปหน่อยหรือ?"
ขณะที่เฉินชิงหยางกำลังถาม ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู
"ศิษย์น้องหลิวเถา เจ้าอยู่หรือไม่?"
จู่ๆ หลิวเถาก็ตื่นตระหนกขึ้นมา "ชู่ว นางมาแล้ว"
เฉินชิงหยางก็จดจำเสียงนี้ได้ทันที ว่าคือเหลิ่งเยวี่ยหรู
เมื่อเช้าเพิ่งจะเจอกันแท้ๆ ยามนี้กลับรุดมาถึงที่พักของหลิวเถา หรือว่าจะมาสืบสวนเขา?
ตอนที่เดินเข้ามา เหลิ่งเยวี่ยหรูยังคงสวมหมวกสานอันเป็นเอกลักษณ์ของนาง เมื่อถอดออก ก็เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูห้าวหาญองอาจเป็นอย่างยิ่ง
ไม่อาจเรียกได้ว่างดงามมากนัก เพียงแต่มีผิวพรรณขาวผ่องแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือก คิ้วคู่หนึ่งโดดเด่นสะดุดตา ไม่ใช่คิ้วเรียวดั่งใบหลิว ทั้งไม่ใช่คิ้วโก่งดั่งภูเขาห่างไกล ทว่าเป็นเสมือนดาบยาวคมกริบสองเล่มที่แทบจะชี้ตั้งขึ้น คำว่า 'หน้าเย็น' นับว่าบรรยายได้ตรงตัวยิ่งนัก ส่วนคำว่า 'หลัวซ่า' ที่เป็นภูตผีปีศาจร้าย ก็น่าจะมาจากพฤติกรรมการลงมือของนาง!
"ได้ยินมาว่าระดับการฝึกตนของเจ้าทะลวงผ่านแล้ว ไม่ง่ายเลยนะ ศิษย์พี่อย่างข้าคงต้องขอแสดงความยินดีด้วย!"
น้ำเสียงไม่เร็ว ทว่าเน้นย้ำทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน
นางไม่สนใจเฉินชิงหยางที่อยู่ด้านข้าง สายตาจับจ้องเพียงหลิวเถาเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่า หลิวเถาก็ให้ความเคารพต่อศิษย์พี่ผู้นี้ไม่น้อย "ขอบคุณศิษย์พี่ที่ใส่ใจ ภารกิจในหอคุมกฎรัดตัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหตุใดวันนี้ศิษย์พี่ถึงมีเวลาว่างมาหาข้าที่นี่ได้เล่า?"
มาถึงยามนี้ เหลิ่งเยวี่ยหรูถึงได้ชี้นิ้วมาทางเฉินชิงหยาง "ตั้งใจมาสืบสวนศิษย์รับใช้ของเจ้าโดยเฉพาะ!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของหลิวเถาก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที ทว่าเฉินชิงหยางกลับไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ก้าวเท้าออกมาข้างหน้าครึ่งก้าว "ศิษย์น้องขอคารวะศิษย์พี่เหลิ่ง ศิษย์พี่หลิว ศิษย์พี่เหลิ่งน่าจะมาเพื่อขอคำยืนยันจากข้าอีกครั้ง เรื่องการหายตัวไปของหูไค"
หลิวเถาเองก็ตระหนักถึงอะไรบางอย่าง สีหน้าจึงดูดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปมานี้ คนหูตาไวอย่างเหลิ่งเยวี่ยหรูมีหรือที่จะมองไม่เห็น
"ดูเหมือน... ศิษย์น้องหลิวจะไว้ใจศิษย์รับใช้ผู้นี้ไม่น้อยเลยนะ?"
ความไว้ใจมีได้หลายรูปแบบ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างคนทั้งสองก็อาจเป็นไปได้
เฉินชิงหยางฟังเจตนาหยั่งเชิงของนางออก จึงเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมาว่า "แม้ข้าจะเป็นเพียงศิษย์รับใช้ แต่ก็สามารถหลอมโอสถชักนำปราณระดับสองให้แก่ศิษย์พี่หลิวได้ ดังนั้นศิษย์พี่หลิวจึงดีต่อข้ามาก!"
"โอ้" ในดวงตาของเหลิ่งเยวี่ยหรูเผยแววตกใจออกมาวูบหนึ่ง "พูดเช่นนี้แสดงว่า แท้จริงแล้วเจ้าบรรลุระดับเลี่ยนชี่แล้วงั้นหรือ?"
"อืม อยู่ในระดับเลี่ยนชี่ขั้นสอง"
เหลิ่งเยวี่ยหรูครุ่นคิด "เช่นนั้นข้าก็พอจะเข้าใจแล้ว ที่ศิษย์น้องทะลวงผ่านระดับได้เร็วปานนี้ ก็ล้วนเป็นความดีความชอบของเจ้า ที่นางให้ความสำคัญกับเจ้าก็สมควรแล้ว"
ดังนั้น ความสนใจของนางจึงถูกเบี่ยงเบนไป
แน่นอนว่าเหลิ่งเยวี่ยหรูย่อมมีข้อสงสัยอื่นตามมา "เจ้าบอกว่าบรรลุระดับเลี่ยนชี่แล้ว เหตุใดยังเป็นแค่ศิษย์รับใช้ทำไมไม่ไปหายอดเขาทองคำเพื่อหาอาจารย์ระดับจู้จีสักคนเล่า ท่านอาจารย์ของพวกข้าคงไม่ชายตาแลเจ้า แต่ก็ต้องมีเจินเหรินระดับจู้จีสักคนที่ถูกใจเจ้าบ้างสิ"
ในเมื่อเขาเป็นเพียงศิษย์รับใช้ ย่อมไม่สามารถตอบคำถามทุกข้อได้ เฉินชิงหยางจึงหันไปมองหลิวเถา "ล้วนเป็นเพราะศิษย์พี่หลิวเห็นคุณค่าในตัวข้า ให้ข้ารออีกสักสองสามปี เพื่อหายอดเขาที่เชี่ยวชาญการหลอมโอสถไปบำเพ็ญเพียร ดีกว่าปล่อยเวลาทิ้งไปเปล่าๆ อยู่ที่นี่"
หลิวเถารับช่วงต่อ "ศิษย์พี่ ท่านก็รู้ การที่ระดับการฝึกตนของข้าทะลวงผ่านได้ ก็ล้วนเป็นเพราะโอสถชักนำปราณระดับสอง ดังนั้น... เขาจึงค่อนข้างสำคัญกับข้า"
การกล่าวเช่นนี้ก็เป็นการบอกใบ้กลายๆ ว่าการที่เขาไม่ได้อยู่ในหมู่ศิษย์สายนอก ก็มีสาเหตุมาจากตัวนางด้วย
เหลิ่งเยวี่ยหรูจึงกล่าวว่า "เจ้านับว่ามีปณิธาน ส่วนศิษย์น้องก็มีวาสนาเซียน เมื่อเช้าข้ายังรู้สึกเคลือบแคลงใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ข้อกังขาเหล่านั้นล้วนคลี่คลายหมดแล้ว ความผิดปกติในตัวของศิษย์รับใช้ผู้นี้ข้าก็เข้าใจได้จนหมดสิ้น"
พูดจบ นางก็เตรียมตัวจะจากไป
ทว่าหลิวเถากลับเป็นฝ่ายดึงนางเอาไว้แล้วเอ่ยถาม "คำพูดของศิษย์พี่ทำให้ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก มีเรื่องอันใดที่จะไปพัวพันกับศิษย์รับใช้ได้หรือ?"
เหลิ่งเยวี่ยหรูกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "หมู่นี้มีศิษย์รับใช้ลงเขาไปโดยไร้สาเหตุสามคน ซ้ำยังหายตัวไปอีกหนึ่ง ทั้งยังมีศิษย์สายนอกตายไปอีกสองคน และศิษย์รับใช้ตายหนึ่งคน เรื่องราวแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าจะสามารถเชื่อมโยงมาถึงเขาได้อย่างประหลาด ดังนั้นข้าถึงได้มาสอบถาม บางที... อาจจะเป็นเพียงความบังเอิญกระมัง"
เห็นได้ชัดว่าหลิวเถาชะงักไปครู่หนึ่ง นางคิดว่ามีแค่เรื่องของสวีเป่าหลิงครั้งเดียวเสียอีก "เข้าใจแล้ว หากข้าพบเห็นสิ่งใด จะรีบแจ้งให้ศิษย์พี่ทราบทันที"
เหลิ่งเยวี่ยหรูพยักหน้าอย่างจริงจัง "ดี"
เพียงเท่านี้ยังไม่พอ หลิวเถายังเดินไปส่งอีกฝ่ายถึงหน้าประตูลานโอสถอย่างเอาใจใส่ เมื่อกลับมาก็ตั้งใจจะต่อว่าเฉินชิงหยาง แต่กลับเห็นว่าเขากำลังเตรียมวัตถุดิบหลอมโอสถอยู่
"พูดมา เจ้ามีเรื่องอันใดปิดบังข้าอยู่กันแน่?"
เสียงตวาดกร้าว ทำเอาเฉินชิงหยางเกือบสะดุ้งโหยง "เมื่อครู่ท่าทีของศิษย์พี่เหลิ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วมิใช่หรือ ทุกอย่างล้วนเป็นแค่เรื่องบังเอิญ"
"หึๆ!" หลิวเถาแค่นเสียงเย็น "จะเป็นเรื่องบังเอิญได้อย่างไร นางแค่ไม่พูดออกมาตรงๆ เท่านั้น ความสงสัยในใจจะไปลบเลือนได้ง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ อีกอย่างที่นางพูดถึงสมาคมเสวียนกวงนั่นคืออะไรกัน?"
เห็นได้ชัดว่า เหลิ่งเยวี่ยหรูจงใจให้หลิวเถามาคาดคั้นตนเอง "ข้าแค่เคยได้ยินหูไคพูดถึง ส่วนเรื่องอื่นนั้นไม่รู้เลย..."
เมื่อเห็นว่าหลิวเถากำลังโกรธจัด เฉินชิงหยางจึงอธิบายต่อ "ท่านก็รู้ เพราะเรื่องของหลี่เชียนเสวี่ยชื่อเสียงของข้าจึงย่ำแย่ ทำให้ถูกคนเพ่งเล็งอยู่ไม่น้อย บางครั้งข้าก็นำโอสถไปติดสินบนผู้ดูแล เพื่อให้คนที่บาดหมางกับข้าถูกไล่ลงเขาไป ก็มีที่มาเช่นนี้แหละ ส่วนเรื่องการตายของศิษย์สายนอก ท่านคิดว่าข้ามีปัญญาทำเช่นนั้นหรือ?"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิวเถาก็ดูเหมือนจะยอมรับในคำพูดนี้ "ก็จริง หากสงสัยจริงๆ คงจับตัวเจ้าไปทรมานแล้ว"
"ศิษย์พี่หญิงสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก"
เฉินชิงหยางนึกขึ้นมาอีกครั้ง ว่าฉีซิวหย่วนจะตายเมื่อใด เช่นนี้ก็จะได้เบนความสนใจไปที่วังเทพกลไกจิ่วโยวได้อย่างราบรื่น
"ข้า... ไปหลอมโอสถแล้วนะ"
เริ่มจากโอสถชักนำปราณระดับสาม ต่อด้วยโอสถอวี้ฮวาหลิงลู่และผงเปลี่ยนหยาง เขายุ่งง่วนตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน
เดิมทีไม่คิดจะลงเขาแล้ว เพราะพรุ่งนี้ก็ต้องขึ้นมาอีก แต่เมื่อนึกได้ว่าฉีซิวหย่วนอาจจะกำลังรอเขาอยู่ ก็เลยตัดสินใจลงเขาไป
ทว่าตลอดทางที่เดินมา จนกระทั่งลงเขา ก็ไร้ซึ่งวี่แววของฉีซิวหย่วน ช่างเก็บอาการได้เก่งเสียจริง นี่มันไม่เหมือนฉีซิวหย่วนเลยสักนิด!