- หน้าแรก
- พลิกตำนานปรมาจารย์สะท้านภพ
- บทที่ 21 เคลื่อนไหวตามสายลม
บทที่ 21 เคลื่อนไหวตามสายลม
บทที่ 21 เคลื่อนไหวตามสายลม
เวลาล่วงเลยไป
หยุนหงฝึกกระบี่อย่างไม่หยุดหย่อน
‘กระบี่ขนนกวายุ’ หกสิบสี่กระบวนท่า ผ่านการฝึกฝนมากว่าครึ่งปีเขาก็เชี่ยวชาญมันมานานแล้ว โดยเฉพาะในช่วงสี่ห้าวันที่ผ่านมา นอกจากการกินและนอน เขาก็เอาแต่ฝึกฝนอย่างหนัก
เรียกได้ว่าฝึกฝนทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดพัก
จนถึงวันนี้ ในที่สุดหยุนหงก็ตระหนักรู้ถึงเคล็ดลับอันแท้จริงเพียงเสี้ยวหนึ่งของกระบี่ขนนกวายุ
เพลงกระบี่หกสิบสี่กระบวนท่า บ้างก็เป็นกระบวนท่าโจมตี บ้างก็เป็นกระบวนท่าป้องกัน บ้างก็เป็นการยืมพลังเพื่อโจมตีกลับ บ้างก็เป็นการแทงทะลวงอย่างรวดเร็วและรุนแรง... ดูเหมือนจะแตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว แก่นแท้ของทั้งหกสิบสี่กระบวนท้านี้ล้วนเหมือนกันหมด
สี่พยางค์เคลื่อนไหวตามสายลม
ลมนี่
ไม่ใช่ลมที่พัดมา
แต่หมายถึงความผันผวนของอากาศที่เกิดจากการต่อสู้ ซึ่งมีร่องรอยให้ติดตามได้ ขอบเขตสูงสุดของกระบี่ขนนกวายุ คือการทำให้กระบี่ทุกเล่มของผู้ฝึกฝนคล้อยตามความผันผวนของอากาศ เพื่อให้สามารถออกกระบี่ได้เร็วยิ่งขึ้น
การประลองของยอดฝีมือ
ความเร็วและความช้า
นั่นคือความเป็นและความตาย
เพลงกระบี่หกสิบสี่กระบวนท่า เป็นเพียงการช่วยให้ผู้ฝึกกระบี่จับทิศทางลมได้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถมองหาโอกาสที่ผ่านไปในชั่วพริบตาระหว่างการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย และออกกระบี่ได้เร็วกว่าศัตรู
“ตามคำสั่งสอนของอาจารย์หยาง เมื่อฝึกฝนกระบี่ขนนกวายุจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ก็จะไม่ยึดติดกับตัวเพลงกระบี่อีกต่อไป กระบี่แต่ละครั้งจะสามารถสอดคล้องกับความผันผวนของลมได้อย่างสมบูรณ์”
หยุนหงฝึกกระบี่ไปพลาง ขบคิดไปพลาง
เคลื่อนไหวตามสายลม
นี่คือสิ่งที่หยางโหลวเคยสั่งสอนเอาไว้ และหยุนหงก็จดจำได้ขึ้นใจตั้งนานแล้ว
แต่หากไม่มีการฝึกฝนนับพันนับหมื่นครั้งในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา หากไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนอย่างแท้จริง ไม่ได้ใช้ใจสัมผัส ต่อให้หยุนหงรู้มากแค่ไหน ชาตินี้เขาก็ไม่มีทางทำได้สำเร็จ
เพียงแค่รู้ ย่อมไม่อาจตระหนักรู้ได้
ต้องอาศัยการฝึกฝน
ต้องอาศัยประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงจะสามารถตระหนักรู้ได้
“การปะทะกันย่อมก่อให้เกิดความผันผวนของอากาศ กระบี่ของข้า ต้องคล้อยตามความผันผวนนี้” หยุนหงรับรู้อย่างเงียบๆ ทว่าเพลงกระบี่ในมือกลับแปรเปลี่ยนอย่างกะทันหัน
บางครั้งแปลกประหลาดคาดเดายาก บางครั้งรวดเร็วรุนแรงยากจะต้านทาน บางครั้งหนักแน่นดั่งภูผา บางครั้งพุ่งชนอย่างไร้การพลิกแพลง...
กระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเล่า
บางกระบวนท่าที่มีรูปแบบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในเวลานี้ กลับถูกหยุนหงใช้ออกมาได้อย่างเชี่ยวชาญราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ
กระบี่ของเขา
ยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
ดั่งแม่น้ำที่ไหลบ่าลงมาจากภูเขาลึก เริ่มแรกเชื่องช้า จากนั้นก็ค่อยๆ เร็วขึ้น และในท้ายที่สุดก็พัดพาเอาก้อนหินและกิ่งไม้ กลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่มิอาจต้านทานได้
“ฟู่~”
กระบี่หยุดชะงัก
ทุกสิ่งหยุดนิ่งลงทันที
“ยังสมบูรณ์แบบไม่พอ” หยุนหงพึมพำกับตัวเอง
หลายวันมานี้ เขาสามารถสัมผัสได้ว่าตัวเองเข้าใกล้การบรรลุเพลงกระบี่ระดับละเอียดอ่อนเข้าไปทุกที ทุกกระบวนท่าแทบจะสามารถผสมผสานเข้ากับความผันผวนของสายลมได้ แต่มักจะขาดกลิ่นอายความลึกซึ้งไปเพียงเสี้ยวเดียวเสมอ
ขาดเพียงเสี้ยวเดียว
นั่นคือฟ้ากับดิน
นั่นคือความแตกต่างระหว่างระดับพื้นฐานและระดับละเอียดอ่อน
แสดงว่าเขายังไม่ได้ควบคุมความผันผวนของสายลมอย่างแท้จริง
“เพลงหมัดของข้าบรรลุระดับละเอียดอ่อนแล้ว การควบคุมร่างกายของข้าก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ กระบี่ แม้จะเป็นส่วนต่อขยายของร่างกาย... แต่มันก็ไม่ใช่ร่างกายอยู่ดี การบรรลุเพลงกระบี่ระดับละเอียดอ่อนนั้นยากกว่าเพลงหมัดมากนัก” หยุนหงขบคิด
“ในเมื่อหาโอกาสนั้นไม่พบ ก็คงต้องค่อยๆ ขัดเกลาไป”
แท้จริงแล้วภายในใจของหยุนหงปรารถนาที่จะให้เพลงกระบี่บรรลุระดับละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ทว่ายิ่งปรารถนา เขาก็ยิ่งบังคับตัวเองให้ใจเย็น ให้สงบนิ่ง
เพราะเขารู้ดีว่า
ความวิตกกังวลมีแต่ผลเสียต่อการฝึกฝน
ยิ่งไปกว่านั้น ตามการคาดเดาของหยุนหง ตราบใดที่เขายังคงฝึกฝนอย่างหนักต่อไปเช่นนี้ ภายในหนึ่งถึงสองเดือน เพลงกระบี่จะต้องบรรลุระดับละเอียดอ่อนอย่างแน่นอน
“ดึกมากแล้ว”
หยุนหงมองผ่านประตูตำหนักไปยังอาคารบ้านเรือนบนถนนอันห่างไกล แทบจะไม่มีแสงสว่างเลย มีเพียงความมืดมิด ผู้คุ้มกันที่รับผิดชอบการเฝ้ายามตรงหน้าประตูก็กอดดาบหลับไปหมดแล้ว
“กลับห้องก่อนดีกว่า”
หยุนหงถือกระบี่ หันหลังเดินกลับไปยังห้องของตนเอง
สิ่งแรกที่ทำ คือการถอดชุดหล่อหลอมร่างกายที่สวมแนบเนื้อออก ชุดหล่อหลอมร่างกายที่เขาสวมใส่ตลอดทั้งวันในตอนนี้มีน้ำหนักถึงสองร้อยแปดสิบจิน หากพูดออกไปเกรงว่าคงไม่มีศิษย์คนไหนเชื่อ
น้ำร้อนที่ให้คนงานในลานเตรียมไว้ มีฝาปิดอยู่ตลอดเวลา หยุนหงยื่นมือไปสัมผัส น้ำก็ยังอุ่นอยู่จนถึงตอนนี้
อาบน้ำเสร็จ ก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่สะอาด
จากนั้น
หยุนหงนั่งลงบนเตียงของตนเอง ทบทวนตัวเองก่อนนอน ขบคิดถึงสิ่งที่ได้และสูญเสียในวันนี้
การฝึกบำเพ็ญเพียร การฝึกฝนสำคัญที่สุด เพราะนี่คือรากฐานของความแข็งแกร่ง แต่การทบทวนตัวเองก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งจะสามารถยกระดับตนเองได้เร็วยิ่งขึ้น
“เพลงกระบี่ต้องอาศัยการขัดเกลา”
หยุนหงจมอยู่ในความคิด “กุญแจสำคัญคือการชำระล้างร่างกาย”
หลายวันมานี้
เขากินข้าวปราณวิญญาณวันละสามมื้อ มื้อละสามจิน กินเนื้อสัตว์ปีศาจสองครั้ง ครั้งละห้าจิน ทุกวันต้องใช้เงินอย่างน้อยสิบตำลึง หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลโหยว ก็คงไม่มีทางทำต่อเนื่องได้เช่นนี้
ค่าใช้จ่ายสูงมาก
แต่หัวใจของหยุนหง ที่ปลดปล่อยความร้อนออกมาผ่านการสกัดเลือดลมอย่างบ้าคลั่ง ผลลัพธ์ที่มีต่อการชำระล้างร่างกายนั้นกลับชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง แม้จะใช้เวลาเพียงสี่ถึงห้าวัน แต่ก็เทียบเท่ากับผลลัพธ์ที่หยุนหงฝึกฝนอย่างหนักมาหนึ่งถึงสองเดือนก่อนหน้านี้
“เพียงแต่ เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์ของข้าวปราณวิญญาณและเนื้อสัตว์ปีศาจก็ค่อยๆ ลดลง” หยุนหงคิดในใจ “ผลลัพธ์ของการชำระล้างในวันนี้ อ่อนแอกว่าวันแรกอย่างน้อยห้าส่วน”
การลดลงนี้รวดเร็วเกินไปแล้ว
ตามการคาดเดาของหยุนหง
มีสาเหตุอยู่สองประการ ประการแรกคือสมรรถภาพทางร่างกายของเขาเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป เลือดลมที่เกิดจากการย่อยข้าวปราณวิญญาณและเนื้อสัตว์ปีศาจ มีผลต่อการชำระล้างร่างกายน้อยลงเรื่อยๆ ผลของความร้อนที่หัวใจปลดปล่อยออกมาลดลงก็คือข้อพิสูจน์
ประการที่สอง ร่างกายของเขาใกล้จะถึงขีดจำกัดของการชำระล้างร่างกายขั้นที่หกแล้ว
“โลกภายนอกต่างคิดว่าข้ารวมเส้นชีพจรแล้ว ในความเป็นจริงข้ายังไม่ได้รวมเส้นชีพจร เส้นชีพจรยังไม่ทะลวง ก็ไม่สามารถฝึกฝนปราณแท้ได้ การชำระล้างร่างกายเช่นนี้จึงมีขีดจำกัด”
หยุนหงอ่านหนังสือมามากมาย
โดยเฉพาะครั้งก่อนที่เซียนสวี่ไคแนะนำวิถีการฝึกฝนของตนเอง ยิ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน
เมื่อร่างกายถูกชำระล้างจนถึงขีดสุดของขั้นผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็น ก็จะสามารถรวมเส้นชีพจรได้ ขีดจำกัดสูงสุดนี้แตกต่างกันไปตามพรสวรรค์แต่กำเนิดของแต่ละบุคคล บางคนสูงบางคนต่ำ
ขีดจำกัดสูงสุดยิ่งสูง การรวมเส้นชีพจรก็จะยิ่งยาก แต่การฝึกฝนหลังจากนั้นก็จะยิ่งง่าย
ขีดจำกัดสูงสุดยิ่งต่ำ การรวมเส้นชีพจรก็จะยิ่งง่าย แต่การฝึกฝนหลังจากนั้นก็จะยิ่งยาก
“การชำระล้างอย่างบ้าคลั่งตลอดหลายวันมานี้ สมรรถภาพทางร่างกายของข้าน่าจะเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวมเส้นชีพจรทั่วไปแล้ว”
เช่นเดียวกับการฝึกเพลงกระบี่ การชำระล้างร่างกายของเขาก็มาถึงคอขวดเช่นกัน ส่วนจะทะลวงผ่านได้เมื่อใด เขาก็ไม่มั่นใจเช่นกัน
แม้กระทั่ง หากมีโอกาสในการรวมเส้นชีพจร หัวใจจะเกิดการสั่นสะเทือนที่ผิดปกติอีกครั้งหรือไม่ หยุนหงก็ไม่รู้เช่นกัน
“แม้สมรรถภาพร่างกายจะใกล้เคียงกัน แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวมเส้นชีพจรที่ฝึกฝนจนเกิดปราณแท้ พลังระเบิดย่อมต้องแข็งแกร่งกว่า การประลองของตำหนักอัคคีในอีกเก้าวันข้างหน้า ข้าอาจจะไม่ชนะหลิวหมิงหมิงและศิษย์พี่อู๋” หยุนหงกำหมัดแน่น คุ้นเคยกับพลังของตัวเองต่อไป
เดิมทีตำหนักอัคคีมีศิษย์ขั้นรวมเส้นชีพจรสองคน
คนหนึ่งคือหลิวหมิงหมิง
อีกคนคืออู๋หงอวี้ นางมาจากตระกูลผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น อายุยังไม่ถึงสิบห้าปีก็รวมเส้นชีพจรได้แล้ว จนถึงตอนนี้นางรวมเส้นชีพจรมาเกือบหนึ่งปี พรสวรรค์สูงส่งอย่างยิ่ง การประลองใหญ่ของตำหนักอัคคีหลายครั้งก่อนหน้านี้นางเป็นอันดับหนึ่งของตำหนักอัคคีมาโดยตลอด
การคัดเลือกของสำนักจวิ้น แต่ละอำเภอสามารถเสนอชื่อศิษย์ได้ห้าสิบคน ศิษย์ตำหนักอัคคีทุกคนสามารถเข้าร่วมการคัดเลือกของสำนักจวิ้นได้ ดังนั้นหยุนหงจึงไม่กังวลอะไร
เพียงแต่
“แพ้ให้ศิษย์พี่อู๋ก็ช่างเถอะ นางรวมเส้นชีพจรมานานแล้ว เกรงว่าคงอยู่ไม่ไกลจากระดับแปดขั้นไร้ช่องโหว่นัก” หยุนหงพึมพำกับตัวเอง ในแววตาแฝงความเย็นเยียบเอาไว้จางๆ “เพียงแต่ ข้าต้องไม่แพ้หลิวหมิงหมิงเด็ดขาด”
เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน หยุนหงมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าและคิดได้รอบคอบมากกว่า นี่เป็นเพราะเหตุผลทางครอบครัว
คำขู่ของหลิวหมิงหมิงบนลานประลองในวันนั้น รวมถึงการยั่วยุอย่างเปิดเผยเมื่อลงจากลานประลอง หยุนหงเลือกที่จะเมินเฉย เลือกที่จะอดทน เป็นเพราะเขารู้ว่าไม่จำเป็นต้องต่อปากต่อคำ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าในใจเขาไม่มีความโกรธ
“ยังเหลืออีกเก้าวัน”