- หน้าแรก
- พลิกตำนานปรมาจารย์สะท้านภพ
- บทที่ 20 ศิษย์พี่ศิษย์น้อง
บทที่ 20 ศิษย์พี่ศิษย์น้อง
บทที่ 20 ศิษย์พี่ศิษย์น้อง
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไป
วันที่หกเดือนสิบ
รัตติกาลมาเยือน
ผู้คนสัญจรไปมาในสำนักยุทธ์มีไม่มากแล้ว
ภายในตำหนักฉิวอวู่ ตำหนักจุนเต้า และตำหนักอัคคี มีเพียงแสงสว่างเล็ดลอดออกมาไม่มากนัก
ร่างสองสายกำลังเดินไปตามทางเดินของสำนักยุทธ์
"ศิษย์พี่ ท่านรั้งอยู่ในสถานที่เล็กๆ แห่งนี้มาถึงสิบหกปีเต็ม ยังอยู่ไม่พออีกหรือ?" ชายชุดคลุมดำผู้หนึ่งที่ราวกับกลืนเป็นเนื้อเดียวกับความมืดเอ่ยขึ้นก่อน เบื้องหลังของเขาสะพายทวนยาวสีเงินขนาดกว่าหนึ่งจั้งเอาไว้
"ใช่แล้ว ผ่านมาสิบหกปีแล้ว" น้ำเสียงที่เจือความกร้านโลกดังขึ้น ก่อนจะหัวเราะแล้วเอ่ยต่อ "แต่ก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดีนี่ สอนลูกศิษย์ ฝึกเขียนพู่กัน อ่านหนังสือ..."
หากหยุนหงอยู่ที่นี่ ย่อมต้องฟังออกอย่างแน่นอนว่าเจ้าของน้ำเสียงนี้ ก็คือหยางโหลวผู้เป็นอาจารย์ของตนนั่นเอง
ชายชุดดำเอ่ยขึ้นมาจู่ๆ ว่า "ศิษย์พี่ ท่านพ่อพูดถึงท่านอยู่บ่อยๆ"
"ท่านอาจารย์?" หยางโหลวชะงักฝีเท้า รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง
ชายชุดดำมองหยางโหลว
"ท่านอาจารย์ยังสบายดีหรือไม่?" หยางโหลวเอ่ยเสียงเบา
ชายชุดดำพยักหน้า "หลายปีมานี้ท่านพ่อสบายดีมาก อาศัยอยู่บนยอดเขาเพื่อบำเพ็ญเพียรพักผ่อน อาการบาดเจ็บและบาดแผลเรื้อรังจากช่วงวัยหนุ่มที่ต่อสู้กับราชันปีศาจก็ค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว กลับมีชีวิตชีวามากกว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนเสียอีก"
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว" หยางโหลวถอนหายใจเบาๆ "ท่านผู้อาวุโสสุขภาพแข็งแรง นั่นคือเรื่องประเสริฐที่สุด"
"ศิษย์พี่ แม้แต่ท่านประมุขยังบอกว่าเรื่องราวในอดีตไม่โทษท่าน ท่านพ่อเองก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ หรือว่าท่านยังคงปล่อยวางไม่ได้?" ชายชุดดำอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"จะปล่อยวางได้อย่างไรเล่า หากปีนั้นไม่ใช่เพราะข้า ท่านอาจารย์ก็คงไม่ต้องตกระกำลำบากมาสิบกว่าปี จนสูญเสียโอกาสสุดท้ายไป" หยางโหลวเอ่ยอย่างราบเรียบ "ท่านประมุขและท่านอาจารย์อาจไม่โทษข้า แต่ผู้อาวุโสและศิษย์มากมายทั้งบนและล่างของสำนักจะให้อภัยข้าได้อย่างไร ตัวข้าเอง... ยิ่งไม่อาจให้อภัยตัวเองได้"
"แต่ ถึงอย่างไรก็กลับไปเยี่ยมเยียนได้นี่..." ชายชุดดำส่ายหน้าเอ่ย
"หึๆ การต่อสู้ในครั้งนั้น เส้นชีพจรของข้าเสียหาย พลัดตกจากขั้นหลอมรวมจุดชีพจร อีกทั้งการเสียแขนไปข้างหนึ่งยังส่งผลให้รากฐานเสียหาย ชั่วชีวิตนี้ยากที่จะฟื้นฟูกลับมาได้ อย่าว่าแต่การกลายเป็นเซียนวรยุทธ์เลย" หยางโหลวส่ายหน้าเบาๆ พลางถอดถอนใจ "กลับไป ก็มีแต่จะกลายเป็นตัวตลกเสียเปล่าๆ หากท่านอาจารย์เห็นข้า ก็มีแต่จะทำให้ท่านผู้อาวุโสต้องเป็นกังวล"
ขณะที่เอ่ย
หยางโหลวก็เปลี่ยนเรื่องสนทนา ก่อนจะหัวเราะออกมาจู่ๆ "โชคดีที่ท่านอาจารย์ยังมีเจ้า ตอนที่ข้าจากมา เจ้าเพิ่งจะบรรลุขั้นรวมเส้นชีพจรได้ไม่นาน แต่ตอนนี้กลับสามารถต่อกรกับบรรดาราชันปีศาจได้แล้ว"
"ปีนั้นท่านพ่อออกรบอยู่ภายนอกไม่หยุดหย่อน หากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่อบรมสั่งสอนข้ามาถึงหกปี ทำให้ข้ามีรากฐานที่มั่นคง ข้าเองก็คงยากจะมีวันนี้" ชายชุดดำกล่าวเสียงเบา
ชายชุดดำมองไปยังหยางโหลว ภายในใจลอบถอนหายใจ
หากกล่าวถึงพรสวรรค์อันล้ำเลิศ ศิษย์พี่นั้นเหนือกว่าตนไปไกลนัก อายุไม่ถึงสิบเก้าปีก็กลายเป็นปรมาจารย์ใหญ่วรยุทธ์ ปีนั้นสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสำนัก หลังจากนั้นยิ่งทะลวงระดับอย่างต่อเนื่อง อายุไม่ถึงสามสิบปีก็บรรลุถึงระดับสิบขั้นสูงสุด ห่างจากขอบเขตของเซียนวรยุทธ์เพียงก้าวเดียวเท่านั้น
ช่างน่าเสียดาย
.....
หยางโหลวและชายชุดดำเดินคุยกันมาตลอดทาง
"ฟุ่บ~ ฟุ่บ~"
ภายในตำหนักอัคคีที่ไม่ไกลนัก มีเสียงแว่วดังมาเบาๆ
"มีคนกำลังฝึกฝนงั้นหรือ?" ชายชุดดำกล่าวด้วยความประหลาดใจ "ดึกป่านนี้แล้ว ยังฝึกฝนอยู่อีก? ศิษย์พี่ นี่น่าจะเป็นตำหนักอัคคีของสำนักยุทธ์พวกท่านกระมัง"
"อืม น่าจะเป็นหยุนหง" หยางโหลวพยักหน้าเอ่ย "อย่าไปรบกวนเขาเลย พวกเราขึ้นไปดูที่ชั้นสองกันเถอะ"
คนทั้งสอง
คนหนึ่งระดับการฝึกฝนวรยุทธ์เสียหายอย่างหนักทว่ายังคงมีพลังฝีมือระดับปรมาจารย์วรยุทธ์ ส่วนอีกคนยิ่งมีพลังเหนือล้ำกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ พริบตาเดียวก็กลายเป็นภาพมายาสองสาย ลอบเข้าไปในตำหนักอัคคีจากบนถนนอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนจะลอยตัวขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง
ยามเฝ้าประตูผู้หนึ่งที่อยู่ในระดับห้าขั้นหล่อหลอมร่างกายกำลังหาวหวอดอยู่ในห้องพิทักษ์ ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
ตำหนักอัคคี ห้องหับโดยรอบแบ่งออกเป็นชั้นบนและชั้นล่าง แต่ห้องโถงยุทธ์ตรงกลางนั้นเชื่อมต่อระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสอง ดังนั้นเมื่อยืนอยู่บนชั้นสองจึงสามารถมองเห็นห้องโถงยุทธ์ได้
หยางโหลวและชายชุดดำยืนอยู่ภายใต้ความมืดมิด
ภายในห้องโถงยุทธ์
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มีส่วนสูงเกือบหนึ่งเมตรแปดสิบเซนติเมตร สวมชุดฝึกยุทธ์ที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ร่างกายเคลื่อนไหวเลือนราง ในมือถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่งกำลังฝึกเพลงกระบี่ ประกายกระบี่พลิ้วไหวไม่แน่นอน ประดุจสายลมและสายฟ้า
กล่าวโดยสรุปได้ในคำเดียว
เร็ว
"กระบี่ขนนกวายุ?" ชายชุดดำประหลาดใจเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหันมองหยางโหลว "ศิษย์พี่ นี่คือศิษย์ของท่านหรือ?"
ในอดีต
ตอนที่อยู่บนเขา สิ่งที่ศิษย์พี่สอนตน ก็คือ 'ทวนขนนกร่วงหล่น' ซึ่งสืบทอดมาในสายเดียวกันกับ 'กระบี่ขนนกวายุ' แก่นแท้ของคัมภีร์ยุทธ์ทั้งสองวิชาคือความ 'เร็ว' เพียงแค่วิชาหนึ่งฝึกกระบี่ อีกวิชาหนึ่งฝึกทวน
"อืม ข้าสอนเขามาได้หลายปีแล้ว" หยางโหลวพยักหน้าเบาๆ "ปีนี้อายุสิบห้า เพิ่งจะบรรลุขั้นรวมเส้นชีพจรได้ไม่นาน"
"อายุสิบห้าบรรลุขั้นรวมเส้นชีพจร?"
นัยน์ตาของชายชุดดำพลันสว่างวาบ อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "ศิษย์พี่ ท่านคิดจะส่งเขาไปยังสำนักของเราใช่หรือไม่? มีท่านปูพื้นฐานให้ย่อมไม่มีปัญหา หากได้ไปขัดเกลาในสำนักสักสองสามปี ย่อมมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจุดชีพจรก่อนอายุยี่สิบปี"
"ช่างเถอะ ข้าเคยพูดเรื่องนี้กับเขาแล้ว แต่เขาไม่ค่อยเต็มใจนัก" หยางโหลวส่ายหน้าเบาๆ
"ไม่เต็มใจหรือ?" ชายชุดดำชะงักไป
"เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีพี่ชายและพี่สะใภ้คอยเลี้ยงดูมาจนโต อีกทั้ง... ข้ามองออก ว่าเขามีครอบครัวเป็นสายใยผูกพัน หากยังจัดการเรื่องครอบครัวไม่เรียบร้อย เขาย่อมไม่มีทางมุ่งแสวงหาวิถีแห่งวรยุทธ์ได้อย่างไร้กังวลหรอก" หยางโหลวเล่าเรื่องราวของหยุนหงคร่าวๆ
"ศิษย์พี่ ต้องการให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่?" ชายชุดดำเอ่ยเสียงเบา
"อายุสิบห้าบรรลุขั้นรวมเส้นชีพจร การเข้าสู่สำนักสายนอกย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย" หยางโหลวส่ายหน้ากล่าว "เพียงแต่ ต่อให้เจ้าช่วยให้เขาจัดแจงครอบครัวไปอยู่ในเมืองของสำนักได้ ก็ช่วยเขาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น การฝึกฝนเข่นฆ่าปีศาจของสำนัก เป็นสิ่งที่ท่านประมุขกำหนดไว้ อัตราการเสียชีวิตมีมากกว่าครึ่ง ไม่มีผู้ใดบอกผลลัพธ์ได้ชัดเจนหรอก นี่ต่างหากคือสิ่งที่หยุนหงกังวล"
ชายชุดดำพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
สถานการณ์เช่นนี้เขาเคยพบเห็นมามากแล้ว
เฉกเช่นตระกูลเล็กๆ บางตระกูลที่โชคดีให้กำเนิดเซียนขึ้นมาผู้หนึ่ง หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ เซียนผู้นี้ก็จะไม่ยอมเอาชีวิตไปเสี่ยงตายกับราชันปีศาจหรือเทพปีศาจ ไม่ใช่เพราะกลัวตาย ทว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะนึกถึงตระกูลมากกว่า
หยุนหงเองก็เป็นเช่นนั้น
"ต่อให้ไม่เข้าสำนัก ข้าก็ยังเชื่อมั่นในตัวหยุนหง"
หยางโหลวเอ่ยอย่างราบเรียบ "นอกจากสอนเพลงกระบี่แล้ว ข้าก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือจากภายนอกอันใดแก่เขาเลย ในสถานการณ์เช่นนี้ เขายังสามารถบรรลุขั้นรวมเส้นชีพจรได้ในวัยเพียงสิบห้าปี"
"อีกทั้งเขายังฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเพียงพอ ทุกวันจะฝึกหมัดและเพลงกระบี่อย่างน้อยหกชั่วยาม หลายวันมานี้ยิ่งขลุกตัวอยู่แต่ในตำหนักอัคคีเพื่อฝึกฝนอย่างหนัก ขยันหมั่นเพียรกว่าเจ้าในปีนั้นตั้งมากมาย" หยางโหลวหัวเราะ
ชายชุดดำก็หัวเราะตาม
"สำนักจวิ้นหนิงหยาง ทรัพยากรแม้จะเทียบไม่ได้กับสำนักของเรา แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนถึงสิบเท่า หากหยุนหงได้เข้าไปที่นั่นย่อมก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดเป็นแน่" หยางโหลวรำพึง "รอให้เขาออกมาจากสำนักจวิ้น หากสามารถบรรลุถึงขั้นทะลวงวิญญาณได้ ข้าค่อยพาเขาไปที่สำนักก็ยังไม่สาย"
"เช่นนั้นก็ได้" ชายชุดดำพยักหน้า
"ไปกันเถอะ เขาห่างจากเพลงกระบี่ขั้นละเอียดอ่อนเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ต้องพึ่งพาตนเองแล้ว อย่าไปรบกวนเขาเลย" หยางโหลวหัวเราะ "หอจุ้ยเซวียนในอำเภอตงเหอแห่งนี้ มีอาหารจานหนึ่งที่เรียกว่า 'เนื้อหัวหมู' รสชาติดีทีเดียว ตอนนี้เวลาเหมาะเจาะพอดี ไปชิมด้วยกันเถอะ"
"ศิษย์พี่บอกว่าดี ย่อมต้องไม่เลวแน่นอน" ชายชุดดำหัวเราะ
คนทั้งสองจากตำหนักอัคคีไปอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
ภายในห้องโถงยุทธ์
หยุนหงไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าอาจารย์ของตนและ 'อาจารย์อาลึกลับ' ผู้หนึ่งแวะมาดูเขาฝึกฝน
เขาดำดิ่งอยู่ในการฝึกฝน
ในคืนที่ตระกูลโหยวได้มอบข้าวปราณวิญญาณจำนวนมากพร้อมกับตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงให้ หลังจากที่หยุนหงปรึกษาหารือกับพี่ใหญ่และพี่สะใภ้แล้ว เขาก็ตัดสินใจว่าจะเก็บตัวฝึกฝนอย่างหนักในตำหนักอัคคีไปจนกว่าจะถึงงานประลองของตำหนักในวันที่สิบห้า
ทุกวันพี่สะใภ้จะเป็นผู้นำอาหารมาส่งให้สามมื้อ
ทั้งหมดล้วนเป็นข้าวปราณวิญญาณ อีกทั้งยังมีเนื้อสัตว์ปีศาจที่ต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อมาเพื่อบำรุงเลือดลมโดยเฉพาะ แม้เนื้อสัตว์ปีศาจจะราคาถูกกว่าข้าวปราณวิญญาณเล็กน้อย แต่ปริมาณที่หยุนหงต้องการนั้นกลับมากกว่าข้าวปราณวิญญาณหลายเท่านัก
พี่ใหญ่หยุนเยวียน ช่วงเวลานี้ก็พยายามลดงานที่ท่าเรือลงให้มากที่สุด แล้วอยู่บ้านเพื่อคอยช่วยเหลือให้มากขึ้น
ทั้งครอบครัว
ล้วนทำเพื่อการประลองของตำหนักในสำนักยุทธ์และการทดสอบคัดเลือกเข้าสำนักจวิ้นของหยุนหงแต่เพียงผู้เดียว