- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 47 เว่ยเจิงทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
บทที่ 47 เว่ยเจิงทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
บทที่ 47 เว่ยเจิงทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
บทที่ 47 เว่ยเจิงทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
“เสนาบดีกรมกลาโหม เสนาบดีกรมพิธีการ อยู่ที่ใด?”
พระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินมืดครึ้มจนน่ากลัว
หลังจากที่พระองค์ทรงลบล้างความอัปยศจากสนธิสัญญาพันธมิตรแม่น้ำเว่ยสุ่ย และสามารถจับกุมตัวเจี๋ยลี่เค่อหานมาได้ พระองค์ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นเทียนเค่อหาน[1]แล้ว!
ทั่วทั้งแผ่นดินนี้ ยังมีผู้ใดสามารถเทียบเคียงพระองค์ได้อีก?
การที่เว่ยเจิงยกย่องสรรเสริญซงจ้านก้านปู้ว่าเก่งกาจไร้เทียมทานราวกับเทพยดาลงมาจุติเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าหลี่ซื่อหมินฉาดใหญ่
“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ!”
โหวจวินจี๋และโต้วหลูควนก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกัน และค้อมตัวลง
“กรมกลาโหมรับผิดชอบเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลังพล กรมพิธีการรับผิดชอบเรื่องการทูต พวกเจ้าน่าจะรู้เรื่องราวของแคว้นต่าง ๆ ดีที่สุด สิ่งที่เว่ยเจิงพูดมาเป็นความจริงหรือไม่?” หลี่ซื่อหมินตรัสถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาและดุดัน
ทั้งสองคนเหงื่อซึมชื้นเต็มหน้าผาก
“เป็น... เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสองคนตอบ
ปัง!
หลี่ซื่อหมินตบโต๊ะทรงงานอย่างแรง
“มีบุคคลระดับนี้ปรากฏตัวขึ้นใต้จมูกของข้า พวกเจ้ากลับกล้าปิดบังไม่ยอมรายงานงั้นหรือ!”
หลี่ซื่อหมินกริ้วจัด
ภัยคุกคาม จะต้องถูกกำจัดทิ้งตั้งแต่ตอนที่มันยังอ่อนแอ
หากรอจนมันเติบใหญ่กลายเป็นต้นไม้ใหญ่เสียแล้ว เมื่อนั้นก็คงจะสายเกินแก้
“ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสองคนรีบยอมรับผิด
“ละทิ้งหน้าที่ ลงโทษหักเงินเดือนคนละหนึ่งเดือนก็แล้วกัน”
หลี่ซื่อหมินมีรับสั่ง
จะให้เรื่องเล็กน้อยแค่นี้มาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับขุนนางก็คงไม่ดีนัก
อย่างไรเสีย โหวจวินจี๋ก็เป็นขุนนางผู้จงรักภักดีที่ร่วมเป็นร่วมตายกับพระองค์ในเหตุการณ์ประตูเสวียนอู่มาด้วยกัน
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
โหวจวินจี๋และโต้วหลูควนทั้งสองคนถอยกลับไปยืนประจำที่
“เกาหมิง เจ้าลองบอกมาสิว่าการที่ซงจ้านก้านปู้เดินทางมาต้าถังในครั้งนี้ มีจุดประสงค์อันใด?”
หลี่ซื่อหมินหันพระพักตร์ไปมองหลี่เฉิงเฉียน
“เอ๊ะ?”
หลี่เฉิงเฉียนยังคงทำตัวเป็นผู้ชมที่ดีอยู่ เมื่อถูกถามอย่างกะทันหันเช่นนี้ เขาก็ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว
ท่าทางอึกอักอ้ำอึ้งของเขา ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตอบคำถามไม่ได้เสียที
“ตอบไม่ได้งั้นหรือ?”
พระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินยิ่งทวีความบึ้งตึง “ซงจ้านก้านปู้แบกรับภาระอันหนักอึ้งของแคว้นตั้งแต่อายุสิบสอง แล้วเจ้าล่ะ?”
“ตอนนี้เจ้าอายุสิบห้าแล้ว เจ้าเคยทำเรื่องที่ทำให้ผู้อื่นต้องยอมรับนับถือบ้างหรือไม่?”
หลี่ซื่อหมินยิ่งคิดก็ยิ่งกริ้ว
ซงจ้านก้านปู้คือยอดคน แต่พระองค์กลับให้กำเนิดบุตรที่ไร้ประโยชน์
“เสด็จพ่อโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเฉียนรีบยอมรับผิดทันที
“ข้าก็แค่ให้เจ้าลองพูดออกมาตามความคิดเห็นของเจ้าเท่านั้น ต่อให้พูดผิด ข้าก็ไม่ตำหนิเจ้าหรอก เอาแต่พูดว่าขอประทานอภัย ขอประทานอภัย เจ้าไม่มีความคิดเป็นของตัวเองบ้างเลยหรือไง?”
หลี่ซื่อหมินแค่นเสียงเย็นชา ทรงรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก
“ฝ่าบาท องค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์นัก ให้เวลาพระองค์ได้ฝึกฝนขัดเกลาอีกสักหน่อยก็จะดีขึ้นเองพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยเจิงก้าวออกมากล่าวเตือน
เมื่อวันก่อนหลี่เฉิงเฉียนอุตส่าห์เดินทางไปขอโทษถึงที่จวน เขาก็ยังคงนึกถึงข้อดีขององค์รัชทายาทอยู่บ้าง
“แล้วตามความเห็นของขุนนางเว่ย การที่ซงจ้านก้านปู้เดินทางมาในครั้งนี้ มีจุดประสงค์อันใดงั้นหรือ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องงาน พระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมา
“ฝ่าบาท เดิมทีกระหม่อมก็คิดไม่ตกเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนนี้ในขณะที่กระหม่อมกำลังอบรมสั่งสอนบุตรชายอยู่นั้น กระหม่อมได้เผลอพูดเรื่องการเดินทางมาเยือนต้าถังของซงจ้านก้านปู้ออกไป ซูอวี้ก็เลยให้คำตอบกับกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยเจิงยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
ดีนักนะตาเฒ่า
ข้าเพิ่งจะด่าลูกชายจบ เจ้าก็มาโอ้อวดลูกชายต่อหน้าข้างั้นหรือ?
“ซูอวี้น่ะหรือ? เขาว่าอย่างไรบ้างล่ะ?”
น้ำเสียงของหลี่ซื่อหมินราบเรียบ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังกัดฟันพูดอยู่
“ฝ่าบาท ซูอวี้บอกว่าซงจ้านก้านปู้ต้องการรวบรวมที่ราบสูงให้เป็นหนึ่งเดียว ตอนนี้แคว้นซูปี่ก็ถูกเขายึดครองไปแล้ว ดังนั้นก็เหลือเพียงแค่แคว้นหยางถงเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ทว่าเมื่อสามปีก่อน แคว้นหยางถงได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อต้าถังของพวกเราแล้ว และยกย่องให้ฝ่าบาทเป็นเทียนเค่อหานพ่ะย่ะค่ะ”
“หากเขาบุกโจมตีแคว้นหยางถง ก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวราวกับสายฟ้าฟาดของต้าถัง”
“ดังนั้นจุดประสงค์ในการเดินทางมาในครั้งนี้ของเขา ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าต้องการจะเกลี้ยกล่อมให้ฝ่าบาท ไม่ทรงเข้าแทรกแซงความขัดแย้งระหว่างเขากับแคว้นหยางถงพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อเว่ยเจิงกล่าวจบ ทุกคนก็ถึงกับกระจ่างแจ้งในทันที
ซงจ้านก้านปู้ยอมเลื่อนแม้กระทั่งเรื่องใหญ่หลวงอย่างการย้ายเมืองหลวงออกไปก่อน เพื่อที่จะเดินทางมาต้าถังด้วยตนเอง
พวกเขาก็คิดหาความเป็นไปได้อื่นไม่ออกแล้วเช่นกัน
“ขุนนางทั้งหลายคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดของเสวียนเฉิงบ้าง?”
หลี่ซื่อหมินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปตรัสถามเหล่าขุนนาง
แต่คำพูดนี้เว่ยเจิงกลับไม่ชอบฟังนัก เพราะเขาเป็นคนหัวโบราณ
หากเป็นความดีความชอบของเขา เขาย่อมยอมรับ
แต่ถ้าไม่ใช่ของเขา เขาก็จะไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด
เว่ยเจิงก้าวออกมาข้างหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฝ่าบาท นี่เป็นคำพูดของซูอวี้ บุตรชายของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
มารดามันเถอะ...
ลูกชายเจ้าพูด กับเจ้าพูด มันต่างกันตรงไหน?
หางตาของหลี่ซื่อหมินกระตุก
พระองค์มีเหตุผลอันควรที่จะสงสัยว่าเว่ยเจิงกำลังโอ้อวดลูกชายของตนเองอยู่อย่างแน่นอน
“กระหม่อมเห็นด้วยกับคำกล่าวของใต้เท้าเว่ยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อมีขุนนางคนหนึ่งเอ่ยปากเห็นด้วย ขุนนางคนอื่น ๆ ก็พากันเห็นพ้องตาม
“สหายขุนนางทุกท่าน ข้าขอพูดซ้ำอีกครั้ง นี่คือสิ่งที่ลูกชายข้าคิดขึ้นมานะ”
เว่ยเจิงปั้นหน้าขรึม กล่าวกับบรรดาขุนนางด้วยความจริงจัง
“...” เหล่าขุนนางต่างก็พูดไม่ออก
ในตอนนั้นเอง ขันทีน้อยก็วิ่งเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของหวังเต๋อสองสามประโยค
หวังเต๋อก็ขยับเข้าไปใกล้หลี่ซื่อหมิน แล้วกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
จากนั้นหลี่ซื่อหมินก็ทอดพระเนตรด้วยสายตาประหลาดใจ!
“ขุนนางเว่ย เพิ่งจะพูดถึงซูอวี้ไปหยก ๆ ตอนนี้ก็มีข่าวของเขามาเสียแล้ว”
หลี่ซื่อหมินมีรอยยิ้มประดับอยู่บนพระพักตร์ ดูราวกับสุนัขจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่มีผิด
“เขาเป็นอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ทันทีที่เห็นรอยยิ้มของหลี่ซื่อหมิน เว่ยเจิงก็สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที
“เช้าตรู่วันนี้ ซูอวี้พาคนไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับหวยโม่ ตอนนี้ก็ไปนั่งจิบชาอยู่ที่ศาลต้าหลี่กันหมดแล้วล่ะ”
“อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?”
เว่ยเจิงยังไม่ทันจะได้โวยวาย เฉิงเย่าจินที่กำลังงัวเงียอยู่ด้านข้างก็ร้องเสียงหลงขึ้นมาทันที “ฝ่าบาท พระองค์ตรัสว่าหวยโม่หรือ? ไม่ใช่หวยเลี่ยงงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ทั้งหวยโม่ และหวยเลี่ยงก็เข้าร่วมด้วยทั้งคู่นั่นแหละ สามสิบกว่าคน ไม่มีใครเลยที่ไม่ใช่ลูกหลานของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก” หลี่ซื่อหมินตรัสหยอกล้อ
ขุนนางทั้งสามสิบกว่าคนถึงกับใจหล่นวูบ
ลูกชายของตนเองสนิทสนมกับใคร พวกเขาย่อมรู้ดีแก่ใจ
“ฝ่าบาท ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือล้มตายใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล
“มี บาดเจ็บเล็กน้อยกันเป็นส่วนใหญ่ แต่หวยโม่นี่สิ...” หลี่ซื่อหมินพูดอึกอัก
“ฝ่าบาท พระองค์ตรัสมาตามตรงเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
เฉิงเย่าจินพยายามข่มความโกรธเอาไว้
ไม่ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะแพ้หรือชนะ การที่เฉิงหวยโม่ใช้กำลังรังแกคนที่เด็กกว่า ก็ถือเป็นฝ่ายผิดอยู่แล้ว
“หวยโม่บาดเจ็บสาหัสจนกระอักเลือด คาดว่าคงจะลุกจากเตียงไม่ได้ไปอีกสองเดือนเลยล่ะ”
หลี่ซื่อหมินส่ายพระพักตร์พลางยิ้มขื่น
พระองค์ทรงรู้ดีว่าเว่ยซูอวี้แข็งแกร่งมาก แต่ไม่นึกเลยว่าตอนนี้แม้แต่เฉิงหวยโม่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเขา
“ไม่ตายก็ดีแล้ว เป็นเพราะฝีมือของเขาสู้คนอื่นไม่ได้เองพ่ะย่ะค่ะ” เฉิงเย่าจินกัดฟันตอบ
คนหนึ่งอายุยี่สิบ อีกคนอายุสิบเอ็ด ใช้กำลังรังแกคนที่เด็กกว่าแล้วยังแพ้อีก เขาจะเอาหน้าไปเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากเว่ยเจิงได้อย่างไร
“ฝ่าบาท กระหม่อมเป็นห่วงหวยโม่ ขออนุญาตทูลลาไปก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ” เฉิงเย่าจินค้อมตัว
“อนุญาต”
เมื่อเฉิงเย่าจินจากไปแล้ว หลี่ซื่อหมินก็หันไปมองเว่ยเจิงอีกครั้ง...
“เสวียนเฉิง ข้าคงต้องขอตำหนิเจ้าสักหน่อยแล้ว เจ้าอบรมสั่งสอนลูกชายอย่างไรกัน? เจ้าดูสิว่าช่วงไม่กี่วันมานี้ เขาไปก่อเรื่องวุ่นวายมาตั้งกี่ครั้งแล้ว?”
“เริ่มตั้งแต่ไปซ้อมชุยเสินจี ต่อด้วยซ้อมชงเอ๋อร์ หวยเลี่ยง เรื่องที่ไปท้าประลองกับซูเป่านั่น ข้าจะไม่พูดถึงก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ยังพาคนสิบกว่าคนไปตะลุมบอนกับหวยโม่อีก เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?”
“จะรวบรวมคนรุ่นเยาว์ให้เป็นหนึ่งเดียวกันหรือไง?”
“หากเจ้ายังไม่อบรมสั่งสอนเขาให้ดีล่ะก็ ในภายภาคหน้าเขาจะต้องก่อเรื่องเดือดร้อนครั้งใหญ่แน่...”
นาน ๆ ทีจะมีโอกาสได้ด่าทอเว่ยเจิงสักที หลี่ซื่อหมินจึงตรัสออกมาอย่างสะใจ
แม้แต่เรื่องบ้านเมืองก็ไม่สนพระทัยที่จะพูดคุยด้วยแล้ว เอาแต่บ่นเป็นหมีกินผึ้งไม่ยอมหยุด
“ฝ่าบาท อันที่จริงซูอวี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยเจิงค้อมตัวตอบ
การเปลี่ยนแปลงของเว่ยซูอวี้ในช่วงหลายวันมานี้ เขาเห็นอยู่เต็มตา ภายนอกอาจจะดูเหมือนเป็นคนวู่วาม แต่แท้จริงแล้วกลับสุขุมรอบคอบในทุกฝีก้าว
เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าซูอวี้จะไปทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไร้เหตุผล
ปัง
หลี่ซื่อหมินตบโต๊ะทรงงานเสียงดังลั่น
“นี่เจ้ายังบอกว่าไม่ได้เลวร้ายอีกงั้นหรือ? หวยโม่ถูกซ้อมจนบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นกระอักเลือดเลยนะ!”
“ข้ารู้ว่าเจ้ารักลูกชายคนโตคนนี้มาก แต่ก็ไม่ควรส่งเสริมให้เขาทำเรื่องชั่วร้ายนะ”
ทว่าเว่ยเจิงก็ยังคงไม่ยอมจำนน
ขอเพียงแค่มีเหตุผล เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
“ฝ่าบาท การจะตัดสินเรื่องราวใดว่าถูกหรือผิด จะต้องเข้าใจต้นสายปลายเหตุก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“แม้ผลลัพธ์จะออกมาว่าเฉิงหวยโม่ถูกซ้อมจนบาดเจ็บสาหัส”
“แล้วเหตุใดเฉิงหวยโม่ถึงได้ต่อสู้กับซูอวี้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“ฝ่าบาททรงเป็นฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดิน การทรงด่วนตัดสินเรื่องราวโดยที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ทรงฟังความข้างเดียวเช่นนี้ ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!”
“หากเปลี่ยนเรื่องราวนี้เป็นการที่ขุนนางกังฉินใส่ร้ายขุนนางตงฉิน ฝ่าบาทก็จะทรงเชื่ออีกใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“การเชื่อฟังคำยุยงของขุนนางกังฉิน นั่นก็คือวิถีแห่งความโง่เขลาเบาปัญญา!”
“และอีกอย่าง การมาถกเถียงเรื่องเด็กทะเลาะวิวาทกันบนท้องพระโรง ต่อหน้าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊เช่นนี้ แล้วความน่าเกรงขามของราชสำนักจะไปอยู่ที่ใด?”
“กระหม่อมขอบังอาจทูลถามฝ่าบาท การกระทำเช่นนี้ถือว่าเสียกิริยาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เว่ยเจิงทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเขา ทำให้หลี่ซื่อหมินถึงกับพูดไม่ออก
ยิ่งไปกว่านั้น ประโยคสุดท้ายของเว่ยเจิง ยังเป็นการบีบบังคับให้หลี่ซื่อหมินยอมรับผิดในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำลงไปอีกด้วย
พระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินดูมีสีสันเป็นอย่างยิ่ง...
ข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายด่าทอเว่ยเจิง
แล้วทำไมคุยไปคุยมา มันถึงกลายเป็นความผิดของข้าไปได้ล่ะเนี่ย?
[1] กษัตริย์แห่งกษัตริย์