- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 41 ขุนนางล่อลวงเด็กน้อย
บทที่ 41 ขุนนางล่อลวงเด็กน้อย
บทที่ 41 ขุนนางล่อลวงเด็กน้อย
บทที่ 41 ขุนนางล่อลวงเด็กน้อย
“ลูก... คุณชายน้อย”
เมื่อเห็นพวกคุณชายเจ้าสำราญทุกคนเรียกเว่ยซูอวี้ว่าลูกพี่ ชายหนุ่มก็รีบคารวะด้วยความประหม่า
“พวกเจ้าทำอะไรกันเนี่ย?”
เว่ยซูอวี้ขมวดคิ้วแน่น เมื่อเห็นเศษน้ำแข็งแตกกระจายเกลื่อนกลาดอยู่เต็มหน้าประตู
“ลูกพี่ พวกเราขายน้ำแข็งไง ขายได้ตั้งสี่ก้วนแล้วนะขอรับ” ชุยเสินจีรีบลากถุงเงินมาโอ้อวดทันที
เงินจะมากจะน้อยก็ไม่สำคัญ
ประเด็นสำคัญคือเงินก้อนนี้พวกเขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองต่างหาก
“ไม่เลว” เว่ยซูอวี้พยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่ชายหนุ่ม “แล้วเจ้านั่นมันยังไงกันล่ะ?”
“มันน่ารังเกียจมากเลยขอรับ...”
ชุยเสินจีเล่าเรื่องที่ชายหนุ่มเอาน้ำส้มฟรีไปขายต่อให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อได้ฟังจบ เว่ยซูอวี้ก็หันไปมองชายหนุ่ม “เจ้าชื่ออะไร?”
“ผู้... ผู้น้อยชื่อหลัวต้าน[1]ขอรับ”
“ต้านไหน?”
“ต้านที่แปลว่าไข่ไก่ขอรับ”
“ชื่อเพราะดีนี่ ในต้าถัง คนที่สามารถกินไข่ไก่ได้ทุกมื้อมีไม่มากหรอกนะ”
“ขอบคุณคุณชายน้อยที่เอ่ยชมขอรับ”
“แล้วเจ้าอยากจะกินไข่ไก่ได้ทุกมื้อหรือไม่ล่ะ?”
ดวงตาของหลัวต้านทอประกายวาบ
เขาเป็นคนฉลาด ย่อมรู้ดีว่าโอกาสของตนเองมาถึงแล้ว
“ผู้น้อยยินดีรับใช้คุณชายน้อยขอรับ”
หลัวต้านคุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“เป็นคนหัวไวใช้ได้!” เว่ยซูอวี้พยักหน้า “ข้าให้เวลาเจ้าเจ็ดวัน เอาน้ำแข็งไปขายให้ทั่วทั้งฉางอัน”
“ถ้าทำได้ ต่อไปร้านขายน้ำแข็งแห่งนี้ ข้าจะให้เจ้าเป็นคนดูแล”
“แต่ถ้าทำไม่ได้... ก็ไสหัวกลับไปซะ!”
หลัวต้านถึงกับร่างสั่นสะท้าน
ให้เขาดูแลร้านขายน้ำแข็งงั้นหรือ?
เขาได้เห็นราคาของน้ำแข็งแล้ว มันช่างน่าสะพรึงกลัวจริง ๆ
หากให้เขาเป็นคนจัดการล่ะก็ แบบนี้ไม่ต้องนับเงินจนมือหงิกเลยหรือไง?
“ผู้น้อยจะขอถวายชีวิตรับใช้ จนกว่าชีวิตจะหาไม่ขอรับ!”
หลัวต้านโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง เพื่อแสดงความจงรักภักดี
“ลูกพี่ ท่านเอาธุรกิจไปมอบให้คนนอกดูแลได้อย่างไรขอรับ” ชุยเสินจีเริ่มร้อนรน
นี่มันธุรกิจที่พวกเขากลุ่มเพื่อนร่วมแก๊งช่วยกันสร้างขึ้นมาเชียวนะ
ให้คนนอกมาสอดมือเข้ามายุ่ง มันจะไปได้เรื่องอะไร?
เพียะ
เว่ยซูอวี้ยกมือขึ้นเขกหัวชุยเสินจีไปหนึ่งที
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ?”
เว่ยซูอวี้ด่าทอด้วยความผิดหวัง “พวกเรามาหาเงินนะ เจ้ามาตั้งนานกลับขายน้ำแข็งไม่ได้เลยสักก้อน แต่เขาแค่พูดไม่กี่ประโยคก็ขายได้ตั้งเยอะตั้งแยะ...”
“งั้นก็ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เจ้านั่นเลยนี่ขอรับ” ชุยเสินจีกุมหัว “กิจการบ้านข้าก็มีตั้งเยอะ หลงจู๊ก็มีตั้งหลายคน”
หลัวต้านใจหล่นวูบ
แล้วรีบช้อนตามองเว่ยซูอวี้อย่างน่าสงสาร
“คนบ้านเจ้าน่ะ เอามาใช้ได้ที่ไหนกัน?”
เว่ยซูอวี้ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากชุยเสินจี “นี่มันธุรกิจของพวกเราเองนะ ถ้าพ่อเจ้าเข้ามายุ่ง พ่อของฝางอี๋อ้าย แล้วก็พ่อของคนอื่น ๆ ก็ต้องเข้ามายุ่งด้วยแน่ ถึงตอนนั้นพวกเราจะมีสิทธิ์มีเสียงอะไรอีกล่ะ?”
“หมายความว่ายังไงหรือขอรับ?” ชุยเสินจีก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี
“...”
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด สติปัญญาของชุยเสินจีนี่ต้องนำไปพิจารณาใหม่เสียแล้ว
เขาหันไปหาฝางอี๋อ้าย “เจ้ามาอธิบายให้เขาฟังทีสิ”
“ได้เลยขอรับ”
ฝางอี๋อ้ายต้องอธิบายอยู่นานสองนาน กว่าชุยเสินจีจะยอมเข้าใจ
เขาก็ส่วนเขา ตระกูลชุยก็ส่วนตระกูลชุย
หากตระกูลชุยเข้ามาก้าวก่าย ตระกูลอื่น ๆ ที่เห็นผลกำไรมหาศาลจากการขายน้ำแข็ง ก็ย่อมต้องกระโดดเข้ามาร่วมวงแบ่งปันผลประโยชน์ด้วยอย่างแน่นอน
และเมื่อมีการแข่งขัน ราคาก็จะตกลงจนขายไม่ได้ราคา!
แต่ถ้าหากพวกเขากลุ่มเพื่อนร่วมแก๊งร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ต่อให้ทางบ้านรู้เรื่องก็คงจะไม่พูดอะไร
ตระกูลใหญ่ล้วนต้องรักษาหน้าตา ใครจะยอมลดตัวลงมาแย่งธุรกิจกับลูกหลานของตนเองล่ะ?
และเมื่อทางตระกูลยอมหลับตาข้างหนึ่ง อิทธิพลของพวกเขาก็จะมหาศาล
ด้วยภูมิหลังของบรรดาเพื่อนร่วมแก๊ง ทั่วทั้งฉางอันพวกเขาสามารถเดินกร่างได้อย่างสบาย ๆ เลยทีเดียว
“คุณชายเว่ย ถ้าเช่นนั้นเรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้นะขอรับ?”
ในระหว่างที่ฝางอี๋อ้ายกำลังอธิบาย เว่ยซูอวี้ก็กำลังง่วนอยู่กับการต้อนรับบรรดาเถ้าแก่โรงเตี๊ยมและพ่อค้าผู้มั่งคั่งเหล่านั้น
“ได้เลยขอรับ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะส่งคนนำน้ำแข็งไปส่งให้พวกท่านทุกวัน”
เว่ยซูอวี้เจรจาด้วยรอยยิ้มแย้ม
ดูเหมือนการทำธุรกิจก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนี่นา
ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน เขาก็สามารถเจรจาตกลงกับโรงเตี๊ยมและโรงน้ำชาในฉางอันได้ตั้งหลายแห่ง
หอนางโลมก็ถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก พรุ่งนี้คงต้องหาเวลาไปเยือนสักหน่อยแล้ว
ในขณะที่กำลังยืนปั้นหน้ายิ้มส่งบรรดาหลงจู๊กลับไปนั้น จู่ ๆ ก็มีรถม้าหลายคันแล่นตรงมาแต่ไกล...
“จบเห่แล้ว พ่อข้ามา”
“เวรเอ๊ย พ่อข้าก็มาด้วย”
“ซวยแน่ รีบเผ่นเร็ว”
บรรดาเพื่อนร่วมแก๊งต่างก็ตกใจกลัว วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกันไปคนละทิศคนละทาง
“ไอ้ลูกทรพี จะหนีไปไหน?”
“ปกติก็ดื้อรั้นเกเรก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ถึงขั้นกล้าโดดเรียนเชียวหรือ?”
“หยุดเดี๋ยวนี้ ขืนวิ่งหนีอีกล่ะก็ พ่อจะถลกหนังเจ้าเสีย!”
ชายในชุดขุนนางหลายคนกระโดดลงจากรถม้า แล้วเริ่มวิ่งไล่ตาม
เดิมทีหลังจากเลิกงาน พวกเขากำลังเตรียมตัวจะกลับจวนอยู่แล้ว แต่กลับได้รับแจ้งจากคนของกั๋วจื่อเจี้ยนว่าลูกหลานของตนโดดเรียน
เรื่องนี้ทำเอาพวกเขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ในยุคสมัยที่ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง
การโดดเรียนถือเป็นความผิดร้ายแรงยิ่งนัก!
เพียะ เพียะ เพียะ...
บรรดาเพื่อนร่วมแก๊งถูกจับตัวได้ จากนั้นก็ถูกซ้อมเสียยกใหญ่
ชนิดที่ว่าโดนถอดกางเกงตีตูดต่อหน้าธารกำนัลเลยทีเดียว
ชั่วพริบตานั้น เสียงร้องโหยหวนและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ
“เจ้าคือเว่ยซูอวี้ใช่หรือไม่?”
หลังจากซ้อมลูกชายของตนเสร็จ ขุนนางหลายคนก็พากันเดินเข้ามาหา
“ใช่ขอรับ” เว่ยซูอวี้ประสานมือคารวะ “ซูอวี้ขอคารวะท่านลุงทุกท่านขอรับ”
“ไม่ต้องมาทำเป็นพิธีรีตอง ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นบุตรชายสายตรงของใต้เท้าเว่ย แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดี อย่าได้พาลูกชายของพวกเราไปเสียคน” ขุนนางเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ท่านลุงทั้งหลายเข้าใจผิดแล้วขอรับ พวกเราเพิ่งจะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งขึ้นมาได้ ก็เลยมาทดลองปฏิบัติจริงน่ะขอรับ” เว่ยซูอวี้ตอบด้วยรอยยิ้ม
“สิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่อะไรกัน?”
เว่ยซูอวี้ชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งบนพื้นซึ่งยังละลายไม่หมด “น้ำแข็งขอรับ!”
หืม?
ขุนนางหลายคนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าบนพื้นมีก้อนน้ำแข็งอยู่จริง ๆ
จึงรีบนั่งยอง ๆ ลงไป แล้วยื่นมือไปสัมผัสดู
น้ำแข็งจริง ๆ หรือเนี่ย?
ทุกคนหันมามองหน้ากัน
“เจ้าบอกว่าพวกเจ้าเป็นคนคิดค้นสิ่งนี้ขึ้นมางั้นหรือ?”
“ถูกต้องขอรับ”
“พวกเจ้าสามารถทำน้ำแข็งได้?”
“ใช่ขอรับ”
ขุนนางหลายคนต่างก็ผลัดกันซักถาม เว่ยซูอวี้ก็ตอบคำถามอย่างใจเย็นพร้อมด้วยรอยยิ้ม
ภายในใจของแต่ละคนเริ่มกระสับกระส่าย
น้ำแข็งเดือนหก มีค่าดั่งทองคำ
หากสามารถทำน้ำแข็งขึ้นมาได้จริง ๆ นี่มันก็บ่อเงินบ่อทองชัด ๆ!
“แล้วพวกเจ้าขายน้ำแข็งไปบ้างหรือยังล่ะ?” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยถาม
“แน่นอนว่าขายไปแล้วสิขอรับ ท่านดูนี่ เงินของพวกเรา”
ชุยเสินจีชิงตอบ ก่อนจะลากเงินสี่ก้วนออกมาโอ้อวดอีกครั้ง
“ทั้งวันพวกเจ้าขายได้แค่สี่ก้วนเองหรือ?”
ทุกคนเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
พวกไร้ประโยชน์เอ๊ย...
ถ้าให้พวกเขาเป็นคนขายล่ะก็ วันนึงอย่างน้อย ๆ ก็ต้องขายได้ตั้งหลายร้อยก้วน!
ไม่ได้การล่ะ ต้องเอาของสิ่งนี้มาไว้ในครอบครองให้จงได้
“เอ่อ... หลานชาย การอยากหาเงินมันก็เป็นเรื่องดีนะ แต่การเรียนหนังสือน่ะสำคัญที่สุด”
“เจ้าดูสิ พวกเจ้าขายได้แค่วันละสี่ก้วนเอง เดี๋ยวข้าให้พวกเจ้าวันละสิบก้วน แล้วพวกเจ้าก็บอกสูตรลับในการทำน้ำแข็งให้ข้า ดีไหมล่ะ?”
ขุนนางเผยรอยยิ้มอ่อนโยนราวกับสายลมใบไม้ผลิ เริ่มกล่าววาจาล่อลวงเว่ยซูอวี้
ก็แค่เด็กน้อย พูดจาหว่านล้อมสักสองสามประโยค เอาของรางวัลมาล่อหน่อย เดี๋ยวก็ยอมตกลงแล้วล่ะ?
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เพื่อนร่วมแก๊งหลายคนเริ่มมีสีหน้าหวั่นไหว
พวกเขามีกันตั้งสิบกว่าคน ได้เงินทอนไปโรงเรียนแค่วันละไม่กี่อีแปะ หรืออย่างมากก็แค่ไม่กี่สิบอีแปะเท่านั้น
แต่ถ้าเอามาแบ่งกัน วันนึงก็ได้ตั้งหลายร้อยอีแปะเชียวนะ
แถมยังมีน้ำผึ้งอีก พวกเขาชอบของหวาน ๆ แบบนี้ที่สุดเลย
“ลูกพี่ ธุรกิจนี้คุ้มค่ามากเลยนะขอรับ”
“ใช่ ๆ วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้เงินแล้ว”
“ลูกพี่ หรือจะยอมบอกสูตรให้พวกเขาไปดีล่ะขอรับ?”
บรรดาเพื่อนร่วมแก๊งเริ่มส่งเสียงเชียร์
“หุบปาก!”
ในตอนนั้นเอง ชุยเสินจีก็ตวาดเสียงดังก้อง “ลูกพี่จะตัดสินใจยังไง ถึงตาพวกเจ้ามาสอดปากตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ขุนนางหลายคนถลึงตาใส่
ดีล่ะ เจ้าทึ่มชุย กล้ามาขัดขวางทางรวยของพวกข้างั้นหรือ?
แต่เพียงไม่นาน พวกเขาก็เปลี่ยนมาเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน
เพราะชุยเสินจีเอ่ยปากขึ้นมาอีกครั้ง...
“ลูกพี่ รีบตกลงสิขอรับ นี่มันเงินหล่นทับชัด ๆ!”
[1] ไข่หลัว