- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 33 ฉินฉยง
บทที่ 33 ฉินฉยง
บทที่ 33 ฉินฉยง
บทที่ 33 ฉินฉยง
“คุณชายฉิน...”
หัวหน้าแก๊งอันธพาลจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน ในใจรู้สึกปั่นป่วนไปด้วยหลากหลายอารมณ์
“เจ้าไปเถอะ ตราบใดที่ข้าไม่ไปแจ้งความ ทางการก็เอาผิดเจ้าไม่ได้หรอก” ฉินซ่านเต้ากล่าวต่อ
หัวหน้าแก๊งอันธพาลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเชื่อฉินซ่านเต้า
เขาล็อกตัวฉินซ่านเต้าค่อย ๆ ถอยร่นออกไป เมื่อเห็นว่าอยู่ห่างจากกลุ่มคนพอสมควรแล้ว เขาก็ประสานมือคารวะฉินซ่านเต้า ก่อนจะใส่เกียร์หมาโกยอ้าวหนีไป
“หมดสนุกเลย” ชุยเสินจีเบะปาก
“นั่นสิ ๆ” ฝางอี๋อ้ายผสมโรง
เว่ยซูอวี้ก้าวเข้าไปประคองฉินซ่านเต้า พร้อมกับตรวจดูบาดแผล
ล้วนแต่เป็นบาดแผลภายนอก ไม่ได้ร้ายแรงอะไร
“ทำไมถึงปล่อยเขาไป?” เว่ยซูอวี้อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ฉินซ่านเต้าเอาแต่เงียบ ไม่ยอมปริปากพูดอะไร
เว่ยซูอวี้ก็ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีนั้น เอ่ยต่อไปว่า “เป็นฝีมือแม่ใหญ่ที่บ้านของเจ้าใช่หรือไม่?”
ขวับ
ฉินซ่านเต้าเงยหน้าขึ้นขวับ สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่า ‘ท่านรู้ได้อย่างไร?’
“ก็บอกแล้วไงว่าต่อให้เจ้าไม่บอก พวกเราก็สืบรู้ได้อยู่ดี”
เว่ยซูอวี้ชี้ไปทางชุยเสินจี “ขาใหญ่ประจำกั๋วจื่อเจี้ยนไม่ได้มีไว้คุยโวโอ้อวดเฉย ๆ หรอกนะ”
ชุยเสินจีเชิดหน้าขึ้นทันที ทำท่าทีราวกับตนเองนั้นเก่งกาจหนักหนา
ก่อนจะก้าวยาว ๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉินซ่านเต้า แล้วเริ่มสาธยายให้ฟังทีละเรื่อง...
“ฉินซ่านเต้า บุตรชายคนเล็กสุดของฉินซูเป่า”
“มีทักษะวิทยายุทธล้ำเลิศมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นที่โปรดปรานของท่านลุงฉิน ทว่าด้วยความที่เป็นเพียงบุตรอนุภรรยา จึงไม่สามารถสืบทอดบรรดาศักดิ์อี้กั๋วกงได้!”
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของชุยเสินจี ฉินซ่านเต้าก็ตกตะลึงไปจริง ๆ
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า เรื่องภายในครอบครัวแค่นี้ อีกฝ่ายจะสามารถสืบรู้มาได้อย่างกระจ่างแจ้ง
เรื่องราวนั้นง่ายนิดเดียว...
ทั้งหมดก็เพื่อตำแหน่งบรรดาศักดิ์กั๋วกงของฉินฉยงนั่นเอง!
เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า บรรดาศักดิ์กั๋วกงนั้น สามารถสืบทอดทางสายเลือดได้!
และเนื่องจากการกรำศึกมาอย่างยาวนาน ร่างกายของฉินฉยงก็เสื่อมถอยลงราวกับหน้าไม้ที่ใกล้จะพังเต็มที ทว่าเขากลับยังไม่ยอมแต่งตั้งบุตรชายสายตรงเสียที
ถูกต้องแล้ว ฉินฉยงไม่มีบุตรชายสายตรง!
ไม่ว่าจะเป็นฉินหวยเต้า ฉินซ่านเต้า หรือฉิน...เต้าคนไหนก็ตาม ล้วนเป็นเพียงบุตรอนุภรรยาทั้งสิ้น
ฉินฉยงผู้นี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่เขาก็มีรอยด่างพร้อยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่เรื่องหนึ่ง!
นั่นก็คือ ในรัชศกอู่เต๋อปีที่สอง ฉินซูเป่าได้กระทำเรื่องที่น่าอับอายขายหน้า...
ทอดทิ้งลูกเมียเพื่อไปสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ถัง!
บางทีอาจจะเป็นเพราะรู้สึกผิด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาจึงพยายามตามหาลูกเมียมาโดยตลอด ทว่าก็ยังคงไร้ซึ่งเบาะแสใด ๆ
ด้วยยึดคติที่ว่า เป็นต้องเห็นตัว ตายต้องเห็นศพ
ฉินฉยงจึงไม่ยอมแต่งตั้งบุตรชายสายตรงเสียที!
ในขณะที่ฉินฉยงไม่รีบร้อน แต่บรรดาอนุภรรยาข้างกายของเขากลับร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง
มองดูร่างกายของฉินฉยงที่นับวันยิ่งทรุดโทรมลง หากยังไม่ยอมแต่งตั้งบุตรชายสายตรงอีก เกิดวันดีคืนดีเขาสิ้นลมหายใจไปจะทำอย่างไร?
บุตรชายสายตรงไม่ใช่ว่าจะปลดออกไม่ได้
ยังมีกฎเกณฑ์ที่ว่า ปลดบุตรสายตรง แล้วแต่งตั้งบุตรอนุภรรยาขึ้นแทนได้!
ขอเพียงฉินฉยงเอ่ยปากเพียงคำเดียว อนุภรรยาก็สามารถเลื่อนขั้นขึ้นเป็นภรรยาเอกได้ บุตรอนุภรรยาก็จะกลายเป็นบุตรชายสายตรง
เพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่นี้ บรรดาอนุภรรยาของฉินฉยงจึงเริ่มชิงดีชิงเด่นกันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
และฉินซ่านเต้าผู้มีพรสวรรค์ด้านวิทยายุทธมาตั้งแต่เด็ก ย่อมตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขั้นแรก คือการผลักไสให้เขาไปเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยน
เพื่อให้ห่างไกลจากกองทัพ ความสามารถของฉินซ่านเต้าก็จะไม่ได้รับการพัฒนา
แน่นอนว่าแค่นี้ยังไม่ปลอดภัยพอ
เป็นเพราะบุตรชายคนอื่น ๆ ของฉินฉยง ล้วนเป็นพวกไร้ความสามารถ
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ต่อให้ฉินซ่านเต้าจะถูกส่งไปเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยน ก็ยังไม่สามารถลบล้างความสำคัญของเขาในใจของฉินฉยงได้อยู่ดี
ดังนั้นจึงได้เกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มอันธพาลมาดักรุมฉินซ่านเต้าขึ้น
ขอเพียงทำให้ฉินซ่านเต้ากลายเป็นคนพิการ
ต่อให้เขามีความสามารถมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันได้ขึ้นเป็นบุตรชายสายตรง
“แม่ใหญ่ของเจ้าทำกับเจ้าถึงขนาดนี้ เจ้ายังจะทนกล้ำกลืนฝืนทนอยู่อีกหรือ?” น้ำเสียงของเว่ยซูอวี้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นแหลมคม
“พวกเขาก็คือคนในครอบครัวของข้า” ฉินซ่านเต้าขยับปาก ในที่สุดก็ยอมเอ่ยคำ
“ดังนั้นเจ้าจึงเลือกที่จะยอมถอยงั้นหรือ?” เว่ยซูอวี้เลิกคิ้ว
“ไม่อย่างนั้นข้าจะทำอะไรได้เล่า?” ฉินซ่านเต้ามีสีหน้าหม่นหมอง
“แล้วแม่ของเจ้าล่ะ?” เว่ยซูอวี้เอ่ยถามต่อ “เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าวันนี้เจ้าต้องกลายเป็นคนพิการไป แม่ของเจ้าจะเจ็บปวดทรมานขนาดไหน”
ฉินซ่านเต้าชะงัก
ขยับปากมุบมิบสองสามครั้ง ทว่ากลับไม่ได้เอ่ยโต้แย้งอะไรออกมาอีก
“เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็ต้องแก้ไข หากวันนี้เจ้าไม่จัดการเรื่องนี้ให้จบ พรุ่งนี้เจ้าก็จะเจอคนมาดักรุมทำร้ายแบบนี้อีก!” เว่ยซูอวี้อธิบายอย่างใจเย็น
แววตาของฉินซ่านเต้าฉายความสับสน เขาก็อยากจะแก้ไขเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขายังเด็กเกินไป ไม่มีกำลังพอที่จะจัดการได้!
“ท่านช่วยข้าได้หรือไม่?”
ในดวงตาของฉินซ่านเต้าเต็มไปด้วยความหวังและความปรารถนา
เขาไม่อยากเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยน และยิ่งไม่อยากให้แม่ของเขาต้องเสียใจ
แต่ตอนนี้เขายังเด็กเกินไป แม้แต่จะตอบโต้ก็ยังทำไม่ได้
“ได้สิ!” เว่ยซูอวี้เอ่ยปาก “แต่ข้ามีข้อแม้ข้อหนึ่ง”
“ข้อแม้อะไร?”
“ต่อจากนี้ไป เจ้าต้องเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยน โดยมีข้าเป็นคนสั่งสอนเจ้า!”
สำหรับหยกที่ยังไม่ได้รับการเจียระไนเช่นนี้ เว่ยซูอวี้ไม่อยากจะปล่อยให้หลุดมือไป
เขาเชื่อมั่นว่าภายใต้การสั่งสอนของเขา อนาคตของฉินซ่านเต้าจะต้องเปล่งประกายเจิดจรัสอย่างแน่นอน
“เสินจี ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม? ลูกพี่จะสั่งสอนคนงั้นหรือ?”
“เจ้าไม่ได้หูฝาดหรอก”
“ขนาดคัมภีร์หลุนอวี่เขายังท่องไม่ได้เลย แล้วจะไปสอนอะไรได้เล่า?”
“สอนนอนหลับ สอนโดดเรียน สอนเถียงอาจารย์...”
“...”
เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน มุมปากของเว่ยซูอวี้ก็กระตุก
สองคนนี้ ชอบมาขัดจังหวะหักหน้าเขาในเวลาสำคัญอยู่เรื่อย
ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ แต่เรื่องเป็นตัวถ่วงนี่ที่หนึ่งเลย
แต่ตอนนี้เขากำลังรอคำตอบจากฉินซ่านเต้าอยู่ จึงไม่มีเวลาไปแจกมะเหงกให้สองคนนั้น
ฉินซ่านเต้าย่อมได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนเช่นกัน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “ข้าเรียนวิทยายุทธด้วยได้หรือไม่?”
“เจ้าคิดว่าทักษะการต่อสู้ของข้าอ่อนด้อยงั้นหรือ?” เว่ยซูอวี้ถามกลับ
ฉินซ่านเต้าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าทักษะการต่อสู้ของเว่ยซูอวี้นั้นแข็งแกร่งมาก
สามารถสยบเขาลงได้อย่างง่ายดาย
“ข้าเรียนกลศึกพิชัยสงครามด้วยได้หรือไม่?”
“ได้สิ”
“ตกลง ข้ารับปากท่าน!”
เมื่อได้ยินคำตอบของฉินซ่านเต้า เว่ยซูอวี้ก็เผยรอยยิ้มออกมา
“ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่จวนอี้กั๋วกง!”
เว่ยซูอวี้ลุกขึ้นยืน จูงมือฉินซ่านเต้าเดินผ่าเผยออกจากตรอกเล็ก ๆ
ด้านหลังของเขา มีบรรดาลูกหลานขุนนางอีกหลายสิบคนเดินตามมา
ภาพเหตุการณ์นี้ดึงดูดให้ชาวบ้านจำนวนมากเข้ามารุมล้อมมุงดู
ณ จวนอี้กั๋วกง
ฉินฉยงมีรูปร่างกำยำสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาสง่างาม ดวงตาทั้งคู่ทอประกายดุจดวงดาวอันหนาวเหน็บ คิ้วเข้มดุจจุ่มหมึก
ปัจจุบันเขามีอายุราวห้าสิบปีแล้ว ขมับทั้งสองข้างเริ่มมีผมหงอกขาวแซม แม้ใบหน้าจะซีดเซียวด้วยอาการป่วย ทว่าก็ยังไม่อาจบดบังความน่าเกรงขามของเขาลงได้เลย
“ซ่านเต้าล่ะ? ยังไม่กลับมาอีกหรือ?”
กลางโต๊ะอาหาร ฉินฉยงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา
เนื่องจากฉินฉยงยังไม่ได้แต่งตั้งบุตรชายสายตรง ดังนั้นบุตรชายทุกคนจึงสามารถขึ้นมานั่งร่วมโต๊ะอาหารเดียวกันได้
“วันนี้เป็นวันแรกที่ซ่านเต้าไปเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยน บางทีอาจจะกำลังเล่นสนุกอยู่กับเพื่อนใหม่กระมัง”
เจี่ยซื่อ แม่ใหญ่ของฉินซ่านเต้าเอ่ยตอบ
ในขณะที่พูด นางก็คีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามข้าวของฉินฉยงด้วย
จากนั้นก็คีบเนื้ออีกชิ้นใส่ชามข้าวของฉินหวยเต้า บุตรชายของนางเอง
“อืม”
ฉินฉยงพยักหน้า ไม่ได้คิดอะไรมาก
ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข เจี่ยซื่อคอยคีบอาหารประจบประแจงฉินฉยงไม่ขาด
ทว่ามารดาผู้ให้กำเนิดของฉินซ่านเต้า กลับนั่งอยู่รั้งท้ายสุดของโต๊ะ ค่อย ๆ เคี้ยวข้าวทีละคำ ๆ
“ท่านแม่ทัพ แย่แล้วขอรับ...”
ในตอนนั้นเอง ยามเฝ้าประตูก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“มีเรื่องอันใด ถึงได้ลนลานปานนี้?”
ฉินฉยงแสดงสีหน้าไม่พอใจ ในฐานะแม่ทัพ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือลูกน้องที่ทำตัวลนลานขาดสติ เพราะมันจะส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของกองทัพ
“คุณชายสาม เขากลับมาแล้วขอรับ...” ยามเฝ้าประตูเอ่ยรายงาน
เจี่ยซื่อได้ยินดังนั้นก็ดีใจ นึกว่าแผนการสำเร็จลุล่วงแล้ว
“ซ่านเต้ากลับมาแล้วหรือ อาหารกำลังร้อน ๆ ให้เขารีบมากินข้าวเถอะ” เจี่ยซื่อพยายามปั้นหน้าให้ดูเป็นมารดาผู้มีเมตตา
“ใช่ ให้เขารีบมากินข้าวเถอะ” ฉินฉยงสั่งการ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวต่อไป
“ไม่ใช่ขอรับ...” ยามเฝ้าประตูเช็ดเหงื่อเย็นเยียบ “คุณชายสามไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่เขาพาพวกลูกหลานจากกั๋วจื่อเจี้ยนมาด้วยอีกหลายสิบคนเลยขอรับ”
“โอ้ ไม่เลวนี่”
เดิมทีฉินฉยงก็เป็นคนที่ชอบคบหาสมาคมกับเหล่าวีรบุรุษทั่วหล้าอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาจึงไม่เพียงแต่ไม่ตำหนิ ทว่ากลับหัวเราะร่วนออกมา “เด็ก ๆ ไปจัดเตรียมอาหารมาเพิ่มอีกสักสองสามโต๊ะ เพื่อต้อนรับแขกตัวน้อยของพวกเราเสียหน่อย”
“ไม่ใช่ขอรับ...” ยามเฝ้าประตูตบปากตัวเองเบา ๆ หนึ่งที แอบด่าตัวเองในใจว่าช่างพูดจาไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ฉินฉยงก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงวางตะเกียบลง พร้อมตวาดถามเสียงแข็ง
“คุณชายสามคุกเข่าอยู่หน้าประตูใหญ่ เพื่อขอร้องให้ท่านให้ความเป็นธรรมแก่เขาขอรับ!”
ปัง
ฉินฉยงตบโต๊ะดังปัง
“เขาคิดจะทำอะไร คิดจะก่อกบฏหรือไง?”