- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 34 การเผชิญหน้าอันแหลมคม
บทที่ 34 การเผชิญหน้าอันแหลมคม
บทที่ 34 การเผชิญหน้าอันแหลมคม
บทที่ 34 การเผชิญหน้าอันแหลมคม
หน้าประตูจวนอี้กั๋วกง
ฉินซ่านเต้าที่มีบาดแผลเต็มตัว คุกเข่าอยู่หน้าประตูใหญ่
ชาวบ้านพากันชี้ชวนกันดู ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ส่วนชุยเสินจีและฝางอี๋อ้ายก็รับหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ใครก็ตามที่กล้าล้ำเส้นเข้ามาแม้เพียงก้าวเดียว ก็จะถูกพุ่งเข้าไปซ้อมจนน่วม
ไม่ยอมงั้นหรือ?
จะตีจนกว่าจะยอม
ตำแหน่งขาใหญ่ประจำฉางอันไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วยหรอกนะ
ประกอบกับกลุ่มเด็กเปรตพวกนี้ล้วนเป็นพวกชอบความวุ่นวายอยู่แล้ว เรื่องทะเลาะวิวาท ซ้อมคนอะไรเทือกนี้ พวกเขาโปรดปรานที่สุด
“ไอ้ลูกทรพี เจ้ามาคุกเข่าอยู่หน้าประตูเพื่อเรื่องอันใด?”
ฉินฉยงสวมชุดคลุมยาวสีดำ นำขบวนเดินก้าวออกมาจากประตูใหญ่ โดยมีบรรดาอนุภรรยาและบุตรธิดาเดินตามมาติด ๆ
เมื่อเห็นสภาพอันบอบช้ำของฉินซ่านเต้า คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
“ซ่านเอ๋อร์”
มารดาของฉินซ่านเต้าถลันออกมาจากประตูใหญ่ รีบเข้าไปลูบคลำใบหน้าของบุตรชายด้วยความห่วงใย
“ท่านพ่อ ซ่านเต้าขอร้องให้ท่านแต่งตั้งบุตรชายสายตรงด้วยเถิดขอรับ!” ฉินซ่านเต้าผละออกจากมารดา ก้มกราบลงแทบเท้าของฉินฉยง
สิ้นคำพูดนี้ เสียงอื้ออึงก็ดังระงมไปทั่วบริเวณ
ไม่เพียงแต่ชาวบ้านที่มุงดูจะตกตะลึง แม้แต่คนในครอบครัวของฉินฉยงก็ยังตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
การแต่งตั้งบุตรชายสายตรง
เป็นสิ่งที่พวกเขาทุกคนล้วนใฝ่ฝันถึง
แต่ใครเล่าจะกล้านำเรื่องนี้มาพูดกันอย่างเปิดเผย?
การที่ฉินฉยงทอดทิ้งลูกเมียเป็นความจริง!
การนำเรื่องนี้มาพูดต่อหน้าฉินฉยง ก็เปรียบเสมือนการสะกิดแผลเป็นในใจของเขาให้เจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง
“ใครสอนให้เจ้าพูดจาเหลวไหลเช่นนี้?”
สายตาอันแหลมคมของฉินฉยงกวาดมองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะหยุดลงที่เว่ยซูอวี้
เพราะในบรรดาผู้คนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ มีเพียงเว่ยซูอวี้คนเดียวเท่านั้นที่กล้าสบตาเขาตรง ๆ
ส่วนชุยเสินจีและฝางอี๋อ้ายนั้น หดหัวหลบไปอยู่ด้านข้าง ทำตัวเป็นนกกระจอกเทศไปตั้งนานแล้ว
“ผู้น้อยเว่ยซูอวี้ คารวะท่านลุงฉินขอรับ”
เว่ยซูอวี้โค้งคำนับฉินฉยงด้วยท่าทีที่สง่างาม ไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่อ่อนน้อมจนเกินไป
เทพสงครามแห่งต้าถัง คู่ควรแก่ความเคารพเลื่อมใสของเขา
“เจ้าเป็นคนยุยงให้ซ่านเต้าพูดเรื่องพวกนี้งั้นหรือ?”
สายตาอันเย็นเยียบของฉินฉยงจ้องเขม็งไปที่เว่ยซูอวี้ แรงกดดันที่มองไม่เห็น ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัว
“ถูกต้องขอรับ!”
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเว่ยซูอวี้จะกล้ายอมรับออกมาตรง ๆ อย่างผ่าเผยเช่นนี้
“มีความกล้าหาญชาญชัย คล้ายคลึงกับพ่อของเจ้ามาก” ฉินฉยงกล่าวชื่นชม
นิสัยพูดจาขวานผ่าซากของเว่ยเจิง เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งต้าถัง
การที่เว่ยซูอวี้เผชิญหน้ากับเขาโดยไม่มีท่าทีหวาดหวั่น และยังคงพูดจาตรงไปตรงมา ทำให้เขารู้สึกประทับใจในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่น้อย
“แต่เรื่องภายในครอบครัวของข้า ถึงคราวที่คนนอกอย่างเจ้าจะต้องเข้ามาก้าวก่ายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
คิ้วเข้มของฉินฉยงกระตุก เสียงตวาดอันดุดันดุจดั่งอสนีบาตฟาดลงมา ทำเอาผู้คนที่ได้ยินถึงกับหัวใจเต้นโครมครามด้วยความหวาดกลัว
“เรื่องภายในครอบครัวสกุลฉิน ข้าไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย”
เว่ยซูอวี้ตอบกลับตามความจริง “แต่เมื่อครู่นี้ ข้าเพิ่งจะรับซ่านเต้ามาไว้ในความดูแลแล้วขอรับ!”
“หมายความว่าอย่างไร?”
น้ำเสียงของฉินฉยงเจือไปด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ เพราะเขาพอจะเดาอะไรได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
“หมายความว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป ข้าจะเป็นผู้สั่งสอนซ่านเต้าเองขอรับ!” เว่ยซูอวี้เงยหน้าขึ้น สบตากับฉินฉยงตรง ๆ
“อย่าคิดนะว่าเจ้าเป็นบุตรชายของเว่ยเจิง แล้วข้าจะไม่กล้าจัดการเจ้า!” ฉินฉยงโกรธจัดจนถึงขีดสุดแล้ว
เด็กเมื่อวานซืนอายุแค่สิบเอ็ดปี จะมาเป็นอาจารย์ของเด็กอายุเจ็ดขวบ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เขาฉินฉยงคงถูกคนหัวเราะเยาะจนตายเป็นแน่
“ข้ารู้ว่าท่านลุงฉินคงไม่เชื่อ ดังนั้น...”
เว่ยซูอวี้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีแห่งการต่อสู้แผ่ซ่านออกมาอย่างเข้มข้น เขาจ้องมองฉินฉยงด้วยสายตาเร่าร้อน “ผู้น้อยบังอาจ ขอให้ท่านลุงฉินช่วยชี้แนะด้วยขอรับ!”
เทพสงครามแห่งต้าถัง คือบุคคลต้นแบบที่เขาเคารพรัก
การได้ประลองฝีมือกับบุคคลผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาตั้งตารอคอยมาเนิ่นนาน!
ตอนนี้ฉินฉยงมีอาการป่วยรุมเร้า ไม่ได้อยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เว่ยซูอวี้ก็ไม่ได้อยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน
หนึ่งแก่หนึ่งเด็ก ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันเท่าใดนัก
“เจ้าท้าทายข้าเรอะ?”
ฉินฉยงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
เขาคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่า เว่ยซูอวี้จะกล้าท้าทายตนเอง
“ไอ้หนู เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง ถึงได้กล้าท้าทายแม้กระทั่งอี้กั๋วกง”
“ท่านแม่ทัพฉินผ่านการสู้รบมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นถึงเทพสงครามแห่งต้าถัง เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าคู่ควรงั้นหรือ?”
“สมัยนี้นะ เด็ก ๆ เอาแต่ทำตัวเหลวไหล ไม่รู้จักร่ำเรียน วัน ๆ เอาแต่เพ้อฝันกลางวัน”
เมื่อเว่ยซูอวี้กล่าวจบ ก็เรียกเสียงหัวเราะเยาะจากฝูงชนในทันที บรรดาชาวบ้านพากันเยาะเย้ยถากถางเว่ยซูอวี้กันยกใหญ่
“ช่างเถอะ เจ้าไปซะ”
ฉินฉยงโบกมือด้วยความผิดหวังในตัวเว่ยซูอวี้อย่างยิ่ง
หากอีกฝ่ายเป็นบุตรชายของขุนนางฝ่ายบู๊ บางทีเขาอาจจะยังพอให้คำชี้แนะได้บ้าง
แต่เว่ยซูอวี้เป็นถึงบุตรชายของขุนนางฝ่ายบุ๋น กลับประกาศกร้าวว่าจะท้าประลองกับเขา นอกจากการเพ้อฝันแล้ว จะเป็นสิ่งใดได้อีกเล่า?
“ข้าไปก็ได้ขอรับ เช่นนั้นรบกวนท่านลุงฉินช่วยตอบคำถามของซ่านเต้าด้วยว่าบุตรชายสายตรงนี้ สามารถแต่งตั้งได้หรือไม่?” เว่ยซูอวี้คาดคั้นอีกครั้ง
“เจ้ากำลังสอนให้ข้าทำงานอย่างนั้นหรือ?”
“และก็เจ้านี่ ซ่านเต้า นี่เจ้าร่วมมือกับคนนอกมาคาดคั้นพ่อของตัวเองอย่างนั้นหรือ?”
พอถูกสะกิดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ความอดทนของฉินฉยงก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว
“ซ่านเอ๋อร์ รีบขอโทษพ่อของเจ้าเถิดลูก” มารดาของฉินซ่านเต้าเอ่ยเกลี้ยกล่อม
ฉินซ่านเต้าเอาแต่เงียบ ยังคงคุกเข่าก้มหน้านิ่ง
“ผู้น้อยมิกล้า เพียงแต่ข้าหวังว่าท่านแม่ทัพจะช่วยดับความคิดอันชั่วร้ายของใครบางคนลงเสีย...”
“ดังคำกล่าวที่ว่า ฝึกฝนตนเอง จัดการครอบครัว ปกครองแคว้นให้สงบสุข!”
“ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข จึงจะสามารถทุ่มเททำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างเต็มที่!”
เว่ยซูอวี้กล่าวถ้อยคำอันสละสลวยขึ้นมาอีกครั้ง
และคำพูดของเขาก็ได้รับการเห็นพ้องจากผู้คนจำนวนไม่น้อย
อันที่จริงชาวบ้านเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดฉินฉยงถึงยังไม่ยอมแต่งตั้งบุตรชายสายตรงเสียที
“ได้ เช่นนั้นข้าจะตอบคำถามเจ้าเดี๋ยวนี้...”
ฉินฉยงพยักหน้า กวาดสายตาอันเยียบเย็นไปรอบ ๆ บริเวณ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “บุตรชายสายตรงแห่งจวนอี้กั๋วกงของข้า จะไม่มีวันเป็นฉินซ่านเต้าอย่างเด็ดขาด!”
เฮ...
ทุกคนถึงกับตกตะลึง
ชุยเสินจีและฝางอี๋อ้ายยิ่งตกใจจนอ้าปากค้าง
ลูกพี่ออกโรงบู๊อย่างดุดันไฉนผลลัพธ์กลับกลายเป็นการทำลายโอกาสสืบทอดบรรดาศักดิ์ของฉินซ่านเต้าไปเสียได้
“ผลลัพธ์เช่นนี้ เจ้าพอใจหรือไม่?” มุมปากของฉินฉยงเหยียดยิ้มเย็นชา
“ขอบคุณท่านลุงฉินที่ช่วยไขข้อข้องใจขอรับ”
เว่ยซูอวี้หันกลับไปมองครอบครัวของฉินฉยงอีกครั้ง “ผลลัพธ์เช่นนี้ พวกท่านพอใจหรือไม่?”
เจี่ยซื่อรู้สึกตระหนกในใจ สายตาล่อกแล่ก ราวกับถูกมองทะลุปรุโปร่งถึงความในใจ
ฉินฉยงหรี่ตาลง เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวจากบาดแผลบนร่างกายของฉินซ่านเต้า เขาก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้
“ตอนนี้เจ้าหมดธุระแล้วหรือยัง?” ฉินฉยงเอ่ยถามด้วยความรำคาญ
หากเว่ยซูอวี้ไม่ใช่บุตรชายของเว่ยเจิง เขาคงสั่งให้คนโบยแล้วลากออกไปตั้งนานแล้ว
“ยังคงเป็นเรื่องเดิมขอรับ นับแต่นี้ข้าจะเป็นผู้สั่งสอนซ่านเต้าเอง ขอท่านลุงฉินโปรดอนุญาตด้วยขอรับ” เว่ยซูอวี้ประสานมือคารวะ
“อย่าได้คืบจะเอาศอก!” ฉินฉยงมีสีหน้ามืดครึ้ม
“ท่านลุงฉินเข้าใจผิดแล้วขอรับ ข้าไม่ได้มาขออนุญาตจากท่าน แต่ข้ากลัวว่าภายหลังท่านจะไปสร้างความลำบากใจให้แก่ซ่านเต้าต่างหาก”
จู่ ๆ เว่ยซูอวี้ก็หัวเราะออกมา “เพราะไม่ว่าท่านจะอนุญาตหรือไม่ ข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องสั่งสอนซ่านเต้าให้จงได้”
“รนหาที่ตาย!”
ฉินฉยงมีสีหน้าเคร่งเครียด ก้าวลงบันไดทีละขั้น จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเว่ยซูอวี้
“ท่านลุงฉินอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยขอรับ ซ่านเต้ามีทักษะวิทยายุทธที่เก่งกาจ แต่ท่านกลับส่งเขาไปเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยน นั่นมิเท่ากับเป็นการปล่อยให้เขาดับสูญไปเองหรอกหรือ?”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนจึงไม่ปล่อยให้ข้าลองขัดเกลาเขาดูสักตั้งเล่า?”
ถ้อยคำของเว่ยซูอวี้แฝงไปด้วยหนามแหลมคม
การที่เอาเด็กมีแววอย่างฉินซ่านเต้ามาทิ้งขว้างไว้ในกั๋วจื่อเจี้ยนเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างมาก
แม้ว่าฉินฉยงจะเป็นบุคคลที่เขาเคารพรัก แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่เลอะเลือนเช่นนี้ของอีกฝ่าย
“นี่เจ้ากำลังต่อว่าข้างั้นหรือ?” สีหน้าของฉินฉยงเริ่มดูไม่ได้
“มิกล้าขอรับ” เว่ยซูอวี้โค้งคำนับเล็กน้อย “ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านลุงฉินมานานว่าเป็นผู้รักษาสัจจะยิ่งชีพ หรือท่านปรารถนาให้บุตรชายของท่านเป็นคนตระบัดสัตย์เล่า?”
“ซ่านเต้ารับปากเจ้าแล้วหรือ?” ฉินฉยงหันไปมองฉินซ่านเต้าที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
“ย่อมเป็นเช่นนั้นขอรับ” เว่ยซูอวี้พยักหน้า “มิเช่นนั้นข้าจะเสียเวลามาที่นี่ด้วยตัวเองทำไมกัน?”
“ดี ดีมาก”
ฉินฉยงละสายตาจากบุตรชาย หันกลับมามองเว่ยซูอวี้อีกครั้ง “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าขอให้ข้าช่วยชี้แนะงั้นหรือ?”
“เช่นนั้นข้าจะสนองความต้องการของเจ้า ขอเพียงเจ้าสามารถรับมือข้าได้ถึงสิบกระบวนท่า ข้าก็จะไม่เอาความเรื่องซ่านเต้าอีกต่อไป!”
ฉินฉยงก็เริ่มมีน้ำโหแล้วเหมือนกัน
เว่ยซูอวี้ไม่เพียงแต่ท้าทายเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังบังอาจมารับบุตรชายคนเล็กของเขาไปเป็นศิษย์อีก
ความอัปยศในครั้งนี้ เขาไม่อาจกล้ำกลืนฝืนทนได้จริง ๆ
วันนี้อย่าว่าแต่เว่ยซูอวี้จะเป็นบุตรชายของเว่ยเจิงเลย
ต่อให้เป็นบุตรชายของหลี่ซื่อหมินอย่างหลี่เฉิงเฉียน เขาก็จะต้องสั่งสอนให้หลาบจำ