- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 22 แก่นแท้ของลัทธิขงจื๊อ
บทที่ 22 แก่นแท้ของลัทธิขงจื๊อ
บทที่ 22 แก่นแท้ของลัทธิขงจื๊อ
บทที่ 22 แก่นแท้ของลัทธิขงจื๊อ
“ขงจื๊อกล่าวว่า: ทบทวนของเก่า ย่อมเข้าใจสิ่งใหม่...”
“อาจเป็นเพราะเฉินฝู่ตีความคัมภีร์หลุนอวี่มากเกินไป จนกลายเป็นความดื้อรั้น”
“ความหมายที่แท้จริงของ ‘หากไม่เรียนรู้จารีต ก็มิอาจหยัดยืนในสังคม’ ก็คือ...”
“มีจารีตย่อมสงบสุข ไร้จารีตย่อมเป็นภัย จารีตคือจิตวิญญาณพื้นฐานของวัฒนธรรม จะทำการสิ่งใดต้องเริ่มจากการเป็นคนดีเสียก่อน ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยจารีต จึงจะสามารถโน้มน้าวใจคนด้วยเหตุผลได้ จารีตเป็นคุณธรรมที่มีมาแต่โบราณกาล สืบทอดมายาวนาน...”
ขงอิ่งต๋าค่อย ๆ อธิบายอย่างใจเย็น ราวกับกลัวว่าเว่ยซูอวี้จะฟังไม่เข้าใจ เขาจึงพยายามพูดอ้อมค้อมให้มากที่สุด
“ตาเฒ่าอย่างท่านนี่ช่างพูดจาน่าฟังเสียจริง” เว่ยซูอวี้ตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“ก็แค่วิจารณ์ไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น” ขงอิ่งต๋ากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แล้วประโยคเดียว ทำไมถึงถูกคนนำไปตีความจนเกินเลยได้เล่า?”
“ทั้งที่สามารถอธิบายให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย แต่ทำไมถึงต้องบังคับให้คนไปทำความเข้าใจเอาเองด้วย?” เว่ยซูอวี้โยนคำถามไปอีกข้อ
เมื่อทุกคนในลานได้ยิน ก็แสดงสีหน้าสงสัยใคร่รู้
ขงอิ่งต๋าขมวดคิ้ว แต่ก็ยังตอบไปตามความเป็นจริง “ถ้อยคำของปราชญ์นั้น กระชับแต่กินใจ จะเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด ล้วนขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละบุคคล...”
“เปรียบเสมือนกระดาษแผ่นนี้ ในสายตาของพวกเรา มันสามารถใช้ขีดเขียนและวาดภาพได้ แต่ในสายตาของชาวนา มันกลับมีค่าไม่สู้เมล็ดข้าวสาลีเพียงไม่กี่เมล็ด...”
“เมื่อจุดยืนต่างกัน มุมมองในการมองเรื่องราวต่าง ๆ ก็ย่อมแตกต่างกันไป”
“การทำความเข้าใจในถ้อยคำของปราชญ์ก็เช่นเดียวกัน หากมีความรู้ไม่ถึงขั้น ก็จะมองเห็นเพียงเปลือกนอกที่ตื้นเขินเท่านั้น”
สิ้นคำอธิบายของขงอิ่งต๋า ทุกคนก็แสดงสีหน้ากระจ่างแจ้ง
โอกาสที่จะได้รับฟังคำสอนจากปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเช่นนี้ ไม่ได้มีมาบ่อยนัก
เพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ พวกเขาก็รู้สึกราวกับได้รับการเบิกเนตร
“สมแล้วที่เป็นทายาทขงจื๊อ” เว่ยซูอวี้อุทานด้วยความเลื่อมใส
คำพูดของขงอิ่งต๋าในครั้งนี้ แม้แต่เขาก็ยังหาคำพูดใดมาโต้แย้งไม่ได้
“เช่นนั้นความรู้ของเฉินฝู่ผู้นี้ ยังถือว่าไม่ถึงขั้นใช่หรือไม่? มิเช่นนั้นแล้ว เขาจะพูดจาเหลวไหลเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร?” เว่ยซูอวี้เลิกคิ้วถาม
คราวนี้ขงอิ่งต๋าขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
ความรู้ด้านลัทธิขงจื๊อของเฉินฝู่นั้น เป็นที่ประจักษ์อย่างไม่ต้องสงสัย มิเช่นนั้นเขาก็คงไม่ให้ความสำคัญ
เพียงแต่เพราะความพลั้งปาก จึงถูกเว่ยซูอวี้กัดไม่ปล่อยก็เท่านั้น
“เมื่อครู่ข้าได้กล่าวไปแล้วว่าเฉินฝู่ตีความคัมภีร์หลุนอวี่ผิดเพี้ยนไปจนกลายเป็นความดื้อรั้น แต่ความรู้ด้านลัทธิขงจื๊อของเขานั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว” ขงอิ่งต๋ายังคงยืนกรานในความคิดของตน หวังที่จะปกป้องเฉินฝู่เอาไว้
“ตาเฒ่า ท่านพูดผิดแล้วล่ะ” เว่ยซูอวี้ยืนจนเมื่อย จึงหย่อนก้นนั่งลงบนโต๊ะ “ถึงแม้ข้าจะไม่เลื่อมใสในลัทธิขงจื๊อ แต่ข้าก็รู้ว่าแก่นแท้ของลัทธิขงจื๊อคือ เมตตา, คุณธรรม, จารีต, ปัญญา, สัจจะ, กล้าหาญ, ซื่อสัตย์, อภัย, จงรักภักดี, กตัญญู, และความปรองดองฉันท์พี่น้อง...”
รูม่านตาของขงอิ่งต๋าหดตัวลงอย่างรุนแรง ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง
ใบหน้าที่ค่อนข้างเหี่ยวย่นของเขาแปรเปลี่ยนไปมา สุดท้ายก็กลายเป็นการถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าผิดเอง”
เมื่อข่าวการมาเยือนของขงอิ่งต๋าแพร่งพรายออกไป บัณฑิตจำนวนมากก็มารวมตัวกันที่สถานศึกษา
เมื่อได้ยินคำพูดของขงอิ่งต๋า พวกเขาก็ต้องตกตะลึงหน้าถอดสีทันที!
เพราะนี่คือครั้งที่สองที่ขงอิ่งต๋ายอมรับผิด!
“ขงซือเย่ เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น?” บัณฑิตผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“แก่นแท้ของลัทธิขงจื๊อหมายถึง ปกครองด้วยคุณธรรม, ข่มใจตนให้อยู่ในจารีต, สั่งสอนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ, สั่งสอนตามความถนัดของแต่ละบุคคล, ราษฎรสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ปกครองเป็นรอง...” ขงอิ่งต๋าตอบตามความเป็นจริง
“ถูกต้อง!” เว่ยซูอวี้ดีดนิ้ว
“ปกครองด้วยคุณธรรม คือการใช้คุณธรรมในการปกครองราษฎร แต่เฉินฝู่กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าราษฎรรู้จักจารีตหรือไม่ แล้วจะมาพูดเรื่องปกครองด้วยคุณธรรมได้อย่างไร!”
“ข่มใจตนให้อยู่ในจารีต คือการควบคุมคำพูดของตนเอง ทว่าคำพูดของเฉินฝู่นั้นไม่เหมาะสม ซึ่งขัดแย้งกับข้อนี้อย่างสิ้นเชิง”
“สั่งสอนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ และสั่งสอนตามความถนัดของแต่ละบุคคล ทั้งสองข้อนี้ล้วนเป็นการสั่งสอนผู้อื่น แต่เฉินฝู่ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ด้วยซ้ำ แล้วจะไปสั่งสอนผู้อื่นได้อย่างไร?”
“ราษฎรสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ทว่าเฉินฝู่กลับเปรียบเปรยผู้ที่ไม่รู้จารีตว่าเป็นดั่งสัตว์เดรัจฉาน ในใจของเขา คัมภีร์หลุนอวี่คงสำคัญกว่าราษฎรไปเสียแล้ว!”
“ข้าขอถามพวกท่านสักประโยคเถิด อย่าว่าแต่คัมภีร์หลุนอวี่เพียงเล่มเดียวเลย!”
“ต่อให้เป็นท่านปราชญ์ขงจื๊อมาเอง เขาจะกล้าพูดหรือว่าตนเองอยู่สูงกว่าราษฎร?”
“ท่านปราชญ์ขงจื๊อแต่งคัมภีร์หลุนอวี่ขึ้นมา จุดประสงค์สำคัญที่สุดก็เพื่ออบรมสั่งสอนผู้คนในโลกหล้า!”
“แต่เฉินฝู่กลับนำคัมภีร์หลุนอวี่ไปยกไว้เหนือผู้คน ซึ่งมันขัดแย้งกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของท่านปราชญ์ขงจื๊ออย่างสิ้นเชิง!”
“นี่ไม่เรียกว่าอ่านหนังสือจนโง่เง่าแล้วจะเรียกว่าอะไร?”
เว่ยซูอวี้พูดจาฉะฉาน
ร่างเล็ก ๆ ของเขา กลับทำเอาบรรดาบัณฑิตที่เรียนลัทธิขงจื๊อมาทั้งชีวิตถึงกับพูดไม่ออก
สรุปแล้ว เป็นเพราะเฉินฝู่อ่อนหัดเกินไป จึงถูกเว่ยซูอวี้จับจุดอ่อนได้
ในตอนนั้น สายตาของทุกคนที่มองไปยังเฉินฝู่ ล้วนเต็มไปด้วยความเคียดแค้น อยากจะฆ่าเขาให้ตายเสีย
“พอแล้ว” ขงอิ่งต๋าโบกมือ “ข้ามองคนผิดไปเอง”
แม้แต่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าคราวนี้จะถูกเด็กสิบเอ็ดขวบมาสั่งสอน
ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ เด็กนั่นพูดจนเขาเถียงไม่ออก
“ขงซือเย่...”
เฉินฝู่กอดขาขงอิ่งต๋า น้ำตานองหน้า
บัณฑิตผู้สง่างาม กลับมากระทำการเช่นนี้ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย อนาคตในวงการบัณฑิตของเขาคงหมดสิ้นแล้ว
“เฉินฝู่ รู้จักผิดแล้วแก้ไข กลับตัวกลับใจก็ยังไม่สาย” ขงอิ่งต๋าถอนหายใจ “หากเรื่องนี้ไปถึงหูฝ่าบาทเข้าจริง ๆ เจ้าต้องตายสถานเดียว!”
นิสัยของหลี่ซื่อหมินเขาย่อมรู้ดี พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยึดถือราษฎรเป็นสำคัญ
แถมเรื่องนี้ยังมีส่วนเกี่ยวโยงไปถึงเว่ยเจิงอีก...
อุดมการณ์ของเว่ยเจิงคือ ‘น้ำพยุงเรือได้ ก็ล่มเรือได้’ ซึ่งก็เป็นการยึดถือราษฎรเป็นใหญ่เช่นเดียวกัน!
อย่าว่าแต่เฉินฝู่เลย แม้แต่เขา ขงอิ่งต๋า ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะต้านทานการร่วมมือของคนทั้งสองได้หรือไม่
“ข้า...”
นัยน์ตาของเฉินฝู่ฉายแววไม่ยินยอม
แต่เพื่อรักษาชีวิตน้อย ๆ ของตนไว้ เขาจึงยอมก้มหัวให้
เฉินฝู่ลุกขึ้นยืน พร้อมประสานมือคารวะเว่ยซูอวี้ “คุณชายเว่ย ผู้น้อยผิดไปแล้ว”
เว่ยซูอวี้ไม่สนใจ แต่กลับหันไปมองขงอิ่งต๋าแทน
“ตาเฒ่า เป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้ยังจะให้ข้าทำความเคารพอยู่อีกหรือไม่?”
เว่ยซูอวี้เชิดหน้าขึ้น ทำตัวราวกับไก่ชนที่เพิ่งชนะศึก
“ไอ้เด็กบ้า”
ขงอิ่งต๋าก้าวเข้าไปสองก้าว กระซิบที่ข้างหูของเว่ยซูอวี้เบา ๆ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมวันนี้ข้าถึงมาที่นี่?”
“เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย!” เว่ยซูอวี้กลอกตา
“พ่อของเจ้าเกรงว่าเจ้าจะพ่ายแพ้ในการประลองบุ๋นบู๊ จึงตั้งใจขอร้องให้ข้ามาสั่งสอนเรื่องบุ๋นให้เจ้าโดยเฉพาะ” ขงอิ่งต๋ายิ้มขื่น
อะไรนะ?
เว่ยซูอวี้ยืนจ้องขงอิ่งต๋าตาปริบ ๆ
ที่แท้ตาเฒ่าคนนี้ก็คือพวกเดียวกันหรอกหรือเนี่ย
“ข้าน้อยเว่ยซูอวี้ คารวะขงซือเย่” เว่ยซูอวี้กระแอมไอเบา ๆ รีบทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ตอนนี้ยอมอ่อนข้อให้แล้วหรือ?” ขงอิ่งต๋าด่าทออย่างอารมณ์เสีย
“ข้าก็อ่อนข้อมาตลอดนั่นแหละ” เว่ยซูอวี้หันไปมองบัณฑิตวัยกลางคน “หากท่านไม่เชื่อ ลองถามอาจารย์ดูสิ วันนี้ข้าถูกเขาตีฝ่ามือไปสิบกว่าที ข้ายังไม่กล้าปริปากบ่นสักคำ”
บัณฑิตวัยกลางคนใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ
ความโหดเหี้ยมของเว่ยซูอวี้ เขาได้เห็นมาแล้ว...
ด่าเฉินฝู่จนย่อยยับ บีบบังคับให้ท่านอาจารย์ขงยอมรับผิดถึงสองครั้ง
ในต้าถังนี้จะมีใครทำได้อีก?
ทว่าเขากลับทำโทษเว่ยซูอวี้ หนำซ้ำยังตีฝ่ามือเว่ยซูอวี้อีกด้วย...
ตอนนี้แค่ขอบตาบวมช้ำก็นับว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว
“เรื่องของเฉินฝู่ เจ้าตั้งใจจะจัดการอย่างไร?” ขงอิ่งต๋าเอ่ยถามเสียงเบา
“แล้วแต่ท่านลุงขงจะตัดสินใจเลยขอรับ” เว่ยซูอวี้ว่านอนสอนง่าย
เขารู้ดีว่าขงอิ่งต๋าต้องการจะเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก และเปลี่ยนเรื่องเล็กให้กลายเป็นไม่มีอะไร
หากเรื่องในวันนี้แพร่งพรายออกไป การที่เฉินฝู่หมดอนาคตนั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่ผลกระทบที่มีต่อลัทธิขงจื๊อนั้นช่างใหญ่หลวงนัก
เพราะการตีความที่ผิดเพี้ยนของเฉินฝู่ คำพูดที่ว่า ‘หากไม่เรียนรู้จารีต ก็มิอาจหยัดยืนในสังคม’ จึงกลายมาเป็นคำด่าทอราษฎรว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน
ลองคิดในอีกแง่มุมหนึ่งดูสิ?
มันจะไม่กลายเป็นว่าคัมภีร์หลุนอวี่ด่าทอราษฎรไปหรอกหรือ?
หากจัดการไม่ดี อาจส่งผลกระทบต่อสถานะของสำนักขงจื๊อในต้าถังได้
“เว่ยเจิงยังบอกให้ข้ามาสอนเจ้าอีกนะ เด็กเจ้าเล่ห์อย่างเจ้ายังต้องให้ข้าสอนอีกหรือ?”
ขงอิ่งต๋าหัวเราะพลางด่า ก่อนจะหันไปมองเฉินฝู่...
“บรรพชนเดินทางท่องไปทั่วแคว้น เผยแผ่หลักคุณธรรม สัมผัสถึงความทุกข์ยากของชาวบ้าน จึงถือกำเนิดลัทธิขงจื๊อขึ้นมาในปัจจุบันนี้...”
“เฉินฝู่ ความรู้ของเจ้าอาจจะมีเพียงพอแล้ว แต่วิสัยทัศน์ยังคับแคบนัก จงไปขัดเกลาตนเองในหมู่บ้านชาวบ้านเสียก่อน ไปสัมผัสให้รู้ซึ้งว่าสิ่งใดคือราษฎร จากนั้นค่อยนำมาผสมผสานกับความรู้ที่ร่ำเรียนมา แล้วค่อย ๆ ซึมซับทำความเข้าใจไปทีละนิดเถอะ”