- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 23 หลี่ซื่อหมินปะทะคารมเว่ยเจิง
บทที่ 23 หลี่ซื่อหมินปะทะคารมเว่ยเจิง
บทที่ 23 หลี่ซื่อหมินปะทะคารมเว่ยเจิง
บทที่ 23 หลี่ซื่อหมินปะทะคารมเว่ยเจิง
“ลูกพี่เก่งกาจ ลูกพี่ช่างสง่างามยิ่งนัก!”
หลังจากขงอิ่งต๋าและพรรคพวกจากไป ภายในสถานศึกษาก็เหลือเพียงแก๊งเพื่อนตัวน้อย
สหายตัวน้อยต่างมีดวงตาเป็นประกาย พากันล้อมหน้าล้อมหลังประจบสอพลอเว่ยซูอวี้ไม่ขาดปาก
แม้แต่สายตาของฝางอี๋อ้ายยังเปลี่ยนไป
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้เขายังมีความเคียดแค้นอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นผู้เลื่อมใสตัวยงไปเสียแล้ว
“ลูกพี่ พูดมาตั้งเยอะคงจะหิวน้ำแล้ว ดื่มน้ำสักหน่อยเถิดขอรับ”
ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังเอาแต่ประจบสอพลอ ฝางอี๋อ้ายก็ลงมือปฏิบัติจริง
เขารินน้ำใส่ถ้วย แล้วรีบวิ่งแจ้นนำไปส่งให้เว่ยซูอวี้
“ไม่เลว”
เว่ยซูอวี้รับมาถือไว้ พลางส่งสายตาที่มีความหมายแอบแฝงไปให้ฝางอี๋อ้าย
เพียงแค่คำชมสั้น ๆ สองคำ ฝางอี๋อ้ายก็รู้สึกราวกับว่าจิตใจของตนได้รับการยกระดับขึ้นมาทันที เขายืดอกอย่างภาคภูมิ แล้วกล่าวถ้อยคำอันหนักแน่น “เพื่อลูกพี่แล้ว ข้าพร้อมทุ่มเทสุดกำลัง!”
ไอ้ระยำ!
ไอ้งั่งนี่คิดจะมาแย่งความดีความชอบกับข้าหรือไง!
ชุยเสินจีที่ยืนดูอยู่ด้านข้างถึงกับกัดฟันกรอด
ไม่ได้ ข้าจะปล่อยให้มันมาแทนที่ภาพลักษณ์ของข้าในใจลูกพี่ไม่ได้เด็ดขาด
“ลูกพี่ เหนื่อยแล้วใช่หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะนวดไหล่ให้นะขอรับ” ชุยเสินจียิ้มแฉ่งราวกับดอกไม้บาน ปรี่เข้าไปบีบนวดไหล่ให้เว่ยซูอวี้
“เจ้าเองก็ไม่เลวเหมือนกัน”
เว่ยซูอวี้พยักหน้า
ชุยเสินจีมีกำลังใจขึ้นมาทันที จึงออกแรงบีบนวดอย่างแข็งขันมากยิ่งขึ้น
พระราชวัง
องครักษ์ผู้หนึ่งกำลังรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกั๋วจื่อเจี้ยน หลี่ซื่อหมินรับฟังด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เบื้องล่าง เว่ยเจิงก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนไม่แพ้กัน
เจ้าลูกบ้า วัน ๆ เอาแต่สร้างเรื่องไม่หยุดหย่อน
ทว่าเมื่อได้ยินว่าบุตรชายของตนตอกกลับขงอิ่งต๋าจนเถียงไม่ออก เขาก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที
ยืดหลังตั้งตรง ราวกับจะประกาศให้รู้ว่า นั่นคือสายเลือดของข้า เว่ยเจิง อย่างไรล่ะ!
“เสวียนเฉิง บุตรชายของเจ้าผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยนะ” หลี่ซื่อหมินถอนหายใจยาว
“ฝ่าบาทตรัสชมเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ บุตรชายของกระหม่อมซุกซน ไม่รู้จักธรรมเนียม ยังต้องได้รับการขัดเกลาอีกมาก” เว่ยเจิงรีบโค้งตัวคำนับ
“เสวียนเฉิงถ่อมตัวเกินไปแล้ว ซูอวี้ก็นับว่าเฉลียวฉลาดอยู่พอตัว”
หลี่ซื่อหมินเพียงแค่พูดปัด ๆ ไปเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าเว่ยเจิงจะรีบฉวยโอกาสนั้นทันที...
“ฝ่าบาททรงคิดเช่นนั้นจริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ? หากพิจารณาดูให้ดี ซูอวี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก นอกจากหน้าตาจะหล่อเหลาแล้ว ยังมีความสามารถเปี่ยมล้น เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ ยามเผชิญเรื่องราวก็ไม่หวั่นเกรง...” เว่ยเจิงเริ่มพรรณนาสรรพคุณอย่างยืดยาว
“เสวียนเฉิง เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่?” หลี่ซื่อหมินเอ่ยขัด
“คือว่า...” เว่ยเจิงหัวเราะแหะ ๆ รีบโค้งคำนับอีกครั้ง “ฝ่าบาททรงเห็นว่าซูอวี้ก็ดูเข้าทีดีมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ถ้าเช่นนั้นฝ่าบาทโปรดพระราชทานสมรส ให้เขาได้แต่งกับองค์หญิงสักพระองค์ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ตาแก่เจ้าเล่ห์เอ๊ย
วัน ๆ ไม่คิดจะจงรักภักดีต่อแผ่นดิน เอาแต่หมายปองลูกสาวสุดที่รักของข้าอย่างนั้นหรือ?
“ซูอวี้ยังเด็กนัก เรื่องนี้เอาไว้คุยกันใหม่ในอีกสองปีข้างหน้าเถิด” หลี่ซื่อหมินไม่ตอบตกลงหรือปฏิเสธ แต่เลือกที่จะประวิงเวลาออกไป
“ฝ่าบาท เราสามารถหมั้นหมายกันไว้ก่อนได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นว่าองค์หญิงเกาหยางนั้นก็เหมาะสมดี” เว่ยเจิงกล่าวด้วยใบหน้าหนาตราช้าง
องค์หญิงเกาหยางงั้นหรือ?
หากเว่ยซูอวี้ล่วงรู้ว่าบิดาบังเกิดเกล้าของตนตั้งใจจะมอบหมวกเขียวให้ ไม่รู้ว่าจะโกรธจนถึงขั้นตัดขาดความเป็นพ่อลูกกันตรงนั้นเลยหรือไม่
“เรื่องนี้ยังไม่รีบร้อน” หลี่ซื่อหมินโบกมือปฏิเสธ
“พ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยเจิงมีสีหน้าผิดหวัง
พูดถึงเรื่องนี้สองครั้งถือว่าสุดขีดจำกัดแล้ว หากขืนพูดอีกก็คงจะเป็นการไม่รู้กาลเทศะ
“จริงสิ แล้วเรื่องของเฉินฝู่ เจ้าเห็นว่าควรจัดการเช่นไร?” หลี่ซื่อหมินเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หากพระองค์ไม่ทรงทราบเรื่องนี้ก็แล้วไป แต่ในเมื่อทรงทราบแล้ว ก็จำต้องมีการลงโทษ
การนำคนที่ไม่รู้จักธรรมเนียมไปเปรียบเปรยกับสัตว์เดรัจฉาน หากไม่ลงโทษให้หนัก ย่อมก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ผู้คน
“กระหม่อมเห็นว่าควรลงโทษสถานเบาเพื่อเป็นการตักเตือน ยึดคืนตำแหน่งขุนนาง ปลดเป็นสามัญชน และไม่รับเข้ารับราชการอีกตลอดชีวิต!” เว่ยเจิงโค้งคำนับตอบ
ขงอิ่งต๋าเป็นคนที่เขาเชิญไปชี้แนะบุตรชาย หากเขาลงมือรุนแรงเกินไป เขาจะมีหน้าไปพบขงอิ่งต๋าได้อย่างไร
แต่เว่ยเจิงก็มีหลักการของตนเอง จะไม่ลงโทษก็ไม่ได้ ดังนั้นภายใต้หลักการของตนเอง เขาจึงทำได้เพียงพยายามรักษาชีวิตของอีกฝ่ายเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
“อนุญาต”
เมื่อสิ้นสุรเสียงของหลี่ซื่อหมิน ย่อมมีคนไปจัดการเรื่องนี้ต่อ
ทันใดนั้น หลี่ซื่อหมินก็คล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้ พระพักตร์แปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด “ขงอ้ายชิงเป็นคนเจ้าที่เชิญไปสั่งสอนเว่ยซูอวี้หรือ?”
“พ่ะ... พ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเจิงหน้าแดงขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
“นั่นเป็นเพราะเหตุใดกัน?”
หลี่ซื่อหมินตรัสถามด้วยรอยยิ้ม
“กระหม่อมอยากให้ซูอวี้เอาชนะจ่างซุนชงและเฉิงหวยเลี่ยงในการประลองบุ๋นบู๊พ่ะย่ะค่ะ!” เว่ยเจิงเลิกแสร้งทำเป็นไขสือ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังอะไรนี่นา
“เจ้าคิดว่าเขาจะทำได้หรือ?” หลี่ซื่อหมินตรัสถามอย่างขบขัน
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพยายามพ่ะย่ะค่ะ!”
“แต่ดูเหมือนว่าลูกชายสุดที่รักของเจ้า จะไม่รู้เรื่องคัมภีร์หลุนอวี่เลยไม่ใช่หรือ?”
“...”
เว่ยเจิงถึงกับเบิกตากว้าง มัวแต่ชื่นชมวีรกรรมความกล้าหาญของบุตรชาย จนเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
“แล้วการประลองบุ๋น เจ้ายังสามารถไปขอให้ขงอ้ายชิงช่วยชี้แนะได้ แล้วการประลองบู๊เล่า?” หลี่ซื่อหมินตรัสถามด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง
ใบหน้าของเว่ยเจิงพลันบิดเบี้ยว
อย่าพูดถึงอำนาจบารมีของเฉิงเย่าจินในหมู่ขุนนางฝ่ายบู๊เลย ลำพังแค่ขุนนางฝ่ายบู๊ที่เขาเคยทูลถอดถอนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีมากมายนับไม่ถ้วน หากคิดจะขอความช่วยเหลือจากพวกเขา ก็เลิกฝันไปได้เลย
“ฮ่า ๆ ๆ...”
การที่ได้เห็นเว่ยเจิงพูดไม่ออก หลี่ซื่อหมินก็รู้สึกเบิกบานพระทัยยิ่งนัก
“ฝ่าบาท หรือว่าพระองค์จะทรงช่วยเหลือกระหม่อมสักนิดล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
เพื่อบุตรชายแล้ว เว่ยเจิงก็ยอมทุ่มสุดตัวเช่นกัน
“นี่เป็นการประลองของพวกเด็ก ๆ ข้าคงไม่เหมาะที่จะเข้าไปสอดหรอก”
“หากจือเจี๋ยรู้เข้า ก็ไม่รู้ว่าเขาจะอาละวาดหนักขนาดไหน”
หลี่ซื่อหมินทรงทำสีหน้าเหมือนอยากจะช่วย แต่ก็จนปัญญา
แต่อันที่จริงในพระทัยนั้นเบิกบานจนแทบจะบานเป็นดอกไม้แล้ว
สมน้ำหน้า!
ปล่อยให้ตาแก่หน้าเหม็นอย่างเจ้าคอยควบคุมข้าอยู่ทุกวัน ตอนนี้มืดแปดด้านแล้วล่ะสิ?
ยังอยากจะให้ข้าช่วยอีก ฝันไปเถอะ
“เช่นนั้นกระหม่อมไปหาซูเป่าดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เว่ยเจิงพึมพำ
“เจ้าคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างซูเป่ากับจือเจี๋ย เขาจะยอมช่วยเจ้าหรือ?”
“เจ้าอย่าลืมสิว่า เมื่อปีที่แล้วเจ้าเพิ่งจะทูลถอดถอนแม่ทัพใหญ่คนหนึ่งของเขาในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง เรื่องนี้เปรียบเสมือนหนามยอกอกของเขาเลยนะ” หลี่ซื่อหมินเปิดแผลเก่าอย่างไม่ปรานี
“...”
เว่ยเจิงไปไม่เป็น
ตั้งแต่โบราณกาลมา บุ๋นและบู๊ก็มักจะไม่ลงรอยกัน
ตลอดหลายปีมานี้ การที่เขาโจมตีกลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
“เรื่องนี้เจ้าก็อย่าได้กังวลไปเลย...” จู่ ๆ หลี่ซื่อหมินก็ตรัสขึ้นมา
เว่ยเจิงนึกว่าจะมีโอกาสพลิกผัน ใครจะไปคิดว่าคำพูดประโยคต่อมาของหลี่ซื่อหมิน จะทำให้เขาโกรธจนหน้าเขียวปั๊ด
“ซูอวี้แพ้ก็คือแพ้ ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายเลยนี่ อย่างไรคนที่ได้แต่งกับองค์หญิงก็ไม่ใช่เขาอยู่ดี”
“หากภายภาคหน้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป อย่างมากก็แค่ซูอวี้พ่ายแพ้ให้กับจ่างซุนชงและเฉิงหวยเลี่ยง ไม่เห็นจะน่าเกลียดตรงไหน”
“พ่ายแพ้ให้กับราชบุตรเขยของข้า มันน่าขายหน้ามากนักหรือ?”
“ไม่น่าขายหน้าหรอก”
น้ำเสียงของหลี่ซื่อหมินเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ราวกับว่าพระองค์เป็นผู้เข้าร่วมการประลองบุ๋นบู๊แล้วเป็นฝ่ายชนะเสียเอง
“เสวียนเฉิง เหตุใดสีหน้าเจ้าถึงได้ดูย่ำแย่เช่นนั้นเล่า?”
“เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ต้องการให้ข้าเรียกหมอหลวงมาตรวจดูหรือไม่?”
หลี่ซื่อหมินแสร้งทำสีหน้าห่วงใย
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย กระหม่อมรู้สึกว่าตนเองมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี สามารถรับใช้ชาติต่อไปได้อีกสามสิบปีโดยไม่มีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ!”
เว่ยเจิงกัดฟันกรอดพลางประสานมือคารวะ
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของหลี่ซื่อหมิน มีหรือที่เขาจะฟังไม่ออก
ก็แค่การเชือดเฉือนกันไปมาไม่ใช่หรือ?
มาสิ ใครกลัวใคร!
และก็เป็นดังคาด หลังจากที่หลี่ซื่อหมินได้ยินคำพูดของเว่ยเจิง รอยยิ้มบนพระพักตร์ก็เลือนหายไปในทันที
เว่ยเจิงรับใช้ชาติต่อไปอีกสามสิบปี มันหมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าพระองค์จะต้องถูกเว่ยเจิงคอยควบคุมไปอีกสามสิบปีน่ะสิ
“เว่ยอ้ายชิง แม้ราชกิจจะหนักหนา แต่เจ้าก็ต้องรักษาสุขภาพของตนเองด้วยนะ”
“ฝ่าบาท กระหม่อมตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่บ้านเมือง ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ กระหม่อมก็พร้อมจะรับใช้ชาติพ่ะย่ะค่ะ!”
“ข้ากำลังคิดอยู่ว่า สมควรจะหาตระกูลสามีให้เกาหยางได้แล้ว จะเลือกชุยเสินจี หรือว่าฝางอี๋อ้ายดีล่ะ?”
“กระหม่อมเห็นว่าทั้งสองคนนี้ต่างก็เป็นบุตรชายที่หาตัวจับยาก...”
ทั้งสองเริ่มปะทะคารมกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ภายนอกดูเหมือนจะพูดจากันดี ๆ แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในกลับไม่มีใครยอมใคร...