- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 21 ข้อถกเถียงเรื่องจารีต, สวนกลับเฉินฝู่อย่างเดือดดาล
บทที่ 21 ข้อถกเถียงเรื่องจารีต, สวนกลับเฉินฝู่อย่างเดือดดาล
บทที่ 21 ข้อถกเถียงเรื่องจารีต, สวนกลับเฉินฝู่อย่างเดือดดาล
บทที่ 21 ข้อถกเถียงเรื่องจารีต, สวนกลับเฉินฝู่อย่างเดือดดาล
เว่ยซูอวี้มีสีหน้าปั้นยากราวกับคนท้องผูก
การทำความเคารพนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่การถูกชี้หน้าบีบบังคับให้ทำความเคารพนั้น เป็นเรื่องที่ทำให้ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
“หากไม่ทำความเคารพจะมีผลที่ตามมาอย่างไรหรือ?” เว่ยซูอวี้เอ่ยถามขึ้นประโยคหนึ่ง
“เจ้ารู้ความหมายของคำว่า ‘หากไม่เรียนรู้จารีต ก็มิอาจหยัดยืนในสังคม’ หรือไม่?” ขงอิ่งต๋าลูบเคราพลางเอ่ยถาม
“หากไม่เรียนรู้จารีตมาเคารพข้า ข้าก็จะซ้อมเจ้าจนมิอาจยืนได้สิ!” เว่ยซูอวี้กำหมัด
“...”
คนทั้งลานต่างตกตะลึงพรึงเพริด
พวกเขาสรุปได้ในทันทีว่า เว่ยซูอวี้ไม่รู้เรื่องคัมภีร์หลุนอวี่เลยแม้แต่น้อย
“ประโยคนี้มีความหมายว่า ผู้ที่ศึกษาจารีตย่อมมีกริยามารยาทที่ชัดเจน มีคุณธรรมที่แน่วแน่ จึงสามารถหยัดยืนในสังคมได้” ขงอิ่งต๋าตอบกลับด้วยท่าทีสุขุม
“ก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี หมายความว่าอย่างไรกัน?” เว่ยซูอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
คราวนี้แม้แต่ขงอิ่งต๋ายังต้องอึ้ง เคยพบเจอคนโง่มาก็มาก แต่ไม่เคยเจอใครโง่เง่าถึงเพียงนี้
เจ้านี่คือบุตรชายของเว่ยเจิงจริงหรือ?
“มองอะไรกัน?” เว่ยซูอวี้ถลึงตา “การที่คนเราไม่รู้ มันไม่ใช่เรื่องปกติหรืออย่างไร?”
ขณะนั้นเอง บัณฑิตชุดเขียวผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากด้านหลังของขงอิ่งต๋า และตวาดใส่เว่ยซูอวี้เสียงหลง “ความหมายก็คือ หากคนเราไม่รู้จักจารีต แล้วจะต่างอะไรกับเดรัจฉาน!”
“นี่เจ้ากำลังด่าข้าอยู่หรือ?”
เว่ยซูอวี้หรี่ตาลง “แล้วเจ้าเป็นใครมาจากไหน? ข้ากำลังสนทนาอยู่กับขงซือเย่ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสอดปาก? รู้จักธรรมเนียมอาวุโสหรือไม่?”
เอ๊ะ...
บัณฑิตชุดเขียวชะงักงัน ไปไม่เป็นอยู่ชั่วขณะ
“อย่าได้เบี่ยงเบนประเด็นเลย” ขงอิ่งต๋ากล่าวกลั้วรอยยิ้ม “เฉินฝู่ผู้นี้แตกฉานในคัมภีร์หลุนอวี่ ปีนี้เขากำลังจะเข้ามาเป็นอาจารย์สอนในกั๋วจื่อเจี้ยน เขาเพียงแต่อธิบายถึงเหตุผลที่คนเราต้องมีจารีตก็เท่านั้น”
เว่ยซูอวี้เพิ่งจะด่าว่าเฉินฝู่เป็นใคร ขงอิ่งต๋าก็มอบฐานะอาจารย์ให้ในทันที
เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าเฉินฝู่มีคุณสมบัติมากพอที่จะสั่งสอนเว่ยซูอวี้
เพียงคำพูดไม่กี่คำ ก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนของเฉินฝู่ได้
เว่ยซูอวี้เบ้ปาก
ตาเฒ่าคนนี้รับมือยากเสียจริง
ชั่วขณะนั้น เว่ยซูอวี้ก็รู้สึกตึงมือขึ้นมานิด ๆ
แต่จะให้เขายอมทำความเคารพขงอิ่งต๋าไปดื้อ ๆ แบบนี้ มันก็เท่ากับยอมแพ้ไม่ใช่หรือ?
ไม่ได้ ข้ายอมไม่ได้เด็ดขาด
“ท่านนี้... เฉินฝู่ใช่หรือไม่? เมื่อครู่เจ้าบอกว่าหากคนเราไม่รู้จักจารีต ก็ไม่ต่างอะไรกับเดรัจฉานงั้นหรือ?”
เว่ยซูอวี้แสร้งทำเป็นโง่เขลา ไม่ว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร เขาก็ตั้งใจจะกัดประเด็นนี้ไม่ปล่อย
อย่างไรเสียตัวเขาก็เพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปี กำลังอยู่ในวัยน่ารักน่าเอ็นดู
“ข้ากำลังอธิบายความหมายของคำว่า ‘หากไม่เรียนรู้จารีต ก็มิอาจหยัดยืนในสังคม’ ให้เจ้าฟังต่างหาก” เฉินฝู่อธิบาย แต่ท่าทีของเขากลับอ่อนลงไปมาก
“เช่นนั้นเจ้าก็ยอมรับแล้วใช่หรือไม่ว่าผู้ที่ไม่เรียนรู้จารีต ก็ไม่ต่างอะไรกับเดรัจฉาน?” เว่ยซูอวี้เลิกคิ้ว
“มีปัญหาอันใดหรือ?”
เฉินฝู่ประสานมือคารวะไปยังความว่างเปล่า “เหตุที่มนุษย์อยู่เหนือสัตว์ทั้งปวง ก็เพราะมนุษย์มีสติปัญญา และรู้จักจารีต”
“หากคนผู้หนึ่ง ไม่แม้แต่จะรู้จักจารีตพื้นฐาน แล้วจะต่างอะไรกับเดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานเล่า?”
เสียงของเฉินฝู่ดังกังวานและหนักแน่น
เขารู้สึกว่าคำพูดของตนนั้น ไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ให้จับผิดได้อย่างแน่นอน
หนำซ้ำยังแอบลอบมองขงอิ่งต๋า ด้วยหวังว่าจะได้รับความชื่นชมจากอีกฝ่าย
และเมื่อขงอิ่งต๋าได้ฟัง ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เฉินฝู่ลิงโลดในใจ ยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิ
“บังอาจ!”
เว่ยซูอวี้ตบโต๊ะดังปัง พร้อมตวาดด่าเสียงหลง
การระเบิดอารมณ์อย่างกะทันหันนี้ ทำให้กลุ่มคนที่กำลังรอดูเรื่องสนุกพากันสะดุ้งโหยง
“ที่นี่คือกั๋วจื่อเจี้ยน เจ้ามาทำตัวโวยวายเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหน!”
เมื่อมีขงอิ่งต๋าคอยหนุนหลัง เฉินฝู่ก็มีความกล้าหาญชาญชัยขึ้นมาทันที
แม้จะยังไม่ได้เป็นอาจารย์ แต่เขาก็เริ่มวางท่าทีดุจดังอาจารย์แล้ว
“ข้าโวยวายงั้นหรือ?” เว่ยซูอวี้แค่นเสียงเย็น “เจ้ามีเจตนาบ่อนทำลายรากฐานของต้าถัง ใครให้ความกล้าเจ้ามาตวาดใส่ข้า!”
“ข้าจะบอกให้ เจ้าตายแน่!”
“คืนนี้พอกลับไปข้าจะไปฟ้องท่านพ่อ ให้ท่านทูลฟ้องเจ้าต่อหน้าฝ่าบาท!”
เว่ยซูอวี้ชี้หน้าเฉินฝู่
ข้ามีพ่อเป็นถึงอัครเสนาบดีเชียวนะ!
จะมีไว้ทำไมเล่า ถ้าไม่ใช่เอาไว้ข่มเหงผู้อื่น?
“เว่ยซูอวี้ ข้ารู้ว่าเจ้าคือบุตรชายของเว่ยเจิง แต่การพูดจาต้องมีหลักฐาน!”
“ข้าเฉินฝู่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านแต่คัมภีร์ของปราชญ์เมธี ถามใจตนเอง ฟ้าดินรับรู้ ข้าไม่เคยทำผิดต่อต้าถัง และไม่เคยทำผิดต่อราษฎร วันนี้เจ้ามาลบหลู่ชื่อเสียงของข้า ต่อให้ต้องไปร้องเรียนต่อฝ่าบาท ข้าก็จะทวงคืนความเป็นธรรมให้จงได้!”
เฉินฝู่มีสีหน้าเคร่งขรึมเปี่ยมด้วยคุณธรรม น้ำเสียงเจือความหยิ่งทะนง ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจมืด พร้อมพลีชีพเพื่อความถูกต้อง
และคำพูดของเขาก็ทำให้หลายคนรู้สึกคล้อยตาม พากันส่งเสียงสนับสนุน
“ลูกพี่...” ชุยเสินจีแอบย่องเข้ามาข้างกายเว่ยซูอวี้ พลางกระตุกชายเสื้อของอีกฝ่าย
“อะไร?” เว่ยซูอวี้กำลังเถียงอย่างเมามัน จึงไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจชุยเสินจี
“เราจะไปงัดกับพวกบัณฑิตตรง ๆ ไม่ได้นะขอรับ ต้องใช้วิธีลับ ๆ...” สกุลชุยเป็นหนึ่งในห้าสกุลเจ็ดตระกูลใหญ่ จึงเข้าใจความคิดของพวกบัณฑิตเป็นอย่างดี
เสียชีพได้ แต่เสียชื่อไม่ได้
การกระทำของเว่ยซูอวี้ในตอนนี้ ก็เหมือนกับการไปขุดรากถอนโคนของพวกบัณฑิตชัด ๆ
“จะลนลานไปทำไมกัน”
เว่ยซูอวี้หันไปมองเฉินฝู่อีกครั้ง “ไอ้พวกอ่านหนังสือจนโง่เง่า วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำ”
ชุยเสินจียังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถูกเว่ยซูอวี้ผลักออกไปเสียก่อน
การกระทำของเว่ยซูอวี้ครั้งนี้ ทำให้ทุกคนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
แม้แต่ขงอิ่งต๋าก็ขมวดคิ้ว เขารู้สึกได้ว่าเว่ยซูอวี้ไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนง่าย ๆ จะต้องมีไพ่ตายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
“รับมือกับคนโง่เง่าเช่นเจ้า ยังต้องใช้หลักฐานอะไรอีกหรือ?”
เว่ยซูอวี้เหยียบโต๊ะ เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบเอ็ดปี แต่กลับแผ่รังสีความเป็นนักเลงออกมาอย่างรุนแรง
เขาชี้หน้าเฉินฝู่ “ข้าขอถามเจ้าเพียงคำถามเดียว หากเจ้าตอบได้ ข้า เว่ยซูอวี้ จะยอมโขกศีรษะกราบเจ้าเป็นอาจารย์ และเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าไปตลอดชีวิต!”
เฉินฝู่ตาลุกวาว
การได้รับบุตรชายของเว่ยเจิงมาเป็นศิษย์ นี่มันชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่เลยนะ
มันจะเป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงและเส้นทางขุนนางของเขาในอนาคตเป็นอย่างมาก
“ว่ามาสิ” เฉินฝู่สะบัดแขนเสื้อ เชิดหน้าขึ้นรับฟัง
“ราษฎรเกือบทั้งมวลในต้าถังล้วนไม่เคยเล่าเรียนหนังสือ ขอถามหน่อยเถอะว่าพวกเขารู้จักจารีตหรือไม่?”
ตู้ม
แม้จะเป็นเพียงคำพูดลอย ๆ แต่สำหรับเฉินฝู่แล้ว มันกลับดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า
ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อย ราวกับเข้าใจแล้วว่าเว่ยซูอวี้กำลังจะพูดอะไร
และเว่ยซูอวี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง เขายังคงพูดต่อไป...
“ราษฎรไม่รู้จักจารีต พวกเขาคือเดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉาน ตามที่เจ้ากล่าวอ้างหรือไม่?”
“ฝ่าบาททรงยึดมั่นในหลักการรักราษฎรดั่งบุตรในอุทร ทรงเห็นราษฎรเป็นดั่งลูกเต้ามาโดยตลอด!”
“แต่เจ้า บัณฑิตที่ไม่ได้เป็นอะไรเลย กลับกล้าด่าทอบุตรของฝ่าบาทว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน!”
“พูดมา เจ้าเป็นไส้ศึกที่แคว้นศัตรูส่งมาเพื่อปลุกปั่นด้วยคำพูดอันเป็นกบฏเช่นนี้ใช่หรือไม่ เจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”
คำพูดของเว่ยซูอวี้เฉียบคมดุจใบมีด ทำเอาทุกคนถึงกับยืนอึ้งไปตาม ๆ กัน
เฉินฝู่เซถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าซีดเผือด
หากคำพูดเหล่านี้แพร่งพรายออกไป เขาจะต้องกลายเป็นที่รังเกียจของทุกคนราวกับหนูสกปรกวิ่งข้ามถนน
ด่าราษฎรว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ใครจะกล้า?
ทั้งใต้หล้านี้ไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้นหรอก!
บัณฑิตจำนวนมากมักจะแอบด่าทอราษฎรว่าเป็นพวกโง่เขลาอยู่ในใจ แต่ใครเล่าจะกล้านำมาพูดอย่างโจ่งแจ้ง?
“เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล” เฉินฝู่หายใจหอบถี่ เขาพยายามอธิบายอย่างลุกลน “ข้าเพียงแค่เปรียบเปรยเท่านั้น”
“การเปรียบเปรยสามารถนำศักดิ์ศรีของราษฎรมาเหยียบย่ำได้ด้วยหรือ?” เว่ยซูอวี้ไล่ต้อนอย่างไม่ลดละ
“ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ราษฎรไม่เคยเรียนรู้เรื่องจารีต เป็นสิ่งที่พอจะให้อภัยได้” เฉินฝู่รีบตอบกลับ
“เช่นนั้นที่เจ้าด่าราษฎรว่าไม่รู้จักธรรมเนียม พวกเขาก็ต้องขอบใจเจ้าที่ยอมให้อภัยพวกเขาด้วยใช่หรือไม่?” เว่ยซูอวี้คาดคั้นอีกครั้ง
“พอได้แล้ว!”
เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มบานปลายเกินกว่าจะควบคุม ขงอิ่งต๋าก็ตวาดเสียงดัง ขัดจังหวะพวกเขาทั้งสอง
ตุบ
ในที่สุดเฉินฝู่ก็ทนรับความหวาดกลัวในใจไม่ไหว ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น
“ตาเฒ่า ท่านเองก็อยากจะเข้ามายุ่งเรื่องนี้ด้วยหรือ?”
เว่ยซูอวี้แสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด