- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 4 เว่ยเจิง
บทที่ 4 เว่ยเจิง
บทที่ 4 เว่ยเจิง
บทที่ 4 เว่ยเจิง
ตรอกหย่งซิง จวนสกุลเว่ย
รัชศกเจินกวนปีที่เจ็ด เว่ยเจิงดำรงตำแหน่งซื่อจง ถือเป็นอัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจที่แท้จริง
เขาเป็นขุนนางตงฉิน แต่จวนของเขากลับไม่ได้ซอมซ่ออย่างที่คิด
ในทางกลับกัน ด้วยฐานะอัครเสนาบดี จวนของเขานับว่าโอ่อ่ากว้างขวางทีเดียว
สิ่งที่ต่างจากจวนขุนนางท่านอื่นคือ จวนของเขามีบ่าวไพร่ไม่มากนัก
“คุณชายกลับมาแล้วหรือขอรับ”
พอเห็นเว่ยซูอวี้ พ่อบ้านก็รีบปรี่เข้ามารับหน้า
เมื่อเห็นบาดแผลบนตัวเว่ยซูอวี้ ก็ร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมาทันที “โอ๊ยตายแล้ว เหตุใดถึงได้บาดเจ็บมาเล่าขอรับ เร็วเข้า... รีบเข้าไปในเรือนเถิด บ่าวจะไปเอายามาให้...”
“ไม่เป็นไร”
เว่ยซูอวี้โบกมือปัด ก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปในจวนสกุลเว่ย
อาศัยความทรงจำ เพิ่งจะเดินคลำทางกลับไปยังเรือนของตนเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงตวาดดังมาจากที่ไกล ๆ ...
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เห็นเพียงบุรุษวัยกลางคนที่ผมบนขมับเริ่มมีผมหงอกแซม ดูชราภาพเล็กน้อย ท่าทางเคร่งขรึมเดินตรงเข้ามา ชุดขุนนางที่บุรุษผู้นี้สวมใส่ซีดจางไปบ้าง แถมยังมีรอยปะชุน ดูซอมซ่อเป็นอย่างยิ่ง
เขาคือเว่ยเจิง
เว่ยเจิงนับว่าได้บุตรยามแก่ ปัจจุบันเว่ยเจิงอายุย่างเข้าห้าสิบสี่ปี ส่วนเว่ยซูอวี้เพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปีเท่านั้น
แน่นอนว่าเว่ยเจิงยังคงแข็งแรงดีอยู่
เพราะมารดาของเว่ยซูอวี้ตั้งครรภ์อีกแล้ว ปีนี้จะได้ให้กำเนิดน้องชายคือเว่ยซูอวี๋
“บาดแผลบนตัวเจ้าได้มาจากที่ใด?” เว่ยเจิงตวาดถาม
“ก็มีเรื่องชกต่อยน่ะสิขอรับ”
“เหลวไหล ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าไปชกต่อยวิวาทกัน”
“ผู้อื่นมาตีข้า ข้าก็แค่ตอบโต้กลับไปเท่านั้นเองนะขอรับ”
“วันหน้าไม่อนุญาตให้ชกต่อยวิวาทอีก”
“แล้วหากมีคนมาตีข้าเล่าขอรับ?”
“บิดาจะทวงความเป็นธรรมให้เจ้าเอง!”
เว่ยเจิงเป็นคนเคร่งขรึม ทว่าประโยคสุดท้ายนี้กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก...
เว่ยซูอวี้ล้วงหยกพกของหลี่ซื่อหมินออกมาโยนให้เว่ยเจิง
“ท่านพ่อ พยายามเข้าขอรับ ด่าเขาให้ตายไปเลย”
เว่ยเจิงรับไว้อย่างลุกลน เกรงว่าจะร่วงหล่นลงพื้น
นี่มันหยกเชียวนะ มีค่ามหาศาลเลยทีเดียว
“เจ้าไปเอาหยกมาจากที่ใด?” เว่ยเจิงเอ่ยปากดุ
“ท่านพ่อ เรื่องนี้ข้าต้องถามท่านแล้วล่ะขอรับว่าเหตุใดมันถึงมาอยู่บนตัวข้าได้?” เว่ยซูอวี้ยิ้มแฉ่ง เผยรอยยิ้มแฝงความหมายลึกซึ้งออกมา
หืม?
คราวนี้ทำเอาเว่ยเจิงถึงกับงุนงงไปเลยทีเดียว
เขาก้มศีรษะลงมองหยกพกอีกครา จากนั้นก็ตกใจจนมือสั่น เกือบจะทำร่วงพื้นอีกรอบ
เขาคุ้นเคยกับหยกชิ้นนี้เป็นอย่างดี แทบจะได้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“ฝ่าบาทเสด็จออกนอกวังหรือ?” เว่ยเจิงเอ่ยถาม
มิน่าเล่า วันนี้ฝ่าบาทถึงได้ประทานวันหยุดให้เขาวันหนึ่ง ที่แท้ก็วางแผนจะแอบเสด็จออกจากวังนี่เอง
“ขอรับ”
เว่ยซูอวี้พยักหน้า
ความจริงแล้ว ก่อนที่จะได้หยกพกมา เขาก็จำหลี่ซื่อหมินได้แล้ว แต่เหตุใดจึงแสร้งทำเป็นจำไม่ได้เล่า?
เพราะหากทักทายกันไป ก็คงต้องโดนทุบตีน่ะสิ
การที่หลี่ซื่อหมินไม่กล้าลงมือกับเขา ก็เพราะกลัวว่าจะถูกครหาว่ารังแกเด็กนั่นเอง
แต่หากทักทายกันแล้ว หลี่ซื่อหมินก็คือผู้อาวุโส ผู้อาวุโสสั่งสอนผู้เยาว์ย่อมสมเหตุสมผล
เหมือนอย่างที่เฉิงเย่าจินทุบตีชุยเสินจี ดูเหมือนเขาจะมีความกดดันทางจิตใจอยู่บ้างเลยใช่หรือไม่?
“ไม่ได้การ ข้าต้องเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินว่ามีเรื่องให้ทำ เว่ยเจิงก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวก่อนขอรับ...” เว่ยซูอวี้รั้งเว่ยเจิงเอาไว้ “ท่านพ่อ ทำเช่นนี้ไม่เข้าท่านะขอรับ”
หืม?
เว่ยเจิงหยุดฝีเท้า “หมายความว่าอย่างไร?”
“ตอนนี้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข ฝ่าบาทเสด็จออกไปตรวจตราชาวบ้าน ย่อมสมเหตุสมผล...”
ยังพูดไม่ทันจบ เว่ยเจิงก็ขัดจังหวะด้วยความกราดเกรี้ยว “เหลวไหล ฝ่าบาททรงเป็นถึงกษัตริย์ครองแคว้น หากเสด็จออกไปแล้วถูกลอบปลงพระชนม์จะทำเช่นไร?”
“ดั่งคำกล่าวที่ว่า ตีแผ่นดินนั้นง่าย แต่รักษาแผ่นดินนั้นยาก ยิ่งเป็นช่วงเวลาเช่นนี้ ยิ่งต้องทุ่มเทความสำคัญให้กับการบริหารบ้านเมืองสิถึงจะถูก”
“ยังมีอีก...”
เว่ยเจิงพ่นคำพูดฉอด ๆ ๆ พร่ำบ่นจนเว่ยซูอวี้อดไม่ได้ที่จะต้องแคะหู
รอจนเว่ยเจิงพูดจนพอใจแล้ว เว่ยซูอวี้ถึงค่อยเอ่ยปากว่า “การออกไปตรวจตราชาวบ้านมีความผิดด้วยหรือขอรับ?”
เอ่อ...
เว่ยเจิงถึงกับสะอึก
แต่เขาก็ยังคงดื้อรั้นเอ่ยต่อไปว่า “การตรวจตราชาวบ้านย่อมทำได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องระมัดระวังให้จงหนัก และจัดการเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมสรรพเสียก่อนสิ”
“แล้วท่านพ่อรู้ได้อย่างไรเล่าขอรับว่าฝ่าบาทไม่ได้เตรียมการเอาไว้?” เว่ยซูอวี้ไม่ไว้หน้าเลยสักนิด “ข้างกายฝ่าบาทมีทั้งจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง เฉิงเย่าจินและคนอื่น ๆ พวกเขาก็ตามเสด็จไปด้วยทั้งนั้น”
ใบหน้าของเว่ยเจิงพลันบูดเบี้ยวราวกับกินอาจมเข้าไปก็มิปาน
นี่มันกีดกันเขากันชัด ๆ
แน่นอนว่าในฐานะยอดนักพ่นน้ำลาย เขาชินชากับการถูกกีดกันมานานแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดใจก็คือ ทุกคนล้วนติดตามฝ่าบาทไปโดยปิดบังเขาไว้
“ท่านพ่อ เรื่องนี้ฝ่าบาทไม่ได้ทำผิดหรอกขอรับ” เว่ยซูอวี้กล่าวอย่างจริงจัง “เพียงแต่พระองค์ปิดบังท่านก็เท่านั้น”
“หากท่านบุ่มบ่ามเข้าไปด่าทอฉอด ๆ หลี่ซื่อหมินอาจจะไม่ทำอันใดท่าน แต่หากเรื่องแพร่งพรายออกไป จะทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของสกุลเว่ยเราต้องมัวหมองได้นะขอรับ...”
เว่ยเจิงมองบุตรชายของตนเองด้วยความประหลาดใจ
นี่ใช่บุตรชายของข้าจริง ๆ หรือ?
เหตุใดออกไปชกต่อยวิวาทมาคราหนึ่ง ถึงได้หูตาสว่างขึ้นมาได้ปานนี้เล่า?
“แล้วเจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรจัดการเช่นไร?” เว่ยเจิงตั้งใจจะทดสอบเว่ยซูอวี้
“ง่ายนิดเดียว ท่านก็ทำเช่นนี้ เช่นนี้...”
หนึ่งแก่หนึ่งอ่อนสุมหัวกัน วางแผนจัดการหลี่ซื่อหมิน
“พึ่งพาได้แน่นะ?”
“รับรองว่าพึ่งพาได้มากกว่าการที่ท่านไปด่าทอหลี่ซื่อหมินแน่นอนขอรับ”
“หุบปาก ต้องเรียกว่าฝ่าบาทสิ”
“ขอรับ ฝ่าบาท”
หลังกระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง เว่ยเจิงก็เดินยืดอกอย่างองอาจจากไป
ตำหนักบูรพา ที่ประทับขององค์รัชทายาท
หลี่ซื่อหมินถือแส้ กำลังเฆี่ยนตีหลี่เฉิงเฉียนอย่างเกรี้ยวกราด
หลี่เฉิงเฉียนคุกเข่าอยู่บนพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน
“ไอ้ลูกหลานบัดซบ รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำเรื่องอันใดอยู่? แม้แต่เว่ยเจิงยังกล้าแก้แค้น เจ้าเสียสติไปแล้วใช่หรือไม่!”
หลี่ซื่อหมินพลางเฆี่ยนพลางก่นด่า
หากเป็นเพียงการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เยาว์ เขาคงไม่โกรธเคืองถึงเพียงนี้
แต่เป้าหมายของหลี่เฉิงเฉียนคือการแก้แค้นเว่ยเจิง!
เป็นถึงองค์รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ แต่กลับมีจิตใจคับแคบถึงเพียงนี้ ภายหน้าจะเป็นเยี่ยงไร?
หากเรื่องที่แก้แค้นขุนนางผู้ภักดีแพร่งพรายออกไป ผู้ใดจะกล้าถวายการรับใช้หลี่เฉิงเฉียนอีกล่า?
นี่มันกำลังฝังรากฐานแห่งหายนะให้กับแผ่นดินต้าถังชัด ๆ!
“ฝ่าบาท อย่าทรงลงพระอาญาเลยพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทเป็นถึงผู้สืบทอดบัลลังก์ หากเฆี่ยนจนบาดเจ็บหนักจะเสียพระเกียรติราชวงศ์ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” จ่างซุนอู๋จี้คอยทัดทานอยู่ด้านข้าง
“ฝู่จี[1] เรื่องนี้เจ้าอย่าได้ห้ามปราม“หลี่ซื่อหมินกริ้วหนัก”วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนเขาเสียให้เข็ดหลาบ”
หลังจากเฆี่ยนตีไปยกใหญ่ หลี่ซื่อหมินก็ดื่มน้ำด้วยความโกรธจัด
“พรุ่งนี้จงไปขอขมาที่จวนสกุลเว่ยด้วยตัวเจ้าเอง!”
หลี่ซื่อหมินสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
“ลูกรับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เฉิงเฉียนรับคำสั่งอย่างว่าง่าย
บางทีต่อหน้าผู้อื่น เขาอาจจะเป็นองค์รัชทายาทที่ทุกคนเคารพเทิดทูน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่ซื่อหมิน เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อต้าน
“ฝ่าบาท ใต้เท้าเว่ยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
เพิ่งจะกลับถึงพระที่นั่งลี่เจิ้ง ขันทีก็เข้ามารายงาน
“ให้เข้ามา”
หลี่ซื่อหมินรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก แต่ก็หลีกเลี่ยงการพบหน้าเว่ยเจิงไม่ได้
“เว่ยเจิงถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่เห็นหลี่ซื่อหมิน เว่ยเจิงก็รีบโค้งตัวคำนับ
“เสวียนเฉิง เจ้ามาได้อย่างไรกัน?”
หลี่ซื่อหมินแสร้งทำเป็นประหลาดใจ จากนั้นก็สั่งการว่า “หวังเต๋อ ประทานที่นั่ง”
“มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเจิงโค้งตัวอีกครา “ที่กระหม่อมมาในครานี้ เพื่อขอให้ฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ...”
ในใจหลี่ซื่อหมินหล่นวูบ
หรือว่าเรื่องที่องค์รัชทายาทแก้แค้นเว่ยซูอวี้จะล่วงรู้ไปถึงหูเขาแล้ว?
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?” หลี่ซื่อหมินแสร้งทำสีหน้าห่วงใย
“ฝ่าบาท มีคนพาลไร้ยางอายผู้หนึ่งด่าทอเหลียงกั๋วกง[2] ซ้ำยังรังแกซูอวี้บุตรชายของกระหม่อม ขอฝ่าบาททรงลงพระอาญาคนพาลผู้นั้นอย่างหนักด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเจิงกล่าวด้วยความเคียดแค้น
เรื่องนี้ฟังดูแล้วช่างคุ้นหูเสียจริง?
เหลียงกั๋วกงหรือ?
นั่นมันฝางเสวียนหลิงมิใช่หรือ?
ยังมีเรื่องที่รังแกเว่ยซูอวี้อีก...
หลี่ซื่อหมินใจหล่นตุ้บ
คนพาลไร้ยางอายที่ว่านี้ คงมิใช่กำลังด่าว่าตนเองหรอกกระมัง?
[1] ชื่อรอง จ่างซุนอู๋
[2] บรรดาศักดิ์ฝางเสวียนหลิง