เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 เว่ยเจิง

บทที่ 4 เว่ยเจิง

บทที่ 4 เว่ยเจิง


บทที่ 4 เว่ยเจิง

ตรอกหย่งซิง จวนสกุลเว่ย

รัชศกเจินกวนปีที่เจ็ด เว่ยเจิงดำรงตำแหน่งซื่อจง ถือเป็นอัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจที่แท้จริง

เขาเป็นขุนนางตงฉิน แต่จวนของเขากลับไม่ได้ซอมซ่ออย่างที่คิด

ในทางกลับกัน ด้วยฐานะอัครเสนาบดี จวนของเขานับว่าโอ่อ่ากว้างขวางทีเดียว

สิ่งที่ต่างจากจวนขุนนางท่านอื่นคือ จวนของเขามีบ่าวไพร่ไม่มากนัก

“คุณชายกลับมาแล้วหรือขอรับ”

พอเห็นเว่ยซูอวี้ พ่อบ้านก็รีบปรี่เข้ามารับหน้า

เมื่อเห็นบาดแผลบนตัวเว่ยซูอวี้ ก็ร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมาทันที “โอ๊ยตายแล้ว เหตุใดถึงได้บาดเจ็บมาเล่าขอรับ เร็วเข้า... รีบเข้าไปในเรือนเถิด บ่าวจะไปเอายามาให้...”

“ไม่เป็นไร”

เว่ยซูอวี้โบกมือปัด ก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปในจวนสกุลเว่ย

อาศัยความทรงจำ เพิ่งจะเดินคลำทางกลับไปยังเรือนของตนเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงตวาดดังมาจากที่ไกล ๆ ...

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

เห็นเพียงบุรุษวัยกลางคนที่ผมบนขมับเริ่มมีผมหงอกแซม ดูชราภาพเล็กน้อย ท่าทางเคร่งขรึมเดินตรงเข้ามา ชุดขุนนางที่บุรุษผู้นี้สวมใส่ซีดจางไปบ้าง แถมยังมีรอยปะชุน ดูซอมซ่อเป็นอย่างยิ่ง

เขาคือเว่ยเจิง

เว่ยเจิงนับว่าได้บุตรยามแก่ ปัจจุบันเว่ยเจิงอายุย่างเข้าห้าสิบสี่ปี ส่วนเว่ยซูอวี้เพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปีเท่านั้น

แน่นอนว่าเว่ยเจิงยังคงแข็งแรงดีอยู่

เพราะมารดาของเว่ยซูอวี้ตั้งครรภ์อีกแล้ว ปีนี้จะได้ให้กำเนิดน้องชายคือเว่ยซูอวี๋

“บาดแผลบนตัวเจ้าได้มาจากที่ใด?” เว่ยเจิงตวาดถาม

“ก็มีเรื่องชกต่อยน่ะสิขอรับ”

“เหลวไหล ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าไปชกต่อยวิวาทกัน”

“ผู้อื่นมาตีข้า ข้าก็แค่ตอบโต้กลับไปเท่านั้นเองนะขอรับ”

“วันหน้าไม่อนุญาตให้ชกต่อยวิวาทอีก”

“แล้วหากมีคนมาตีข้าเล่าขอรับ?”

“บิดาจะทวงความเป็นธรรมให้เจ้าเอง!”

เว่ยเจิงเป็นคนเคร่งขรึม ทว่าประโยคสุดท้ายนี้กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก...

เว่ยซูอวี้ล้วงหยกพกของหลี่ซื่อหมินออกมาโยนให้เว่ยเจิง

“ท่านพ่อ พยายามเข้าขอรับ ด่าเขาให้ตายไปเลย”

เว่ยเจิงรับไว้อย่างลุกลน เกรงว่าจะร่วงหล่นลงพื้น

นี่มันหยกเชียวนะ มีค่ามหาศาลเลยทีเดียว

“เจ้าไปเอาหยกมาจากที่ใด?” เว่ยเจิงเอ่ยปากดุ

“ท่านพ่อ เรื่องนี้ข้าต้องถามท่านแล้วล่ะขอรับว่าเหตุใดมันถึงมาอยู่บนตัวข้าได้?” เว่ยซูอวี้ยิ้มแฉ่ง เผยรอยยิ้มแฝงความหมายลึกซึ้งออกมา

หืม?

คราวนี้ทำเอาเว่ยเจิงถึงกับงุนงงไปเลยทีเดียว

เขาก้มศีรษะลงมองหยกพกอีกครา จากนั้นก็ตกใจจนมือสั่น เกือบจะทำร่วงพื้นอีกรอบ

เขาคุ้นเคยกับหยกชิ้นนี้เป็นอย่างดี แทบจะได้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“ฝ่าบาทเสด็จออกนอกวังหรือ?” เว่ยเจิงเอ่ยถาม

มิน่าเล่า วันนี้ฝ่าบาทถึงได้ประทานวันหยุดให้เขาวันหนึ่ง ที่แท้ก็วางแผนจะแอบเสด็จออกจากวังนี่เอง

“ขอรับ”

เว่ยซูอวี้พยักหน้า

ความจริงแล้ว ก่อนที่จะได้หยกพกมา เขาก็จำหลี่ซื่อหมินได้แล้ว แต่เหตุใดจึงแสร้งทำเป็นจำไม่ได้เล่า?

เพราะหากทักทายกันไป ก็คงต้องโดนทุบตีน่ะสิ

การที่หลี่ซื่อหมินไม่กล้าลงมือกับเขา ก็เพราะกลัวว่าจะถูกครหาว่ารังแกเด็กนั่นเอง

แต่หากทักทายกันแล้ว หลี่ซื่อหมินก็คือผู้อาวุโส ผู้อาวุโสสั่งสอนผู้เยาว์ย่อมสมเหตุสมผล

เหมือนอย่างที่เฉิงเย่าจินทุบตีชุยเสินจี ดูเหมือนเขาจะมีความกดดันทางจิตใจอยู่บ้างเลยใช่หรือไม่?

“ไม่ได้การ ข้าต้องเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

เมื่อได้ยินว่ามีเรื่องให้ทำ เว่ยเจิงก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที

“เดี๋ยวก่อนขอรับ...” เว่ยซูอวี้รั้งเว่ยเจิงเอาไว้ “ท่านพ่อ ทำเช่นนี้ไม่เข้าท่านะขอรับ”

หืม?

เว่ยเจิงหยุดฝีเท้า “หมายความว่าอย่างไร?”

“ตอนนี้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข ฝ่าบาทเสด็จออกไปตรวจตราชาวบ้าน ย่อมสมเหตุสมผล...”

ยังพูดไม่ทันจบ เว่ยเจิงก็ขัดจังหวะด้วยความกราดเกรี้ยว “เหลวไหล ฝ่าบาททรงเป็นถึงกษัตริย์ครองแคว้น หากเสด็จออกไปแล้วถูกลอบปลงพระชนม์จะทำเช่นไร?”

“ดั่งคำกล่าวที่ว่า ตีแผ่นดินนั้นง่าย แต่รักษาแผ่นดินนั้นยาก ยิ่งเป็นช่วงเวลาเช่นนี้ ยิ่งต้องทุ่มเทความสำคัญให้กับการบริหารบ้านเมืองสิถึงจะถูก”

“ยังมีอีก...”

เว่ยเจิงพ่นคำพูดฉอด ๆ ๆ พร่ำบ่นจนเว่ยซูอวี้อดไม่ได้ที่จะต้องแคะหู

รอจนเว่ยเจิงพูดจนพอใจแล้ว เว่ยซูอวี้ถึงค่อยเอ่ยปากว่า “การออกไปตรวจตราชาวบ้านมีความผิดด้วยหรือขอรับ?”

เอ่อ...

เว่ยเจิงถึงกับสะอึก

แต่เขาก็ยังคงดื้อรั้นเอ่ยต่อไปว่า “การตรวจตราชาวบ้านย่อมทำได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องระมัดระวังให้จงหนัก และจัดการเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมสรรพเสียก่อนสิ”

“แล้วท่านพ่อรู้ได้อย่างไรเล่าขอรับว่าฝ่าบาทไม่ได้เตรียมการเอาไว้?” เว่ยซูอวี้ไม่ไว้หน้าเลยสักนิด “ข้างกายฝ่าบาทมีทั้งจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง เฉิงเย่าจินและคนอื่น ๆ พวกเขาก็ตามเสด็จไปด้วยทั้งนั้น”

ใบหน้าของเว่ยเจิงพลันบูดเบี้ยวราวกับกินอาจมเข้าไปก็มิปาน

นี่มันกีดกันเขากันชัด ๆ

แน่นอนว่าในฐานะยอดนักพ่นน้ำลาย เขาชินชากับการถูกกีดกันมานานแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดใจก็คือ ทุกคนล้วนติดตามฝ่าบาทไปโดยปิดบังเขาไว้

“ท่านพ่อ เรื่องนี้ฝ่าบาทไม่ได้ทำผิดหรอกขอรับ” เว่ยซูอวี้กล่าวอย่างจริงจัง “เพียงแต่พระองค์ปิดบังท่านก็เท่านั้น”

“หากท่านบุ่มบ่ามเข้าไปด่าทอฉอด ๆ หลี่ซื่อหมินอาจจะไม่ทำอันใดท่าน แต่หากเรื่องแพร่งพรายออกไป จะทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของสกุลเว่ยเราต้องมัวหมองได้นะขอรับ...”

เว่ยเจิงมองบุตรชายของตนเองด้วยความประหลาดใจ

นี่ใช่บุตรชายของข้าจริง ๆ หรือ?

เหตุใดออกไปชกต่อยวิวาทมาคราหนึ่ง ถึงได้หูตาสว่างขึ้นมาได้ปานนี้เล่า?

“แล้วเจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรจัดการเช่นไร?” เว่ยเจิงตั้งใจจะทดสอบเว่ยซูอวี้

“ง่ายนิดเดียว ท่านก็ทำเช่นนี้ เช่นนี้...”

หนึ่งแก่หนึ่งอ่อนสุมหัวกัน วางแผนจัดการหลี่ซื่อหมิน

“พึ่งพาได้แน่นะ?”

“รับรองว่าพึ่งพาได้มากกว่าการที่ท่านไปด่าทอหลี่ซื่อหมินแน่นอนขอรับ”

“หุบปาก ต้องเรียกว่าฝ่าบาทสิ”

“ขอรับ ฝ่าบาท”

หลังกระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง เว่ยเจิงก็เดินยืดอกอย่างองอาจจากไป

ตำหนักบูรพา ที่ประทับขององค์รัชทายาท

หลี่ซื่อหมินถือแส้ กำลังเฆี่ยนตีหลี่เฉิงเฉียนอย่างเกรี้ยวกราด

หลี่เฉิงเฉียนคุกเข่าอยู่บนพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน

“ไอ้ลูกหลานบัดซบ รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำเรื่องอันใดอยู่? แม้แต่เว่ยเจิงยังกล้าแก้แค้น เจ้าเสียสติไปแล้วใช่หรือไม่!”

หลี่ซื่อหมินพลางเฆี่ยนพลางก่นด่า

หากเป็นเพียงการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เยาว์ เขาคงไม่โกรธเคืองถึงเพียงนี้

แต่เป้าหมายของหลี่เฉิงเฉียนคือการแก้แค้นเว่ยเจิง!

เป็นถึงองค์รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ แต่กลับมีจิตใจคับแคบถึงเพียงนี้ ภายหน้าจะเป็นเยี่ยงไร?

หากเรื่องที่แก้แค้นขุนนางผู้ภักดีแพร่งพรายออกไป ผู้ใดจะกล้าถวายการรับใช้หลี่เฉิงเฉียนอีกล่า?

นี่มันกำลังฝังรากฐานแห่งหายนะให้กับแผ่นดินต้าถังชัด ๆ!

“ฝ่าบาท อย่าทรงลงพระอาญาเลยพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทเป็นถึงผู้สืบทอดบัลลังก์ หากเฆี่ยนจนบาดเจ็บหนักจะเสียพระเกียรติราชวงศ์ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” จ่างซุนอู๋จี้คอยทัดทานอยู่ด้านข้าง

“ฝู่จี[1] เรื่องนี้เจ้าอย่าได้ห้ามปราม“หลี่ซื่อหมินกริ้วหนัก”วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนเขาเสียให้เข็ดหลาบ”

หลังจากเฆี่ยนตีไปยกใหญ่ หลี่ซื่อหมินก็ดื่มน้ำด้วยความโกรธจัด

“พรุ่งนี้จงไปขอขมาที่จวนสกุลเว่ยด้วยตัวเจ้าเอง!”

หลี่ซื่อหมินสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

“ลูกรับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เฉิงเฉียนรับคำสั่งอย่างว่าง่าย

บางทีต่อหน้าผู้อื่น เขาอาจจะเป็นองค์รัชทายาทที่ทุกคนเคารพเทิดทูน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่ซื่อหมิน เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อต้าน

“ฝ่าบาท ใต้เท้าเว่ยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

เพิ่งจะกลับถึงพระที่นั่งลี่เจิ้ง ขันทีก็เข้ามารายงาน

“ให้เข้ามา”

หลี่ซื่อหมินรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก แต่ก็หลีกเลี่ยงการพบหน้าเว่ยเจิงไม่ได้

“เว่ยเจิงถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

ทันทีที่เห็นหลี่ซื่อหมิน เว่ยเจิงก็รีบโค้งตัวคำนับ

“เสวียนเฉิง เจ้ามาได้อย่างไรกัน?”

หลี่ซื่อหมินแสร้งทำเป็นประหลาดใจ จากนั้นก็สั่งการว่า “หวังเต๋อ ประทานที่นั่ง”

“มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเจิงโค้งตัวอีกครา “ที่กระหม่อมมาในครานี้ เพื่อขอให้ฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ...”

ในใจหลี่ซื่อหมินหล่นวูบ

หรือว่าเรื่องที่องค์รัชทายาทแก้แค้นเว่ยซูอวี้จะล่วงรู้ไปถึงหูเขาแล้ว?

“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?” หลี่ซื่อหมินแสร้งทำสีหน้าห่วงใย

“ฝ่าบาท มีคนพาลไร้ยางอายผู้หนึ่งด่าทอเหลียงกั๋วกง[2] ซ้ำยังรังแกซูอวี้บุตรชายของกระหม่อม ขอฝ่าบาททรงลงพระอาญาคนพาลผู้นั้นอย่างหนักด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเจิงกล่าวด้วยความเคียดแค้น

เรื่องนี้ฟังดูแล้วช่างคุ้นหูเสียจริง?

เหลียงกั๋วกงหรือ?

นั่นมันฝางเสวียนหลิงมิใช่หรือ?

ยังมีเรื่องที่รังแกเว่ยซูอวี้อีก...

หลี่ซื่อหมินใจหล่นตุ้บ

คนพาลไร้ยางอายที่ว่านี้ คงมิใช่กำลังด่าว่าตนเองหรอกกระมัง?

[1] ชื่อรอง จ่างซุนอู๋

[2] บรรดาศักดิ์ฝางเสวียนหลิง

จบบทที่ บทที่ 4 เว่ยเจิง

คัดลอกลิงก์แล้ว