- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา
บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา
บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา
บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา
ดีล่ะเว่ยเจิง กล้าด่ากระทบกระเทียบข้าเชียวหรือ
หลี่ซื่อหมินโกรธจนกัดฟันกรอด
แต่ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่ถูกเปิดโปง เขาก็ต้องจำใจเล่นละครต่อไป
“ไร้เหตุผลสิ้นดี สรุปแล้วเป็นผู้ใดกัน?” หลี่ซื่อหมินตบโต๊ะมังกรฉาดใหญ่
“ฝ่าบาท ซูอวี้ไม่รู้จักคนผู้นั้น แต่เขาได้ทิ้งหยกพกชิ้นหนึ่งไว้พ่ะย่ะค่ะ”
“ซูอวี้เห็นใจกระหม่อม จึงได้มอบหยกพกนั้นให้แก่กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
ว่าแล้ว เว่ยเจิงก็เผยให้เห็นหยกพกที่เอว “ฝ่าบาททอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสวมแล้วดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ดูดีมารดาเจ้าสิ!
หยกพกประจำกายข้า เจ้าจะไม่รู้จักได้อย่างไร?
หลี่ซื่อหมินแทบจะอกแตกตายอยู่รอมร่อ
ถึงตอนนี้เขาพอจะมองออกแล้วว่า เว่ยเจิงตั้งใจมาทำให้เขาขยะแขยงใจเล่น
ทว่าเรื่องนี้เขาเป็นฝ่ายผิด จึงทำได้เพียงกลืนเลือดลงท้องไปอย่างเงียบ ๆ
“ดูดี!”
หลี่ซื่อหมินกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปน กัดฟันเค้นคำพูดออกมาสองคำ
“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็รู้สึกว่าดูดีเช่นกัน วันหน้ากระหม่อมตั้งใจว่าจะสวมใส่มันมาเข้าเฝ้าทุกวันเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยเจิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “เห็นแก่หยกพกชิ้นนี้ กระหม่อมจะไม่ถือสาเอาความเรื่องที่คนผู้นั้นรังแกซูอวี้แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”
ยังจะสวมหยกพกข้าทุกวันอีกหรือ?
ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ตั้งใจจะมาทำให้ข้าขยะแขยงใจทุกวันเลยใช่หรือไม่!
“เว่ยอ้ายชิง[1] ช่างใจกว้างนัก” ดวงตาทั้งสองข้างของหลี่ซื่อหมินแทบจะพ่นไฟออกมาอยู่แล้ว
“จริงสิ วันนี้ฝ่าบาททรงทำสิ่งใดบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ชมทิวทัศน์!”
“ชมทิวทัศน์ที่ใดพ่ะย่ะค่ะ?”
“เจ้ายังมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่?”
“ไม่มีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
“ฝ่าบาท ทรงทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ หยกชิ้นนี้ดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“...”
ครึ่งค่อนวันให้หลัง เว่ยเจิงก็เดินเชิดหน้าออกจากพระที่นั่งลี่เจิ้งไปอย่างองอาจ โดยมีแว่วเสียงถ้วยชาแตกละเอียดดังมาจากทางด้านหลัง...
วันรุ่งขึ้น
เว่ยซูอวี้หลับจนตื่นขึ้นมาเอง
เมื่อเดินออกจากห้องก็บิดขี้เกียจ อากาศแจ่มใส ช่างเป็นวันที่ดีจริง ๆ
“โอ๊ยตายแล้ว คุณชาย เหตุใดท่านยังอยู่ที่จวนอีกล่ะขอรับ?”
พ่อบ้านที่กำลังกวาดพื้นอยู่เห็นเว่ยซูอวี้เข้า ก็ตกใจจนทิ้งไม้กวาดลงพื้น
“หากข้าไม่อยู่ที่จวน แล้วจะให้ข้าไปอยู่ที่ใดเล่า?” เว่ยซูอวี้กลอกตาบน
“กั๋วจื่อเจี้ยน[2] สิขอรับ!”
เว่ยซูอวี้ชะงักไปเล็กน้อย
ตนเองเพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปี ดูเหมือนว่ายังอยู่ในวัยเรียนจริง ๆ ด้วย
“ไม่ต้องลุกลนไป”
เว่ยซูอวี้โบกมืออย่างใจเย็น
“บ่าวเฒ่าผู้นี้มิได้ร้อนใจหรอกขอรับ เพียงแต่เกรงว่าหากนายท่านทราบเรื่องนี้เข้าแล้วจะบันดาลโทสะครั้งใหญ่” พ่อบ้านร้อนรนราวกับมดบนกระทะร้อน
“ใจเย็นไว้” เว่ยซูอวี้เปลี่ยนเรื่องสนทนา “ในจวนมีช่างตัดเย็บเสื้อผ้าหรือไม่?”
“มีขอรับ”
“พาเขามาพบข้าที”
ทว่าพ่อบ้านกลับไม่ขยับเขยื้อน
“เหตุใดถึงยังไม่ไปอีกเล่า?”
“บ่าวเฒ่าผู้นี้ก็คือช่างตัดเย็บขอรับ”
“โอ้? มองไม่ออกเลยนะเนี่ย”
“คุณชายชมเกินไปแล้วขอรับ รอยปะชุนบนชุดขุนนางของนายท่าน บ่าวก็เป็นคนเย็บเองทั้งนั้นแหละขอรับ”
“...”
เว่ยซูอวี้หยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมาจากในห้อง “ตัดตรงนี้ออก เย็บตรงนี้เข้า ทำให้ดูดีหน่อยนะ...”
ในฐานะหน่วยรบพิเศษ เขาใส่ชุดยาวคลุมกรอมเท้าไม่ชินจริง ๆ มันเกะกะเกินไป
“คุณชายวางใจได้เลยขอรับ!”
หลังจากพ่อบ้านจากไป เว่ยซูอวี้ก็ออกกำลังกายต่ออีกครู่หนึ่ง
เมื่อวานใช้พละกำลังไปมากเกินไป วันนี้ตื่นสายเลยต้องชดเชยเสียหน่อย
เมื่อออกกำลังกายเสร็จ ก็ไปหยิบแผ่นแป้งจากในครัวมากินรองท้อง เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันรสชาติแย่อันใด
ตอนที่ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจ งู หนู แมลง... ตราบใดที่สามารถเสริมสารอาหารได้ มีสิ่งใดบ้างที่เขายังไม่เคยกิน?
“คุณชาย ทำเสร็จแล้วขอรับ”
ไม่นานพ่อบ้านก็ถือเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงมาให้
เว่ยซูอวี้สวมใส่ทันที
จะว่าไปแล้ว ฝีมือของพ่อบ้านก็ไม่เลวเลยจริง ๆ แม้แต่สัดส่วนก็ยังพอดีเป๊ะ
“คุณชาย ท่านสวมใส่เช่นนี้ ไม่กลัวชาวบ้านจะชี้หน้าเอาหรือขอรับ?” พ่อบ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“หากถูกคนชี้หน้า ข้าจะเนื้อหลุดหายไปสักก้อนหรือไม่เล่า?”
“เอ่อ... ไม่หรอกขอรับ”
“เช่นนั้นก็หมดเรื่อง”
มื้อเที่ยง
เว่ยซูอวี้ได้พบกับเผยซื่อ แล้วก็ได้รับรู้ถึงความห่วงใยจากผู้เป็นมารดา
อ้อ ไม่ใช่สิ
ควรจะเป็นเขาต่างหากที่ต้องห่วงใยมารดา
เผยซื่ออุ้มท้องโย้ พอเห็นบาดแผลบนตัวเขา น้ำตาก็รื้นขึ้นมาทันที
คนท้องโย้เช่นนี้ อารมณ์แปรปรวนจะส่งผลดีได้อย่างไรเล่า?
เว่ยซูอวี้ต้องเปลืองแรงไปตั้งมากมาย กว่าจะทำให้เผยซื่อหยุดร้องไห้แล้วกลับมายิ้มแย้มได้อีกครา
เฮ้อ อิสตรีหนอ...
มีแต่จะทำให้ความเร็วในการชักปืนของข้าช้าลงเปล่า ๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเผยซื่อแสดงความห่วงใยอีกระลอก เว่ยซูอวี้จึงเลือกที่จะเดินเตร็ดเตร่ไปข้างนอกแทน
เมื่อเดินไปตามท้องถนน ชาวบ้านต่างพากันมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้การแต่งกายของเว่ยซูอวี้ดูสมชายชาตรีจนเกินไปเล่า
เสื้อยืดแขนสั้น กางเกงขาสามส่วน รองเท้าผ้า ซ้ำยังคาดเข็มขัดผ้าไว้ที่เอวอีก
ยกเว้นเพียงแค่เสื้อยืดแขนสั้นตัวนี้ถูกเย็บติดกัน...
มองเผิน ๆ หากไม่รู้ คงคิดว่าเป็นบุตรชายของช่างตีเหล็กบ้านใดกระมัง
ขณะที่กำลังเดินอยู่ จู่ ๆ เว่ยซูอวี้ก็หยุดเท้าลง
เบื้องหน้าปรากฏร่างมัมมี่เดินกะเผลกออกมาจากหอหวงอวิ๋น
“เสี่ยวจีจี” เว่ยซูอวี้โบกมือทักทาย
ชุยเสินจีหันขวับมาอย่างแข็งทื่อ พอเห็นว่าเป็นเว่ยซูอวี้ก็ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง รีบใส่เกียร์สุนัขเผ่นแนบทันที
ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนเดินกะเผลก ๆ นั้น ยังไปชนเข้ากับผู้คนที่สัญจรไปมาอีกหลายคน
“จะหนีไปไยเล่า?”
เว่ยซูอวี้รีบวิ่งตามไปทันที
ไม่นานนัก ชุยเสินจีก็ถูกจับกดลงกับพื้นด้วยท่าทางสิ้นหวังอาลัยตายอยาก
“พะ... พี่ใหญ่ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” ชุยเสินจีน่าสงสารจนน้ำตาจะไหลตกอยู่ในกำมือของเจ้าปีศาจน้อยผู้นี้อีกแล้ว
“ข้าเรียกเจ้า เจ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไร?” เว่ยซูอวี้ยกมือขึ้นฟาดไปหนึ่งฉาด
ชุยเสินจีชี้ไปที่ผ้าพันแผลบนศีรษะ พลางแก้ตัวว่า “พันแผลหนาไปหน่อย เลยไม่ได้ยินขอรับ”
“แล้วเจ้าจะหนีไปไยเล่า?”
“กำลังออกกำลังกายอยู่ขอรับ”
โอ้โห?
สมองหมุนไวใช้ได้นี่
ชุยเสินจีเองก็จนปัญญา ตกอยู่ในกำมือของเว่ยซูอวี้ ห้ามให้เขาจับผิดได้แม้แต่นิดเดียว มิเช่นนั้นก็ต้องโดนซ้อมอีก
“ข้าจำได้ว่าเมื่อวานข้าก็ไม่ได้ลงมือหนักมือปานนั้น เหตุใดสภาพเจ้าถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า?”
เว่ยซูอวี้หิ้วคอเสื้อชุยเสินจีลุกขึ้นจากพื้น
“โฮ ๆ ...”
ดวงตาของชุยเสินจีแดงก่ำขึ้นมาทันที
นี่คืออดีตที่เขาไม่อยากจะหวนนึกถึง...
เมื่อวานถูกเว่ยซูอวี้อัดไปรอบหนึ่ง แล้วยังถูกเฉิงเย่าจินซ้อมไปอีกรอบพอกลับถึงบ้านก็โดนบิดามารดารุมสกรัมซ้ำอีก
วันเดียวโดนซ้อมไปตั้งสามรอบ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็คงรับไม่ไหวหรอก
“ขอแสดงความเสียใจด้วย”
เว่ยซูอวี้ตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ
“พี่ใหญ่ ข้าไปได้แล้วหรือยังขอรับ?” ชุยเสินจีเอ่ยถามอย่างหวาดกลัว
“จะรีบร้อนไปไยเล่า?” เว่ยซูอวี้คว้าคอเสื้อด้านหลังของอีกฝ่ายเอาไว้ “เจ้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดถึงยังออกมาเตร็ดเตร่อยู่อีกเล่า?”
“แล้วก็หอหวงอวิ๋นที่เจ้าเพิ่งจะเดินออกมาเมื่อครู่นั้น มีไว้ทำอันใดหรือ?”
ชุยเสินจีอึกอักไม่ยอมตอบ
เพียะ!
เว่ยซูอวี้ตบกบาลเข้าให้หนึ่งที
“หากยังมัวอึกอักอยู่ ข้าจะตีเจ้าอีก”
“เป็นโรงพนันขอรับ”
ใช้ได้เลยนี่
อายุเพิ่งจะสิบเอ็ดปีก็ออกมาเล่นพนันแล้วหรือ?
เว่ยซูอวี้ประเมินชุยเสินจีด้วยสายตา
“ได้มากำไรเท่าใดเล่า?”
“ไม่ได้กำไร ไม่ได้กำไรเลยขอรับ...” ชุยเสินจีรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน
เพียะ!
เว่ยซูอวี้ตบกบาลไปอีกหนึ่งที
“ยังกล้าโป้ปดอีกหรือ?”
“โฮ ๆ ... ได้กำไรมาแค่นิดเดียวเองขอรับ”
“เอามาเถิด” เว่ยซูอวี้ยื่นมือออกไป
“ค่ารักษาพยาบาลก็ให้ท่านไปแล้วมิใช่หรือขอรับ?”
“ค่าคุ้มครอง!”
มารดามันเถอะ...
ชุยเสินจีเบิกตากลมกว้างราวกับกระดิ่งทองเหลือง
“ไม่เต็มใจหรือ?” เว่ยซูอวี้ยักคิ้ว
“เท่า... เท่าใดหรือขอรับ?” เจอปีศาจร้ายตนนี้เข้า คงต้องยอมเสียเลือดเนื้อบ้างแล้ว
“เอาออกมาให้หมด”
ชุยเสินจีเต้นผางขึ้นมาทันที “เว่ยซูอวี้ อย่าคิดว่าเจ้าต่อยตีเก่งแล้วข้าจะกลัวเจ้านะ!”
เพียะ เพียะ เพียะ...
โดนตบกบาลไปสามที ชุยเสินจีก็รีบยอมจำนน “ขอน้อยกว่านี้หน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”
“เอาออกมาก่อน”
“โฮ ๆ ... พี่ใหญ่ ข้าเล่นไปสิบตา แพ้ไปเสียเก้าตา อุตส่าห์ชนะมาได้ตานึง ท่านจะเอาไปให้หมดเลยหรือขอรับ?”
“หยุดพร่ำเพ้อเสียที!”
ภายใต้อำนาจมืดของเว่ยซูอวี้ ชุยเสินจีจำใจล้วงเหรียญทองแดงออกมาห้าอีแปะจากในเสื้ออย่างอ้อยอิ่ง...
“แค่ห้าอีแปะเองหรือ?” เว่ยซูอวี้ยกมือขึ้นเตรียมจะตบ
“อย่าตีนะ มีแค่นี้จริง ๆ ขอรับ...”
ชุยเสินจีหดคอลง
เมื่อเห็นว่าเว่ยซูอวี้ยังไม่เชื่อ ชุยเสินจีก็รีบอธิบายเสริม “เก้าตาก่อนหน้านี้เล่นเสียไปจนหมดแล้ว เหลือแค่นี้แหละขอรับ”
“แล้วเจ้าได้กำไรมาเท่าใด?”
ชุยเสินจีชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
“หนึ่งอีแปะหรือ?”
“ขอรับ”
“แล้วเก้าตาก่อนหน้านี้เจ้าเสียไปเท่าใดเล่า?”
ชุยเสินจีชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว
“ยี่สิบอีแปะ?”
ชุยเสินจีส่ายหน้า
“สองร้อยอีแปะ?”
ชุยเสินจีก็ยังคงส่ายหน้า
“สองก้วน?”
ชุยเสินจีก็ยังคงส่ายหน้าอยู่อีก
เพียะ!
เว่ยซูอวี้ตบกบาลไปหนึ่งที “ปากมีไว้ทำอันใดฮะ?”
“สะ... สองร้อยก้วนขอรับ”
บัดซบ!
คราวนี้ทำเอาแม้แต่เว่ยซูอวี้ก็ยังตกตะลึง ไม่รู้ว่าจะชมหรือจะด่าชุยเสินจีดี
จะว่าเจ้าจิตใจเข้มแข็ง ก็ดันเสียเงินไปได้ถึงสองร้อยก้วน
แต่จะว่าจิตใจอ่อนแอ เสียเงินไปตั้งสองร้อยก้วน พอได้กำไรมาแค่หนึ่งอีแปะก็กลับรู้สึกพึงพอใจเสียแล้ว
สองร้อยก้วนคือแนวคิดอันใดกัน...
หากคำนวณเป็นเหรียญทองแดง ก็มีมากถึงสองแสนอีแปะเชียวนะ!
“ไปเถอะ พี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเอาเงินคืนมาเอง!”
เว่ยซูอวี้หิ้วคอเสื้อชุยเสินจี แล้วสาวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังหอหวงอวิ๋นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!
กล้ารังแกลูกน้องข้าหรือ ข้าจะตีขาพวกเจ้าให้หักเลยคอยดูเถิด!
[1] ขุนนางผู้เป็นที่รัก
[2] สถานศึกษาหลวง