เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา

บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา

บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา


บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา

ดีล่ะเว่ยเจิง กล้าด่ากระทบกระเทียบข้าเชียวหรือ

หลี่ซื่อหมินโกรธจนกัดฟันกรอด

แต่ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่ถูกเปิดโปง เขาก็ต้องจำใจเล่นละครต่อไป

“ไร้เหตุผลสิ้นดี สรุปแล้วเป็นผู้ใดกัน?” หลี่ซื่อหมินตบโต๊ะมังกรฉาดใหญ่

“ฝ่าบาท ซูอวี้ไม่รู้จักคนผู้นั้น แต่เขาได้ทิ้งหยกพกชิ้นหนึ่งไว้พ่ะย่ะค่ะ”

“ซูอวี้เห็นใจกระหม่อม จึงได้มอบหยกพกนั้นให้แก่กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”

ว่าแล้ว เว่ยเจิงก็เผยให้เห็นหยกพกที่เอว “ฝ่าบาททอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสวมแล้วดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

ดูดีมารดาเจ้าสิ!

หยกพกประจำกายข้า เจ้าจะไม่รู้จักได้อย่างไร?

หลี่ซื่อหมินแทบจะอกแตกตายอยู่รอมร่อ

ถึงตอนนี้เขาพอจะมองออกแล้วว่า เว่ยเจิงตั้งใจมาทำให้เขาขยะแขยงใจเล่น

ทว่าเรื่องนี้เขาเป็นฝ่ายผิด จึงทำได้เพียงกลืนเลือดลงท้องไปอย่างเงียบ ๆ

“ดูดี!”

หลี่ซื่อหมินกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปน กัดฟันเค้นคำพูดออกมาสองคำ

“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็รู้สึกว่าดูดีเช่นกัน วันหน้ากระหม่อมตั้งใจว่าจะสวมใส่มันมาเข้าเฝ้าทุกวันเลยพ่ะย่ะค่ะ”

เว่ยเจิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “เห็นแก่หยกพกชิ้นนี้ กระหม่อมจะไม่ถือสาเอาความเรื่องที่คนผู้นั้นรังแกซูอวี้แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”

ยังจะสวมหยกพกข้าทุกวันอีกหรือ?

ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ตั้งใจจะมาทำให้ข้าขยะแขยงใจทุกวันเลยใช่หรือไม่!

“เว่ยอ้ายชิง[1] ช่างใจกว้างนัก” ดวงตาทั้งสองข้างของหลี่ซื่อหมินแทบจะพ่นไฟออกมาอยู่แล้ว

“จริงสิ วันนี้ฝ่าบาททรงทำสิ่งใดบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ชมทิวทัศน์!”

“ชมทิวทัศน์ที่ใดพ่ะย่ะค่ะ?”

“เจ้ายังมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่?”

“ไม่มีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม”

“ฝ่าบาท ทรงทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ หยกชิ้นนี้ดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

“...”

ครึ่งค่อนวันให้หลัง เว่ยเจิงก็เดินเชิดหน้าออกจากพระที่นั่งลี่เจิ้งไปอย่างองอาจ โดยมีแว่วเสียงถ้วยชาแตกละเอียดดังมาจากทางด้านหลัง...

วันรุ่งขึ้น

เว่ยซูอวี้หลับจนตื่นขึ้นมาเอง

เมื่อเดินออกจากห้องก็บิดขี้เกียจ อากาศแจ่มใส ช่างเป็นวันที่ดีจริง ๆ

“โอ๊ยตายแล้ว คุณชาย เหตุใดท่านยังอยู่ที่จวนอีกล่ะขอรับ?”

พ่อบ้านที่กำลังกวาดพื้นอยู่เห็นเว่ยซูอวี้เข้า ก็ตกใจจนทิ้งไม้กวาดลงพื้น

“หากข้าไม่อยู่ที่จวน แล้วจะให้ข้าไปอยู่ที่ใดเล่า?” เว่ยซูอวี้กลอกตาบน

“กั๋วจื่อเจี้ยน[2] สิขอรับ!”

เว่ยซูอวี้ชะงักไปเล็กน้อย

ตนเองเพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปี ดูเหมือนว่ายังอยู่ในวัยเรียนจริง ๆ ด้วย

“ไม่ต้องลุกลนไป”

เว่ยซูอวี้โบกมืออย่างใจเย็น

“บ่าวเฒ่าผู้นี้มิได้ร้อนใจหรอกขอรับ เพียงแต่เกรงว่าหากนายท่านทราบเรื่องนี้เข้าแล้วจะบันดาลโทสะครั้งใหญ่” พ่อบ้านร้อนรนราวกับมดบนกระทะร้อน

“ใจเย็นไว้” เว่ยซูอวี้เปลี่ยนเรื่องสนทนา “ในจวนมีช่างตัดเย็บเสื้อผ้าหรือไม่?”

“มีขอรับ”

“พาเขามาพบข้าที”

ทว่าพ่อบ้านกลับไม่ขยับเขยื้อน

“เหตุใดถึงยังไม่ไปอีกเล่า?”

“บ่าวเฒ่าผู้นี้ก็คือช่างตัดเย็บขอรับ”

“โอ้? มองไม่ออกเลยนะเนี่ย”

“คุณชายชมเกินไปแล้วขอรับ รอยปะชุนบนชุดขุนนางของนายท่าน บ่าวก็เป็นคนเย็บเองทั้งนั้นแหละขอรับ”

“...”

เว่ยซูอวี้หยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมาจากในห้อง “ตัดตรงนี้ออก เย็บตรงนี้เข้า ทำให้ดูดีหน่อยนะ...”

ในฐานะหน่วยรบพิเศษ เขาใส่ชุดยาวคลุมกรอมเท้าไม่ชินจริง ๆ มันเกะกะเกินไป

“คุณชายวางใจได้เลยขอรับ!”

หลังจากพ่อบ้านจากไป เว่ยซูอวี้ก็ออกกำลังกายต่ออีกครู่หนึ่ง

เมื่อวานใช้พละกำลังไปมากเกินไป วันนี้ตื่นสายเลยต้องชดเชยเสียหน่อย

เมื่อออกกำลังกายเสร็จ ก็ไปหยิบแผ่นแป้งจากในครัวมากินรองท้อง เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันรสชาติแย่อันใด

ตอนที่ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจ งู หนู แมลง... ตราบใดที่สามารถเสริมสารอาหารได้ มีสิ่งใดบ้างที่เขายังไม่เคยกิน?

“คุณชาย ทำเสร็จแล้วขอรับ”

ไม่นานพ่อบ้านก็ถือเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงมาให้

เว่ยซูอวี้สวมใส่ทันที

จะว่าไปแล้ว ฝีมือของพ่อบ้านก็ไม่เลวเลยจริง ๆ แม้แต่สัดส่วนก็ยังพอดีเป๊ะ

“คุณชาย ท่านสวมใส่เช่นนี้ ไม่กลัวชาวบ้านจะชี้หน้าเอาหรือขอรับ?” พ่อบ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม

“หากถูกคนชี้หน้า ข้าจะเนื้อหลุดหายไปสักก้อนหรือไม่เล่า?”

“เอ่อ... ไม่หรอกขอรับ”

“เช่นนั้นก็หมดเรื่อง”

มื้อเที่ยง

เว่ยซูอวี้ได้พบกับเผยซื่อ แล้วก็ได้รับรู้ถึงความห่วงใยจากผู้เป็นมารดา

อ้อ ไม่ใช่สิ

ควรจะเป็นเขาต่างหากที่ต้องห่วงใยมารดา

เผยซื่ออุ้มท้องโย้ พอเห็นบาดแผลบนตัวเขา น้ำตาก็รื้นขึ้นมาทันที

คนท้องโย้เช่นนี้ อารมณ์แปรปรวนจะส่งผลดีได้อย่างไรเล่า?

เว่ยซูอวี้ต้องเปลืองแรงไปตั้งมากมาย กว่าจะทำให้เผยซื่อหยุดร้องไห้แล้วกลับมายิ้มแย้มได้อีกครา

เฮ้อ อิสตรีหนอ...

มีแต่จะทำให้ความเร็วในการชักปืนของข้าช้าลงเปล่า ๆ

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเผยซื่อแสดงความห่วงใยอีกระลอก เว่ยซูอวี้จึงเลือกที่จะเดินเตร็ดเตร่ไปข้างนอกแทน

เมื่อเดินไปตามท้องถนน ชาวบ้านต่างพากันมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด

ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้การแต่งกายของเว่ยซูอวี้ดูสมชายชาตรีจนเกินไปเล่า

เสื้อยืดแขนสั้น กางเกงขาสามส่วน รองเท้าผ้า ซ้ำยังคาดเข็มขัดผ้าไว้ที่เอวอีก

ยกเว้นเพียงแค่เสื้อยืดแขนสั้นตัวนี้ถูกเย็บติดกัน...

มองเผิน ๆ หากไม่รู้ คงคิดว่าเป็นบุตรชายของช่างตีเหล็กบ้านใดกระมัง

ขณะที่กำลังเดินอยู่ จู่ ๆ เว่ยซูอวี้ก็หยุดเท้าลง

เบื้องหน้าปรากฏร่างมัมมี่เดินกะเผลกออกมาจากหอหวงอวิ๋น

“เสี่ยวจีจี” เว่ยซูอวี้โบกมือทักทาย

ชุยเสินจีหันขวับมาอย่างแข็งทื่อ พอเห็นว่าเป็นเว่ยซูอวี้ก็ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง รีบใส่เกียร์สุนัขเผ่นแนบทันที

ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนเดินกะเผลก ๆ นั้น ยังไปชนเข้ากับผู้คนที่สัญจรไปมาอีกหลายคน

“จะหนีไปไยเล่า?”

เว่ยซูอวี้รีบวิ่งตามไปทันที

ไม่นานนัก ชุยเสินจีก็ถูกจับกดลงกับพื้นด้วยท่าทางสิ้นหวังอาลัยตายอยาก

“พะ... พี่ใหญ่ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” ชุยเสินจีน่าสงสารจนน้ำตาจะไหลตกอยู่ในกำมือของเจ้าปีศาจน้อยผู้นี้อีกแล้ว

“ข้าเรียกเจ้า เจ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไร?” เว่ยซูอวี้ยกมือขึ้นฟาดไปหนึ่งฉาด

ชุยเสินจีชี้ไปที่ผ้าพันแผลบนศีรษะ พลางแก้ตัวว่า “พันแผลหนาไปหน่อย เลยไม่ได้ยินขอรับ”

“แล้วเจ้าจะหนีไปไยเล่า?”

“กำลังออกกำลังกายอยู่ขอรับ”

โอ้โห?

สมองหมุนไวใช้ได้นี่

ชุยเสินจีเองก็จนปัญญา ตกอยู่ในกำมือของเว่ยซูอวี้ ห้ามให้เขาจับผิดได้แม้แต่นิดเดียว มิเช่นนั้นก็ต้องโดนซ้อมอีก

“ข้าจำได้ว่าเมื่อวานข้าก็ไม่ได้ลงมือหนักมือปานนั้น เหตุใดสภาพเจ้าถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า?”

เว่ยซูอวี้หิ้วคอเสื้อชุยเสินจีลุกขึ้นจากพื้น

“โฮ ๆ ...”

ดวงตาของชุยเสินจีแดงก่ำขึ้นมาทันที

นี่คืออดีตที่เขาไม่อยากจะหวนนึกถึง...

เมื่อวานถูกเว่ยซูอวี้อัดไปรอบหนึ่ง แล้วยังถูกเฉิงเย่าจินซ้อมไปอีกรอบพอกลับถึงบ้านก็โดนบิดามารดารุมสกรัมซ้ำอีก

วันเดียวโดนซ้อมไปตั้งสามรอบ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็คงรับไม่ไหวหรอก

“ขอแสดงความเสียใจด้วย”

เว่ยซูอวี้ตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ

“พี่ใหญ่ ข้าไปได้แล้วหรือยังขอรับ?” ชุยเสินจีเอ่ยถามอย่างหวาดกลัว

“จะรีบร้อนไปไยเล่า?” เว่ยซูอวี้คว้าคอเสื้อด้านหลังของอีกฝ่ายเอาไว้ “เจ้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดถึงยังออกมาเตร็ดเตร่อยู่อีกเล่า?”

“แล้วก็หอหวงอวิ๋นที่เจ้าเพิ่งจะเดินออกมาเมื่อครู่นั้น มีไว้ทำอันใดหรือ?”

ชุยเสินจีอึกอักไม่ยอมตอบ

เพียะ!

เว่ยซูอวี้ตบกบาลเข้าให้หนึ่งที

“หากยังมัวอึกอักอยู่ ข้าจะตีเจ้าอีก”

“เป็นโรงพนันขอรับ”

ใช้ได้เลยนี่

อายุเพิ่งจะสิบเอ็ดปีก็ออกมาเล่นพนันแล้วหรือ?

เว่ยซูอวี้ประเมินชุยเสินจีด้วยสายตา

“ได้มากำไรเท่าใดเล่า?”

“ไม่ได้กำไร ไม่ได้กำไรเลยขอรับ...” ชุยเสินจีรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน

เพียะ!

เว่ยซูอวี้ตบกบาลไปอีกหนึ่งที

“ยังกล้าโป้ปดอีกหรือ?”

“โฮ ๆ ... ได้กำไรมาแค่นิดเดียวเองขอรับ”

“เอามาเถิด” เว่ยซูอวี้ยื่นมือออกไป

“ค่ารักษาพยาบาลก็ให้ท่านไปแล้วมิใช่หรือขอรับ?”

“ค่าคุ้มครอง!”

มารดามันเถอะ...

ชุยเสินจีเบิกตากลมกว้างราวกับกระดิ่งทองเหลือง

“ไม่เต็มใจหรือ?” เว่ยซูอวี้ยักคิ้ว

“เท่า... เท่าใดหรือขอรับ?” เจอปีศาจร้ายตนนี้เข้า คงต้องยอมเสียเลือดเนื้อบ้างแล้ว

“เอาออกมาให้หมด”

ชุยเสินจีเต้นผางขึ้นมาทันที “เว่ยซูอวี้ อย่าคิดว่าเจ้าต่อยตีเก่งแล้วข้าจะกลัวเจ้านะ!”

เพียะ เพียะ เพียะ...

โดนตบกบาลไปสามที ชุยเสินจีก็รีบยอมจำนน “ขอน้อยกว่านี้หน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”

“เอาออกมาก่อน”

“โฮ ๆ ... พี่ใหญ่ ข้าเล่นไปสิบตา แพ้ไปเสียเก้าตา อุตส่าห์ชนะมาได้ตานึง ท่านจะเอาไปให้หมดเลยหรือขอรับ?”

“หยุดพร่ำเพ้อเสียที!”

ภายใต้อำนาจมืดของเว่ยซูอวี้ ชุยเสินจีจำใจล้วงเหรียญทองแดงออกมาห้าอีแปะจากในเสื้ออย่างอ้อยอิ่ง...

“แค่ห้าอีแปะเองหรือ?” เว่ยซูอวี้ยกมือขึ้นเตรียมจะตบ

“อย่าตีนะ มีแค่นี้จริง ๆ ขอรับ...”

ชุยเสินจีหดคอลง

เมื่อเห็นว่าเว่ยซูอวี้ยังไม่เชื่อ ชุยเสินจีก็รีบอธิบายเสริม “เก้าตาก่อนหน้านี้เล่นเสียไปจนหมดแล้ว เหลือแค่นี้แหละขอรับ”

“แล้วเจ้าได้กำไรมาเท่าใด?”

ชุยเสินจีชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

“หนึ่งอีแปะหรือ?”

“ขอรับ”

“แล้วเก้าตาก่อนหน้านี้เจ้าเสียไปเท่าใดเล่า?”

ชุยเสินจีชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว

“ยี่สิบอีแปะ?”

ชุยเสินจีส่ายหน้า

“สองร้อยอีแปะ?”

ชุยเสินจีก็ยังคงส่ายหน้า

“สองก้วน?”

ชุยเสินจีก็ยังคงส่ายหน้าอยู่อีก

เพียะ!

เว่ยซูอวี้ตบกบาลไปหนึ่งที “ปากมีไว้ทำอันใดฮะ?”

“สะ... สองร้อยก้วนขอรับ”

บัดซบ!

คราวนี้ทำเอาแม้แต่เว่ยซูอวี้ก็ยังตกตะลึง ไม่รู้ว่าจะชมหรือจะด่าชุยเสินจีดี

จะว่าเจ้าจิตใจเข้มแข็ง ก็ดันเสียเงินไปได้ถึงสองร้อยก้วน

แต่จะว่าจิตใจอ่อนแอ เสียเงินไปตั้งสองร้อยก้วน พอได้กำไรมาแค่หนึ่งอีแปะก็กลับรู้สึกพึงพอใจเสียแล้ว

สองร้อยก้วนคือแนวคิดอันใดกัน...

หากคำนวณเป็นเหรียญทองแดง ก็มีมากถึงสองแสนอีแปะเชียวนะ!

“ไปเถอะ พี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเอาเงินคืนมาเอง!”

เว่ยซูอวี้หิ้วคอเสื้อชุยเสินจี แล้วสาวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังหอหวงอวิ๋นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!

กล้ารังแกลูกน้องข้าหรือ ข้าจะตีขาพวกเจ้าให้หักเลยคอยดูเถิด!

[1] ขุนนางผู้เป็นที่รัก

[2] สถานศึกษาหลวง

จบบทที่ บทที่ 5 พบเสี่ยวจีจีอีกครา

คัดลอกลิงก์แล้ว