- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 3 หลี่ซื่อหมินพ่ายแพ้ยับเยิน
บทที่ 3 หลี่ซื่อหมินพ่ายแพ้ยับเยิน
บทที่ 3 หลี่ซื่อหมินพ่ายแพ้ยับเยิน
บทที่ 3 หลี่ซื่อหมินพ่ายแพ้ยับเยิน
ยังกล้าไปแจ้งทางการอีกหรือ?
หลี่ซื่อหมินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
หากเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา การกล้าพูดพาดพิงฝางเสวียนหลิงเช่นนี้ นับว่าทำผิดกฎหมายจริง ๆ
“ขวางเขาไว้”
หลี่ซื่อหมินโบกมือ
วันนี้เขาแอบหนีออกมา หากเรื่องที่เขาทะเลาะกับเด็กน้อยคนหนึ่งแพร่งพรายออกไป จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดเล่า?
เฉิงเย่าจินรีบก้าวออกไปข้างหน้า
หลี่ซื่อหมินในฐานะฮ่องเต้ อาจจะได้พบหน้าเว่ยซูอวี้เพียงปีละครั้ง หรือหลายปีครั้ง
แต่เขาจำเว่ยซูอวี้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว
เขาคว้าหมับเข้าให้ ชุยเสินจีก็ถูกหิ้วคอเสื้อลอยขึ้นมาทันที
“ไอ้ลูกหลานบัดซบ รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นข้าจะให้บิดาข้าจัดการฆ่าเจ้าเสีย!” ชุยเสินจีแผดเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าจะฆ่าผู้ใดกันแน่?”
เฉิงเย่าจินจับใบหน้าของชุยเสินจีให้หันมาประจันหน้ากับตนเอง
“ข้าจะ... ข้า... เฉิง...”
เมื่อเห็นว่าเป็นเฉิงเย่าจิน ชุยเสินจีก็ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ภรรยาใหม่ของเฉิงเย่าจินก็คือคนของสกุลชุยแห่งชิงเหอ แล้วเขาจะไม่รู้จักเฉิงเย่าจินได้อย่างไร
“ไม่อยากตายก็หุบปากเสีย”
ตุ้บ!
เฉิงเย่าจินโยนเขาลงไปกองด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจ
ชุยเสินจีอกสั่นขวัญแขวน ตัวสั่นงันงก
ในขณะที่เขากำลังเค้นสมองคิดหาหนทาง ในที่สุดเขาก็คิดออกอยู่หนึ่งวิธี...
“อ๊ะ ข้าสลบแล้ว”
จากนั้นก็เริ่มแสร้งตายอีกรอบ
“ไอ้หนู คราวนี้ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้ายังมีวิธีใดอีก?” หลี่ซื่อหมินหัวเราะร่า
ทางด้านข้าง ฝางเสวียนหลิงก้าวออกไปข้างหน้าอีกครา แต่ก็ถูกหลี่ซื่อหมินผลักออกไปอย่างไร้เยื่อใยอีกเช่นเคย
“คนมากรังแกคนน้อย ผู้ใหญ่รังแกเด็กใช่หรือไม่?”
เว่ยซูอวี้วางเหรียญทองแดงที่แบกไว้อยู่ลง
“เข้ามาเลย พวกเจ้าจะเข้ามาทีละคน หรือจะเข้ามาพร้อมกัน”
เว่ยซูอวี้ขยับยืดเส้นยืดสาย พลางมองท้าทายไปยังพวกเขาทั้งหลาย
เขาประเมินดูแล้ว ในที่นี้ผู้ที่มีภัยคุกคามอยู่บ้างก็มีเพียงเฉิงเย่าจิน ส่วนฝางเสวียนหลิง จ่างซุนอู๋จี้และคนอื่น ๆ ล้วนเป็นขุนนางบุ๋น เขาหาได้เกรงกลัวไม่
โอ้โห?
ท่าทางกำเริบเสิบสานเช่นนี้ ทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกขบขันขึ้นมาจริง ๆ
“นับว่ายังพอมีสายเลือดลูกผู้ชายอยู่บ้าง” หลี่ซื่อหมินเอ่ยปากชมเปาะ “เห็นแก่ที่เจ้ายังเป็นลูกผู้ชาย คืนเงินให้พวกเขาส่วนเสีย แล้วก้มหัวขอโทษข้าสักคำ เรื่องนี้ก็ถือว่าเลิกรากันไป”
“ไม่กล้าหรือ?” เว่ยซูอวี้ไพล่มือซ้ายไว้ด้านหลัง “ข้าต่อให้เจ้าข้างหนึ่งเลยเอ้า”
ยังจะมาเหิมเกริมไม่เข้าเรื่องอีกหรือ?
คราวนี้หลี่ซื่อหมินชักจะมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว
“ไอ้หนู หากรู้ตัวว่าฉลาดก็จงเชื่อฟังเสียแต่โดยดี มิเช่นนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือนไม่ได้นะ”
ด้านข้าง ฝางเสวียนหลิงก้าวออกไปข้างหน้าเป็นครั้งที่สาม และก็ถูกหลี่ซื่อหมินผลักไสไล่ส่งอย่างโหดร้ายเป็นครั้งที่สามเช่นกัน
“ให้แจ้งทางการก็หวาดกลัว จะให้ลงไม้ลงมือก็ไม่กล้า ข้าดูแล้วเจ้ามันก็แค่เศษสวะ”
เว่ยซูอวี้เก็บเหรียญทองแดงขึ้นมาแบกไว้บนบ่า “วันนี้คุณชายอย่างข้าจะเดินผ่านหน้าเจ้าไป คอยดูสิว่าเจ้าจะกล้าลงมือหรือไม่”
พูดจบ เว่ยซูอวี้ก็เชิดหน้าชูตา ยืดอกก้าวเดินผ่านหน้าหลี่ซื่อหมินไปดื้อ ๆ
หลี่ซื่อหมินถึงกับยืนนิ่งงันอยู่กับที่
พูดกันตามตรง เขายังไม่กล้าลงมือจริง ๆ นั่นแหละ
เขาเป็นถึงฮ่องเต้เชียวนะ!
หากเรื่องที่เขารังแกเด็กเมื่อวานซืนวัยสิบขวบแพร่งพรายออกไป มิโดนชาวบ้านหัวเราะเยาะเอาตายหรือ?
“หยุดนะ!”
หลี่ซื่อหมินตวาดลั่น
ทว่าเว่ยซูอวี้กลับทำหูทวนลม ไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย
“อ๊าก โมโหชะมัด”
หลี่ซื่อหมินโกรธจัดจนคว้าหยกพกประจำกายปาออกไป
ปึก!
ช่างบังเอิญเสียจริง หยกนั้นกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของเว่ยซูอวี้พอดี
เว่ยซูอวี้ก้มเก็บหยกพกขึ้นมา พิจารณาดูแล้วเห็นว่าเนื้อหยกงดงามไม่เลว จึงยัดใส่สาบเสื้อโดยตรง...
“เจ้าจะเอายังไงกันแน่?”
“เจ้าจะขอโทษหรือไม่?”
“เหตุใดข้าต้องขอโทษด้วยเล่า?”
“เจ้าปล้นเงินผู้อื่น”
“เจ้าเคยเห็นโจรที่ปล้นคนทีเดียวแปดคนด้วยหรือ?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลี่ซื่อหมินถึงกับชะงักงัน
เขาเห็นเพียงเว่ยซูอวี้ตบกบาลคนแล้วเก็บเงิน หาได้รู้ถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวไม่
“แล้วเหตุใดพวกเขาถึงต้องให้เงินเจ้าด้วยเล่า?” หลี่ซื่อหมินเอ่ยถามต่อ
“ภรรยาเจ้าชื่ออันใด?” เว่ยซูอวี้ย้อนถาม
“สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือ?”
“แล้วเรื่องของข้าเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วยเล่า?”
หลี่ซื่อหมินพ่ายแพ้ยับเยิน
คิดไม่ถึงเลยว่าหลี่ซื่อหมินผู้เกรียงไกร ชนะมาแล้วทั้งใต้หล้า
บัดนี้กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้
“ไปล่ะ”
เว่ยซูอวี้โบกมืออำลาอย่างเท่ ๆ
หลี่ซื่อหมินผู้ห่วงหน้าตาเป็นที่สุด เพิ่งจะขยับตัวหมายจะตามไป...
ฝางเสวียนหลิงก็ก้าวออกมาขวางเป็นครั้งที่สี่!
“เสวียนหลิง เจ้ามีเรื่องอันใดกันแน่ วันนี้ถึงได้ขัดขวางข้ามาหลายหนแล้ว”
หลี่ซื่อหมินกริ้วจัด อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างหนัก
“ฝ่าบาท เขาคือเว่ยซูอวี้ บุตรชายของเสวียนเฉิงพ่ะย่ะค่ะ”
อันใดนะ?
หลี่ซื่อหมินหน้าถอดสี ถึงขั้นมือไม้สั่นไปชั่วขณะ
หลี่ซื่อหมินผู้ไม่หวั่นฟ้าไม่เกรงดิน กลับเกรงกลัวอยู่เพียงผู้เดียว นั่นคือเว่ยเจิง!
ต้องรู้ก่อนนะว่า คราวนี้เขาแอบหนีออกจากวังมา
หากเว่ยเจิงล่วงรู้เข้า มีหวังต้องมาบ่นหน้าเขาไปสามวันสามคืนเป็นแน่
หากท่าทีสำนึกผิดไม่จริงใจพอ ระยะเวลาก็อาจจะยืดเยื้อออกไปอีก
“เหตุใดเจ้าไม่รีบบอก” หลี่ซื่อหมินดุเสียงแข็ง
แอบหนีออกจากวังก็เรื่องหนึ่ง แต่ดันไปรังแกบุตรชายของเว่ยเจิงเข้าให้อีก
มารดามันเถอะ หากเว่ยเจิงล่วงรู้เข้า จะยอมปล่อยข้าไปง่าย ๆ หรือ?
ฝางเสวียนหลิงน้ำตาตกใน
ฝ่าบาท กระหม่อมเตือนพระองค์ไปถึงสี่หนแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ เป็นพระองค์เองต่างหากที่ไม่ยอมให้กระหม่อมปริปาก
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ฝางเสวียนหลิงมิกล้าเอ่ยออกไป ได้แต่กลืนเลือดลงท้องไปเงียบ ๆ
“กลับวัง!”
หลี่ซื่อหมินสะบัดแขนเสื้อ
จังหวะนั้นเอง ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เขาเหยียบลงไปบนตัวชุยเสินจีที่กำลังนอนกองอยู่บนพื้น
ได้ยินเพียงเสียงชุยเสินจีร้องโอ๊ย แล้วผุดลุกขึ้นยืน
“ฝะ... ฝ่าบาท” ชุยเสินจีรีบโค้งตัวคำนับ
“เจ้าได้ยินหมดแล้วหรือ?” ใบหน้าของหลี่ซื่อหมินมืดครึ้มจนน่ากลัว
หากเรื่องในวันนี้แพร่งพรายออกไป นอกจากเขาจะต้องถูกเว่ยเจิงสวดเสียยกใหญ่แล้ว ยังต้องเสื่อมเสียพระเกียรติอีกด้วย
“ขอฝ่าบาทโปรดอภัย เด็กผู้นี้คือบุตรชายของชุยอี้เสวียนพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเฉิงเย่าจินเห็นดังนั้นก็รีบก้าวออกมาทันที
“ดูแลปากของเจ้าให้ดี จงทำประหนึ่งว่าวันนี้ไม่มีอันใดเกิดขึ้น ได้ยินหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ซื่อหมินก็ทำได้เพียงใช้วาจาข่มขู่
“พ่ะย่ะค่ะ พ่ะย่ะค่ะ...”
ชุยเสินจีพยักหน้ารัว ๆ
หลี่ซื่อหมินเพิ่งจะก้าวเท้าเตรียมจะจากไป ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครา “จริงสิ เหตุใดพวกเจ้าต้องนำเงินไปให้เว่ยซูอวี้ด้วย?”
“โฮ ๆ ...”
พอพูดถึงเรื่องนี้ น้ำตาที่ไม่รักดีของชุยเสินจีก็ไหลพรากออกมา “ฝ่าบาท เขาปล้นชิงทรัพย์ขอรับ!”
“ปล้นชิงทรัพย์?” หลี่ซื่อหมินอุทานเสียงหลง “เขาปล้นชิงทรัพย์จริง ๆ หรือ?”
“ขอรับ ขอรับ”
“สรุปก็คือ พวกเจ้าแปดคนถูกเขาคนเดียวปล้นชิงทรัพย์สินะ?”
“เอ่อ... ขอรับ”
“ไอ้สวะ”
เฉิงเย่าจินเตะเขาล้มกลิ้งไปกับพื้นหนึ่งที
แปดคนรุมหนึ่งคนยังสู้ไม่ได้ ช่างขายหน้านัก
หากรู้แต่แรก เขาคงไม่ออกปากขอความเมตตาแทนชุยเสินจีหรอก
“ฝ่าบาท เรื่องของเด็ก ๆ พวกเรามิอาจสอดมือเข้ายุ่งได้ หากแปดคนปล้นหนึ่งคนยังพอจะทวงคืนความเป็นธรรมให้ได้บ้าง แต่หนึ่งคนปล้นแปดคน...” เสียงของเฉิงเย่าจินค่อย ๆ เบาลงเรื่อย ๆ
เพราะเขามองเห็นแล้วว่าหลี่ซื่อหมินโกรธจนแทบจะระเบิดอยู่รอมร่อ
“ไอ้เว่ยซูอวี้บัดซบ”
ราวกับต้องการกอบกู้หน้าตาที่เสียไปกลับคืนมา หลี่ซื่อหมินจึงเริ่มซักไซ้ไล่เลียงจนถึงที่สุด...
“พูดมา เหตุใดเขาถึงต้องปล้นชิงทรัพย์พวกเจ้าด้วย”
จบสิ้นกันแล้ว
ชุยเสินจีรู้สึกหน้ามืดตาลายไปหมด
เขาพบว่าการที่ตนเองร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญไปชุดใหญ่นั้น ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับการปลอบโยนอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับพาตัวเองดิ่งลงเหวไปเสียอีก
“เอ่อ... คือ... อ๊ะ ข้าสลบแล้ว”
ตุ้บ!
ยังไม่ทันเอนหลังล้มลง ก็ถูกเฉิงเย่าจินเตะกระเด็นขึ้นมาเสียก่อน
“พูด!” เฉิงเย่าจินตวาดลั่น
อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ยังกล้าแสร้งโง่แสร้งบ้า นี่มันข้อหาหลอกลวงเบื้องสูงเชียวนะ
“เป็นองค์รัชทายาทที่พระองค์...”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของชุยเสินจี ในที่สุดหลี่ซื่อหมินก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมด
ทำไปทำมา ผู้บงการตัวจริงก็คือบุตรชายของตนเองหรอกหรือนี่
“กลับวัง!”