เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

211 งานเลี้ยงฉลอง (1/2)

211 งานเลี้ยงฉลอง (1/2)

211 งานเลี้ยงฉลอง (1/2)


สองสัปดาห์ต่อมา

คืนนี้ภายในพระราชวังของอาณาจักรแลนเดียร์มีการจัดงานเลี้ยง เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในศึกปกป้องอาณาจักร

ในบรรดาบิชอปทั้งสี่ที่ลัทธิคืนชีพส่งมา บิชอปแห่งความเสื่อมทราม 'ฟาฮิม' สิ้นชีพในสนามรบ บิชอปแห่งความบ้าคลั่ง 'เครย์' พ่ายแพ้และหลบหนีไป ส่วนบิชอปอีกคนที่ยังไม่เคยเผยตัวก็ได้รับการยืนยันจากนักพยากรณ์ดวงดาวแล้วว่าได้ล่าถอยออกไปไกลจากอาณาจักรแลนเดียร์แล้ว เหลือเพียงบิชอปแค่คนเดียวที่สงสัยว่ายังป้วนเปี้ยนอยู่แถวชายแดนอาณาจักรแลนเดียร์ แต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ หลังจากนักพยากรณ์ดวงดาวยืนยันความเคลื่อนไหวของบิชอปที่อยู่ทั้งสามคน อาณาจักรแลนเดียร์ถึงได้มั่นใจว่าสงครามครั้งนี้จบลงแล้วจริงๆ ผู้คนถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก

ดังนั้นในคืนนี้จึงได้มีการจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะขึ้น โดยมีดันเต้และพรรคพวกได้รับเชิญให้เข้าร่วมในฐานะแขกวีไอพีระดับสูงสุด นอกจากเหล่าขุนนางในอาณาจักรที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว ยังมีคณะทูตจากต่างแดน ตัวอย่างเช่น ปาร์ตี้อื่นๆ ที่เข้าร่วมการประเมินระดับ 7 รวมถึงกองกำลังเสริมจากอาณาจักรเพื่อนบ้านที่เร่งรุดมาช่วยอาณาจักรแลนเดียร์ด้วย

ในตอนนี้ สมาชิกทีมจิตใจอันงดงามกำลังนั่งรวมกันอยู่ในรถม้าสุดหรูมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง มันเป็นรถม้าสั่งทำพิเศษที่ดูใหญ่โตอลังการกว่ารถม้าคันอื่นๆ รอบข้างไปอีกขั้น ตัวรถทาด้วยสีทองอร่าม แถมโคมไฟหน้ารถยังเจียระไนมาจากผลึกอมตะ เมื่อเทียบกับรถม้าคันแรกที่มารับพวกเขาแถวชานเมือง รถม้าคันนี้ถูกอัปเกรดให้กลายเป็นระดับสูงสุดเท่าที่อาณาจักรแลนเดียร์จะสามารถนำออกมาต้อนรับได้แล้ว

รถม้าวิ่งไปตามถนนสายเล็ก มุ่งหน้าเข้าใกล้พระราชวังไปทุกขณะ สองข้างทางขนาบด้วยต้นสนสีเขียวที่ถูกตัดแต่งมาอย่างประณีต รถม้าแล่นไปบนพื้นถนนที่ปูด้วยหินสีน้ำเงินประกายทอง และกำลังจะถึงพระราชวังในไม่ช้า

"พวกเจ้าดูข้างหน้านั่นสิเมี้ยว"

เมื่อสิ้นเสียงร้องของอาจารย์แมว สมาชิกทีมจิตใจอันงดงามก็มองเห็นลานกว้างด้านหน้าซึ่งอยู่ห่างจากพระราชวังไปไม่ไกลนัก ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยรถม้าหรูหราหลากหลายรูปแบบจอดเรียงรายอยู่

สมาชิกทีมจิตใจอันงดงามแต่ละคนล้วนผ่านงานใหญ่มามากแล้ว จึงค่อนข้างสงบนิ่ง มีแค่ทาทาคนเดียวที่พอเห็นตราสัญลักษณ์ละลานตาบนรถม้าพวกนั้นแล้วก็ทั้งอยากรู้อยากเห็นทั้งตาลาย จนเผลอยกมือขยี้ตาตัวเอง

พวกเขาทิ้งทาทาไว้ที่บ้านคนเดียวไม่ได้ จึงต้องพามางานเลี้ยงฉลองครั้งนี้ด้วย แน่นอนว่าองค์ราชาผู้ใส่ใจทรงทราบว่า หลังจากที่ปาร์ตี้ของพวกเขามาถึงอาณาจักรแลนเดียร์แล้วก็ได้ไปลักพาตัวเด็กกลับมาด้วยคนหนึ่ง ดังนั้นตอนส่งบัตรเชิญเลยจึงได้ระบุเพิ่มเป็นพิเศษว่าสามารถพาญาติหรือเพื่อนมาร่วมงานได้

"ทาทา เดี๋ยวถ้าไม่อยากคุยกับคนแปลกหน้า เธอก็หลบอยู่หลังพวกเรานะ"

ดันเต้มองทาทาที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยขึ้น

"อื้อ"

ทาทาพยักหน้าหงึกๆ อย่างจริงจัง

การได้มาเยือนสถานที่อย่างพระราชวังทำให้เธอทั้งตื่นเต้นดีใจและแอบหวาดกลัวเล็กน้อย ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะเอาผมมามัดปิดเขาไว้จนดูเหมือนเครื่องประดับ ก่อนจะสวมหมวกใบจิ๋วสุดน่ารักทับไว้อีกชั้น แถมยังมีอาช่วยใช้เวทมนตร์พรางตาสีตาขวาให้เรียบร้อยแล้ว แต่เธอก็ยังกังวลอยู่ดีว่าลักษณะเฉพาะของเผ่าปีศาจจะถูกเปิดเผย

ดันเต้ดูเหมือนจะอ่านใจทาทาออก เขาแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วพูดว่า

"วางใจเถอะ ด้วยหน้าตาของเธอเนี่ย เดี๋ยวก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องหรอก แค่สนุกกับงานเลี้ยงให้เต็มที่ก็พอ"

"เข้าใจแล้ว"

พอได้เห็นหน้าและได้ยินคำพูดของดันเต้ ทาทาก็เริ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนตัวเองมีที่พึ่งอันยิ่งใหญ่คอยหนุนหลัง แถมไม่ต้องเป็นฝ่ายป่าวประกาศเองด้วย แค่ใช้หน้าตานี้เบิกทาง คนอื่นก็จะทึกทักไปเองว่าเธอคือน้องสาวของดันเต้

……

ทันทีที่รถม้าวิ่งมาถึงด้านล่างพระราชวัง ก็มีเหล่าบริกรก้าวเดินเข้ามาต้อนรับทันที บริกรเหล่านี้มีรูปร่างสูงใหญ่ แต่กิริยาแต่ท่าทางกลับนอบน้อมสุภาพสุดๆ พวกเขาปฏิบัติต่อทีมของดันเต้ด้วยความเคารพยำเกรงเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าดันเต้จะเป็นแค่สามัญชนจากอาณาจักรอื่นก็ตาม แต่ระดับการต้อนรับในตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องเทียบเท่ากับระดับการต้อนรับเจ้าชายจากต่างแดนเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดทางที่เดินเข้าสู่พระราชวัง ไม่ว่าจะเป็นข้ารับใช้หรือขุนนาง ทุกคนล้วนแสดงท่าทีทั้งเคารพทั้งยำเกรงต่อดันเต้กันทั้งนั้น แน่นอนว่าความยำเกรงนั้นอาจจะมาจากความเคารพเพียง 1 ส่วน และมาจากความหวาดกลัวถึง 9 ส่วน วีรกรรมความโหดของดันเต้ในอาณาจักรแลนเดียร์ โดยเฉพาะในเมืองหลวงนั้น โด่งดังจนไม่มีใครไม่รู้จัก

เคยได้ยินชื่อบิชอปแห่งความเจ็บปวดไหมล่ะ?! แค่ชื่อก็ทำให้เด็กหยุดร้องไห้ตอนกลางคืนได้แล้ว! แต่ก็ไม่มีใครกล้าล้อเล่นเรียกดันเต้ว่าเป็นบิชอปแห่งความเจ็บปวดต่อหน้า ได้แต่แอบคิดในใจกันเท่านั้น

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกต่อดันเต้ที่ค่อนข้างซับซ้อนก็ตาม แต่ทว่า อย่างน้อยการแสดงละครตบตาหน้าฉากก็ต้องเนียนไว้ก่อน! ต่อหน้าเขา ก็แค่ทำตัวนอบน้อมเข้าไว้เป็นอันจบเรื่อง! ไม่ว่าดันเต้จะเป็นวีรบุรุษ เป็นบิชอปแห่งความเจ็บปวดตัวจริง หรือบิชอปแห่งความเจ็บปวดตัวปลอม แต่กฎเหล็กที่ว่า "อย่าไปหาเรื่องดันเต้" ได้กลายเป็นสามัญสำนึกของชาวแลนเดียร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้น สภาพอันน่าอนาถของฟาฮิมก็คือจุดจบที่พวกเขาจะต้องเจอ

ยังไม่ทันจะเดินถึงประตูพระราชวัง องค์ราชากลับเสด็จออกมารับพวกเขาที่เพิ่งลงจากรถม้าด้วยพระองค์เอง หลังจากการทักทายพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ดันเต้กลับรู้สึกว่ากษัตริย์แห่งอาณาจักรแลนเดียร์ช่างเป็นกันเองเหมือนคุณลุงข้างบ้านไม่มีผิด สมัยตอนที่อยู่เมืองชายแดน เพื่อนบ้านก็ปฏิบัติต่อเขาด้วยท่าทางแบบนี้เหมือนกัน

"พวกเธอแพลนไว้หรือยังว่าจะกลับอาณาจักรนอร์ตันเมื่อไหร่?"

องค์ราชาตรัสถามขณะพากลุ่มของพวกเขาเดินเข้าพระราชวัง

"มะรืนนี้ครับ พรุ่งนี้พวกเรากะจะเที่ยวเล่นในเมืองหลวงอีกสักวัน ก็ควรจะกลับไปเรียนได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเทอมนี้คงจะหายไปเกือบครึ่งแล้ว"

ดันเต้ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบกลับ

ถึงแม้พวกเขาจะคิดว่าอาณาจักรแลนเดียร์เป็นสถานที่ที่น่าอยู่ก็เถอะ แต่พวกเขาก็เที่ยวเล่นกันจนหนำใจแล้ว และจะปล่อยตัวปล่อยใจจมปลักอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว สาเหตุที่ดันเต้และพรรคพวกยอมปักหลักอยู่ในอาณาจักรแลนเดียร์นานถึงสองสัปดาห์ ก็เป็นเพราะก่อนที่วิกฤตจะคลี่คลาย อาณาจักรแห่งนี้ยังต้องพึ่งพาการป้องกันของดันเต้เป็นอย่างมาก

ก็แน่ล่ะ หลังจากที่เขากำจัดฟาฮิมได้ เขาก็กลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งในการต่อต้านลัทธิคืนชีพในยุคปัจจุบันไปแล้ว แม้ว่าตัวของดันเต้เองจะมีความอันตรายสูงมากก็ตาม แต่ในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ องค์ราชาทรงยอมเลือกที่จะเชื่อใจดันเต้ดีกว่า เนื่องจากตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ ก็เคยมีวีรบุรุษที่เอาชนะบิชอปของลัทธิคืนชีพได้เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยมีสถิติการเอาชนะบิชอปติดต่อกันสองคนในระยะเวลาสั้นๆ ขนาดนี้มาก่อน หรือถ้าจะมองในอีกมุมหนึ่ง ดันเต้ยังถือว่าขับไล่บิชอปแห่งความบ้าคลั่งไปได้อีกด้วย

องค์ราชา: "ดีๆๆ ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้เลยนะ ยินดีต้อนรับเสมอ ว่างๆ ก็แวะมาเที่ยวอีกล่ะ"

ดันเต้: "...ได้ครับ ขอบพระทัยฝ่าบาท"

ดันเต้ยิ่งรู้สึกว่าองค์ราชาเหมือนลุงข้างบ้านเข้าไปทุกที ตอนที่ดันเต้เก็บกระเป๋าออกจากเมืองชายแดน ก่อนหน้านี้ ลุงข้างบ้านก็มีท่าทางคล้ายๆ แบบนี้ ดูเหมือนจะแอบลุ้นให้เขารีบๆ ไสหัวไปไวๆ แต่ก็ไม่กล้าออกอาการให้เห็นชัดเจน

ดันเต้ชินแล้ว เขาเลยไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจ อาณาจักรนอร์ตันต่างหากที่เป็นบ้านของเขา ส่วนที่อื่นน่ะ เขาไม่สนหรอก

……

หลังจากก้าวเท้าเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยง

ตามปกติแล้ว ในฐานะตัวเอกของงานเลี้ยงฉลองชัยชนะครั้งนี้ จะต้องมีผู้คนมากมายจากหลายฝ่ายเข้ามาประจบประแจงพวกเขา ทว่าความเป็นจริงในตอนนี้ก็คือ นอกจากคนส่วนน้อยที่ใจกล้า อย่างเช่นปาร์ตี้จากกลุ่มอาณาจักรทางใต้ที่กล้าเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเองแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็พร้อมใจกันรักษาระยะห่างอย่างมีมารยาท ไม่รู้ว่าที่ทำไปเพราะมารยาทหรือมีอารมณ์อื่นแอบแฝง แต่ทุกคนในห้องจัดเลี้ยงต่างพยายามยกย่องวีรกรรมของดันเต้อย่างสุดความสามารถ

เขาได้ใช้ความสามารถพิสูจน์แล้วว่า ต่อให้เขาไม่ต้องการตำแหน่งบิชอปแห่งความเจ็บปวด เขาก็คือตัวตนในระดับเดียวกับบิชอปแห่งความเจ็บปวดอย่างแท้จริง ถ้าเป็นศึกครั้งก่อนที่เมืองทริสติน หลายคนคงคิดว่าดันเต้กับโคลอิกซ์เป็นเพียงแค่สายซัพพอร์ต และกำลังหลักที่จัดการอีวานส์ได้ก็คือ เจ้าหญิงน้ำแข็ง นักสร้างการ์ดระดับ 8 ขั้นพิเศษ กับ จูดิธ อัศวินศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนจักรสุริยเทพ

แต่ศึกนี้ทำเอาทุกคนตาสว่างกันถ้วนหน้า คนที่ส่งอีวานส์ไปลงหลุมจริงๆ แล้วต้องเป็นดันเต้อย่างแน่นอน เห็นได้ชัดเลยว่าครั้งนี้ เขาจัดการบิชอปสองคนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากยอดฝีมือระดับ 8 เลย เขาคือชายที่มีเสน่ห์อันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ห้ามดูแคลนอย่างเด็ดขาด

ทั้งที่งานนี้ควรจะเป็นงานเลี้ยงฉลองที่พวกเขาเป็นตัวเอกแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนกับพวกเขากลายเป็นแกะดำที่เข้ากับบรรยากาศงานเลี้ยงไม่ได้ซะงั้น สุดท้ายพวกเขาจึงต้องมารวมตัวกัน แล้วนั่งคุยกันเองอย่างช่วยไม่ได้

"เอาจริงๆ นะ ครั้งนี้ผมรู้สึกว่า MVP ของงานไม่ใช่ผมนะ..."

ดันเต้พูดอย่างเซ็งๆ

ถึงแม้ครั้งนี้จะมีแต่คนรุมอวยเขา แต่ตัวเขากลับรู้สึกอึดอัดขัดใจสุดๆ ทริปทัวร์อาณาจักรแลนเดียร์ครั้งนี้ ในมุมมองของเขามีหลายเรื่องที่มันไม่เป็นไปตามแผนเอาซะเลย เขารู้สึกเหมือนทุกฝ่ายต่างก็มีแผนการของตัวเอง แล้วก็มาขัดขวางกันเองจนเละเทะไปหมด สุดท้ายสถานการณ์ก็เลยวุ่นวายไปหมดจนไม่มีใครเดาทางออกว่ามันจะจบยังไง

แต่ดันเต้ก็ดันมาคุมสถานการณ์ไว้ได้ในจังหวะประจวบเหมาะพอดี ให้ความรู้สึกเหมือนฟลุคๆ ยังไงบอกไม่ถูก แถมยังรู้สึกว่าเขายังไม่ได้ออกแรงเต็มที่เลย ทุกอย่างก็เคลียร์จบซะแล้ว ไอ้ความดวงดีแปลกๆ แบบนี้มันก็ทำให้ดันเต้สะใจอยู่นะ แต่ก็สะใจได้ไม่สุด

นั่นก็เพราะการ์ดสาวน้อยของเขายังไม่มีโอกาสได้โชว์ตัวเลยสักนิด! พอกลับมานั่งทบทวนดูดีๆ แล้ว จุดเปลี่ยนของเรื่องราวทั้งหมด มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ดันเต้บังเอิญไปเจอกับเครย์นั่นเอง หลังจากนั้นทุกอย่างมันก็ไหลลื่น จนกลายเป็นที่มาของแผนการและการกระทำยาวเหยียดที่ตามมา

จบบทที่ 211 งานเลี้ยงฉลอง (1/2)

คัดลอกลิงก์แล้ว