- หน้าแรก
- เงาทมิฬแห่งวอร์แฮมเมอร์ ปฐมบทราชันย์ดาร์คเอลฟ์
- บทที่ 23 - การโกงคือธรรมเนียมของดรูชิอิ
บทที่ 23 - การโกงคือธรรมเนียมของดรูชิอิ
บทที่ 23 - การโกงคือธรรมเนียมของดรูชิอิ
บทที่ 23 - การโกงคือธรรมเนียมของดรูชิอิ
ทางฝั่งของดาร์ควิสเริ่มการขนย้ายรอบแรกแล้ว
บนเรือลำเล็ก เหล่าทาสพากันเหลียวมองกลับไปอย่างเอาเป็นเอาตาย มองแผ่นดินที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ แผ่นดินที่ฟูมฟักพวกตนมา ดวงตาของพวกเขาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา น้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ พวกเขาไม่รู้ว่าอนาคตของตนจะไปอยู่ที่ใด และชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป
ลูกเรือดรูชิอิที่พายเรือน่าจะเข้าใจความรู้สึกของทาสพวกนี้ดี เพราะพวกเขาเห็นมานักต่อนักแล้ว พวกเขาพายเรือพลางพูดจาโหดร้ายเป็นภาษาเอลฟ์เพื่อปลอบใจทาสเหล่านี้ โดยไม่สนใจว่าทาสจะฟังรู้เรื่องหรือไม่
ราชรถผู้เพาะภัยพิบัติปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง มันทิ้งระยะห่างอยู่ทางขวาดันหน้าของเส้นทางที่ท่านอัศวินกำลังมุ่งหน้าไป แค่ทิ้งระยะห่างไว้เฉยๆ ไม่ได้ยิงฉมวกแต่อย่างใด
"บนฟ้า! เพกาซัส!"
ท่านอัศวินคนหนึ่งที่ยกโล่กำบังอยู่ด้านหน้าเห็นเพกาซัสทมิฬบินอยู่กลางอากาศ
อลิชาเห็นราชรถผู้เพาะภัยพิบัติ และเห็นท่านอัศวินทั้งแปดที่กำลังควบม้าอย่างบ้าคลั่ง เธอไม่ได้เลือกใช้เวทมนตร์ แต่โชว์ทักษะการบินผาดโผนให้ดูเป็นขวัญตา
ท่านอัศวินเริ่มหวั่นใจ พวกเขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังปั่นหัวพวกเขาอยู่ รังแกที่พวกเขาไม่มีอาวุธระยะไกล ลานสายตาเริ่มเปิดกว้างขึ้น พวกเขาเห็นชายหาดอยู่ลิบๆ เห็นเรือใบสามเสา เห็นเรือลำเล็กที่พายไปมาไม่หยุด และเห็นกองทหารชุดเกราะดำที่ตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่บนชายหาด
"ท่านลอร์ด?"
คนที่ร้องเสียงดังที่สุดเมื่อครู่นี้ ตอนนี้กลับเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาอีกครั้ง
ลอร์ดอัศวินผู้นำกลุ่มรู้ตัวว่าจบสิ้นแล้วตั้งแต่เห็นภาพทั้งหมดนั้น ในใจมีความคิดสับสนวุ่นวายมากมาย เขาคิดว่าทำไมถึงไม่พักค้างคืนต่ออีกสักคืน แล้วก็นึกถึงลูกชาย ไม่รู้ว่าต่อไปจะดูแลดินแดนได้ดีหรือไม่
กอนเดลถือหอกยาวและโล่ของอัศวินผู้ล่วงลับ ดาบสองมือแขวนไว้ที่อานม้า เขาไม่คาดคิดเลยว่าภารกิจที่เทพีแห่งทะเลสาบมอบหมายให้จะยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้ หรือเป็นเพราะเขายังศรัทธาไม่พอ?
ดูเหมือนเหล่าท่านอัศวินจะรู้แล้วว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
ราชรถผู้เพาะภัยพิบัติเคลื่อนที่ฉีกไปทางซ้าย หน้าไม้ฉมวกเริ่มยิง ฉมวกพุ่งปักเข้าที่หัวของม้าศึกตัวหนึ่ง ม้าศึกชะงักไปชั่วครู่ ท่านอัศวินกระเด็นลอยไปข้างหน้า กลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น นอนคว่ำอยู่บนพื้นพักใหญ่ ท่านอัศวินก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นเดินกลับไปหาสหายเก่าที่ร่วมรบกันมานาน ลูบคลำมัน ปิดตาให้มัน จากนั้นก็หยิบดาบสองมือที่แขวนอยู่บนอานม้าออกมา แล้วเริ่มวิ่งชาร์จเข้าใส่!
อลิชาที่บินอยู่กลางอากาศวนกลับมา เธอเสกหอกอำพันร้อนระอุขึ้นมา และพุ่งเป้าไปที่ท่านอัศวินด้วยความแม่นยำเหลือเชื่อ ท่านอัศวินวิ่งต่อไปได้อีกสองก้าว จากนั้นก็ล้มคว่ำสิ้นใจกลางทาง
ดัสตาน เนตรเยือกเย็น เดินวนไปวนมาบนดาดฟ้าเรือ ในใจร้อนรนอย่างยิ่ง เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ยามบนเสากระโดงเรือตะโกนบอกว่ามีทหารม้ากำลังมุ่งหน้ามา เขาชักกล้องส่องทางไกลแบบตาเดียวออกมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นทหารม้าของบาโทเนียของแท้ เขาก็สบถด่าด้วยความโกรธจัด จากนั้นก็ตะโกนลั่น "ตีระฆังเตือนภัย! ทุกนายเตรียมพร้อมรบ! เร่งมือเข้า!" สิ่งที่ดาร์ควิสกำลังทำ เขาตัดสินใจแทนไม่ได้ และห้ามก็ไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องดาร์ควิส การปกป้องดาร์ควิสก็คือการปกป้องตัวเขาเอง
ดาร์ควิสและพี่น้องทาไคยาชูหอกยาวขึ้นสูง มองดูการต่อสู้ที่อยู่ไกลออกไป ดูเหมือนจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
เมื่อดาร์ควิสนึกถึงการประจัญบานด้วยหอกยาว เขาก็แอบหวั่นใจนิดๆ เพราะนี่คือโลกแห่งเวทมนตร์เชียวนะ โลกนี้มีทั้งสัตว์อสูร มังกรยักษ์ ยักษ์ และของแปลกประหลาดอื่นๆ อีกมากมาย การใช้หอกยาวและยุทธวิธีแตกต่างจากชาติก่อนอย่างสิ้นเชิง ในโลกนี้ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ใด หอกยาวก็ทำจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานอย่างยิ่ง ไอ้ประเภทที่ชนปุ๊บหักปั๊บ มักจะมีแต่ในการฝึกซ้อมหรือการดวลโชว์เท่านั้น ในบาโทเนีย หอกยาวบางเล่มถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ปกติจะเก็บขึ้นหิ้งบูชาไว้ จะเชิญออกมาใช้ก็ต่อเมื่อถึงคราวคับขันเท่านั้น
การต่อสู้กับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์คือการแทงหอกยาวให้ทะลุจุดตาย ไม่อย่างนั้นปลายหอกเพิ่งจะเจาะหนังเกล็ดเข้าไป หอกก็หักแล้ว แรงกระแทกเหรอ? แรงกระแทกคืออะไร?
ทหารม้าพุ่งชาร์จเข้าใส่กันก็เป็นเรื่องปกติ เวลาสู้กับพวกญาติอาซูร์แห่งอุลธวน เป้าหมายหลักของกองอัศวินโคลด์วันแห่งความหวาดกลัวก็คือกลุ่มอัศวินเกราะเงิน บางครั้งก็มีเจ้าชายมังกรที่ขี่ม้าด้วย ใครชนะก็จะได้สิทธิ์อ้อมไปตีตลบหลังจากด้านหลังศัตรูในสนามรบ
การที่ทหารม้าปะทะกับทหารราบ มักจะเป็นแทคติกพุ่งชนทะลวงเป็นเส้นตรง เสียบทะลุเป็นลูกชิ้นปิ้ง เสียบเสร็จก็ชักอาวุธรองออกมาฟันต่อ
เขาคิดในใจ "ท่านยาย? วันนี้ข้าคงไม่มาตายอยู่ที่นี่หรอกนะ? ดูท่าแล้วคงต้องประจัญบานด้วยหอกยาวซะแล้ว สามรุมเจ็ด ความได้เปรียบอยู่ที่ฝั่งเราสิ!"
ตอนนั้นเอง ต้นหนก็วิ่งเข้ามาคุกเข่าอยู่ห่างออกไปสามช่วงดาบ แล้วพูดว่า "นายน้อย กัปตันดัสตาน เนตรเยือกเย็น ส่งสัญญาณแล้ว หน้าไม้ปลิดชีพพร้อมทำงานขอรับ"
"รู้แล้ว ไปทำหน้าที่ต่อเถอะ ไม่ต้องลนลาน"
เอ็ดมันด์ก็เดินเข้ามาในระยะสามช่วงดาบเช่นกัน คุกเข่าข้างหนึ่งแล้วกล่าวว่า "ท่านลอร์ด ได้โปรดขึ้นเรือเถิดขอรับ!"
"แล้วพวกเจ้าล่ะ?"
"พวกเราจะสู้จนหยดสุดท้าย!"
ทางฝั่งนั้น เหล่าอัศวินขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นแล้ว หน้าไม้ปลิดชีพแปดเครื่องที่กราบเรือด้านหนึ่งเริ่มยิงวิถีโค้งที่ระยะไกลสุด ลูกดอกสองดอกพุ่งเป้าไปที่ท่านอัศวินสองคน คนไม่กระเด็น แต่ถูกตอกติดกับพื้นไปเลย คนหนึ่งถึงกับโดนตอกติดกับม้าไปด้วย
เหล่าท่านอัศวินกลุ่มนั้นเริ่มเคลื่อนที่ถอยร่นออกจากระยะยิงของหน้าไม้ปลิดชีพ พวกเขาไม่โง่พอจะพุ่งเข้าใส่ดงทหารราบหรอก พวกเขาต้องถ่วงเวลา ถ่วงเวลาจนกว่าผู้ติดตามจะตามมาทัน
เรือขนถ่ายรอบที่สองเข้ามาเทียบฝั่ง มีเพียงลูกเรือที่พายเรืออยู่บนเรือ ส่วนดรูชิอิคนอื่นๆ ยืนอยู่บนชายหาดทั้งหมด
เอ็ดมันด์ที่คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ตะโกนขึ้นอีกครั้ง "ได้โปรดขึ้นเรือเถิดท่านลอร์ด!"
ทหารและลูกเรือทุกคนคุกเข่าลงแล้วตะโกนพร้อมกัน "ได้โปรดขึ้นเรือเถิดท่านลอร์ด!"
ดาร์ควิสไม่สนใจพวกเขา หันหมวกเกราะไปมองพี่น้องทาไคยา "พวกเจ้าพร้อมหรือยัง?"
ฟราเนธตอบอย่างใจเย็น "ท่านลอร์ด พร้อมเสมอขอรับ!"
เรนน์ต่างออกไป เขาตอบด้วยความตื่นเต้น "ท่านลอร์ด เลือดของข้ากำลังเดือดพล่านเลย"
ดาร์ควิสตะโกนสั่ง "เอ็ดมันด์! ให้สามหมู่นั้นรั้งท้าย ที่เหลือขึ้นเรือ!"
"ท่านลอร์ด!"
เอ็ดมันด์ตั้งท่าจะพูดอะไรอีก ดาร์ควิสก็จ้องมองเขา
"ทำตามคำสั่ง!"
ดาร์ควิสตบกิ้งก่าโคลด์วันที่ขี่อยู่ หยิบโล่ขึ้นมา แล้วเริ่มบังคับให้โคลด์วันวิ่งเหยาะๆ สองพี่น้องขนาบข้างดาร์ควิสไว้ตรงกลาง จัดรูปขบวนค่ายกลกำแพงม้า
เอ็ดมันด์ที่อยู่ด้านหลังเห็นว่าห้ามไม่ได้แล้ว จึงรีบสั่งให้พลหน้าไม้ทมิฬของแต่ละหมู่รั้งท้ายไว้ ส่วนทหารที่เหลือให้ขึ้นเรือ ทหารเริ่มดันเรือ เมื่อเรือออกจากฝั่งก็ปีนขึ้นไป หยิบโล่มาเริ่มพายอย่างบ้าคลั่ง ดรูชิอิบนเรือทุกลำต่างตั้งหน้าตั้งตาพายเรืออย่างสุดกำลัง
เอ็ดมันด์มองไปที่โจรสลัดเรือปราการทมิฬที่รั้งท้ายไว้ และผู้ควบคุมสัตว์ที่เข้ามาเสริมทัพ แล้วถามว่า "พวกเจ้าไม่ขึ้นเรือหรือ?"
ผู้ควบคุมสัตว์คนนั้นพยักพเยิดหน้าไปทางราชรถแล้วตอบว่า "นายน้อยกับคาเลียนยังอยู่ทางนั้นเลย"
หัวหน้าหมู่ที่คอยติดตามดาร์ควิสอยู่ตลอดเวลา แบมือออกอย่างไม่ยี่หระแล้วพูดว่า "ข้าว่ายน้ำเก่ง ว่ายกลับคารอนด์ คาร์ได้สบายมาก ว่าแต่ตอนนี้จะเอายังไง?"
เอ็ดมันด์มองดูภูมิประเทศแวบหนึ่ง ชี้ไปที่จุดๆ หนึ่งแล้วสั่งการ "รุกคืบไปตรงนั้น ตั้งป้อมค่ายยิงระยะไกล สกัดกั้นศัตรูที่จะมาเสริมทัพ คุ้มกันท่านลอร์ด"
อลิชาที่ลอยอยู่กลางอากาศเห็นดาร์ควิสและพี่ชายทั้งสองไม่ขึ้นเรือ แต่กลับขี่โคลด์วันพุ่งเข้าใส่ เธอจึงเริ่มสวดภาวนาเสียงเบา "เทพีโมไร-เฮ็ก โปรดประทานพรให้ข้าด้วยเถิด"
พูดจบก็เริ่มควบคุมสายลมแห่งกูร์ ฝูงอีกาปรากฏขึ้นกลางอากาศเป็นฝูงใหญ่ พวกมันคือวิญญาณแห่งการล้างแค้น จะงอยปากแหลมคมดุจเหล็กกล้าและขนเปื้อนเลือด พวกมันเริ่มโจมตีที่ศีรษะของเหล่าท่านอัศวิน แต่เธอยังอ่อนหัดเกินไป เธอเลือกเวทมนตร์ผิด หมวกเกราะของท่านอัศวินปิดทึบสนิท พวกเขาใช้โล่ปัดป้องอีกา ไม่นานฝูงอีกาก็สลายไป
เหล่าท่านอัศวินเห็นอัศวินโคลด์วันแห่งความหวาดกลัวสามนายพุ่งตรงมาหาพวกเขา ก็ไม่หนีแล้ว พวกเขาเริ่มหันหัวม้ากลับมา
ท่านอัศวินผู้นำตะโกนลั่น "เพื่อเทพี! เพื่อลีออนเนสเซ! เพื่อสหายที่กลับคืนสู่อ้อมกอดของเทพี! ลุย!"
การประจัญบานเริ่มต้นขึ้น!
ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายอยู่ที่ประมาณสามร้อยเมตร ความเร็วของฝั่งดาร์ควิสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางฝั่งของท่านอัศวินก็เริ่มเร่งความเร็วเช่นกัน
ไม่มีการวิ่งเหยาะๆ วิ่งเร็ว แล้วค่อยชะลอความเร็วเพื่อตั้งค่ายกลกำแพงม้าพุ่งชน มีแต่เร่งความเร็วพุ่งเข้าใส่ ใครปอดแหกก็เป็นไอ้ลูกหมา
โคลด์วันเริ่มส่งเสียงคำรามด้วยความตื่นเต้น ดาร์ควิสรู้สึกว่าความเร็วแตะ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว เขาก็หายใจหอบด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน อะดรีนาลีนสูบฉีดจนร่างกายสั่นสะท้าน ความรู้สึกนี้มันเร้าใจกว่าขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตั้งเยอะ!
ห้าวินาที ทั้งสองฝ่ายเริ่มเร่งความเร็ว
แปดวินาที อลิชาควบคุมสายลมแห่งกูร์อีกครั้ง ร่ายเวทหนังเหนียวของแพน คลุมผิวหนังที่แข็งแกร่งให้กับดาร์ควิสและพวกอีกสองคน เพื่อเพิ่มการป้องกันให้มากขึ้น ช่วยให้รอดพ้นจากการโจมตีด้วยอาวุธและความเสียหายในรูปแบบอื่นๆ
สิบวินาที สองพี่น้องเร่งความเร็วขึ้นอีก ก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมหัวกลับ เพื่อแบ่งเบาความเสียหายแทนดาร์ควิส
สิบสองวินาที ทั้งสองฝ่ายตั้งหอกยาวขนานกับพื้น
สิบห้าวินาที ทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าปะทะกันอย่างจัง
เสียงม้าศึกร้องโหยหวน เสียงคนกรีดร้อง เสียงไม้หักดังสนั่น เสียงคำรามของโคลด์วัน และเสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องปะปนกันไปหมด
ฝ่ายตรงข้ามล้มไปสองคน คนหนึ่งถูกหอกยาวผู้กลืนกินวิญญาณของฟราเนธแทงทะลุร่าง หอกยาวอีกเล่มแทงทะลุโล่และเกราะแผ่นของฟราเนธ เขานอนหงายหมดสติอยู่บนหลังของโคลด์วัน โคลด์วันที่เขาขี่อยู่เริ่มต่อสู้ตามสัญชาตญาณ มันเริ่มฉีกทึ้งกัดกินศัตรู
หอกยาวของกอนเดลแทงทะลุลำคอโคลด์วันของเรนน์ ปลายหอกทะลุออกทางท้ายทอย ตอนนี้มันนอนนิ่งหงายท้องชี้ฟ้าไปแล้ว เรนน์ถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป กลิ้งหลุนๆ ไปหนึ่งรอบแล้วรีบลุกขึ้นยืน ชักมีดสั้นเมสเซอร์ออกมาฟาดฟันกับท่านอัศวินคนหนึ่งที่พุ่งเข้ามา
ด้านในโล่ของดาร์ควิสมีปลายหอกและหัวหอกครึ่งท่อนปักอยู่ มือซ้ายของเขาชาจนไร้ความรู้สึก ง่ามมือขวาฉีกขาด หอกยาวผู้กลืนกินวิญญาณปลิวหายไปไหนก็ไม่รู้ สมองมึนงงไปหมด เครื่องประดับรูปพระจันทร์เสี้ยวครึ่งซีกบนหมวกเกราะก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
โคลด์วันที่เขาขี่อยู่ถูกแทงทะลุหน้าอก เขากระเด็นตกลงมากระแทกพื้นดังอั้ก ล้มลงอย่างจัง พอได้สติกลับคืนมาเล็กน้อย เขาก็กัดปลายลิ้นตัวเองอย่างแรง เดินโซเซกะปลกกะเปลี้ยลุกขึ้น ทิ้งโล่ ถ่มเลือดในปากทิ้ง ชักมีดสั้นเมสเซอร์ออกมาและกำไว้แน่นด้วยสองมือ
ท่านอัศวินคนหนึ่งเพิ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น โคลด์วันของฟราเนธก็งับเข้าที่กระดูกสะบักของเขา ขากรรไกรออกแรงขบอย่างแรง ชุดเกราะแตกละเอียดทันที โคลด์วันใช้กรงเล็บหน้าตรึงร่างของเขาไว้กับพื้น แล้วเริ่มฉีกทึ้งร่างของเขา
กอนเดลวิ่งเข้ามา ชูดาบสองมือขึ้นสูง ฟันฉับเข้าที่รอยต่อของชุดเกราะ ตัดคอของมันจนขาดสะบั้น ร่างของมันล้มตึงลงกับพื้นพร้อมกับฟราเนธที่อยู่บนหลัง ท่านอัศวินที่ถูกมันกัดกินก็สิ้นใจตายไปแล้ว กอนเดลมือชาหนึบ ดาบสองมือที่อยู่คู่กายร่วมรบมานานหลายปีมีรอยบิ่นเสียแล้ว เขาหันไปเห็นดาร์ควิสที่เพิ่งลุกขึ้นยืน ดาร์ควิสก็เห็นกอนเดลเช่นกัน
ทั้งสองคนพุ่งเข้าปะทะกันซึ่งหน้า ดาบสองมือของกอนเดลร่ายรำเป็นภาพติดตาสีเงิน ในขณะที่เขาพุ่งไปข้างหน้าและหมุนตัว ก็ร้อยเรียงภาพสะท้อนอันเงางามแห่งความตาย โจมตีดาร์ควิสอย่างไม่หยุดยั้ง ดาร์ควิสทุ่มเทความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อหลบหลีกและปัดป้องการโจมตีอันเฉียบขาดนี้
ทางฝั่งเรนน์จัดการศัตรูเสร็จแล้ว ที่เอวของเขาเหน็บศีรษะของท่านอัศวินไว้ คาเลียนก็ขับราชรถผู้เพาะภัยพิบัติเข้ามาใกล้ ผู้ควบคุมสัตว์สองคนถือหน้าไม้ฉมวกเล็งไปที่กอนเดล เรนน์มีท่าทีกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะลงมือ
หลังจากตั้งรับฝ่ายเดียวไปหลายกระบวนท่า ดาร์ควิสก็ตระหนักว่าเขาเอาชนะอัศวินครึ่งก้าวสู่จอกศักดิ์สิทธิ์คนนี้ไม่ได้จริงๆ พละกำลัง ทักษะ และความว่องไว ถูกกดข่มอย่างสิ้นเชิง
"ไอ้หมอนี่คงไม่ใช่อัศวินจอกศักดิ์สิทธิ์หรอกนะ? ไม่สิ บนตัวไม่มีตราสัญลักษณ์จอกศักดิ์สิทธิ์นี่นา"
เพียงแค่เหม่อลอยไปชั่วขณะ ดาร์ควิสก็ถูกฟันเข้าที่หน้าอก ดาบสองมือของกอนเดลกระดอนกลับไป ดาร์ควิสรู้สึกสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งหน้าอก จากนั้นก็กระอักเลือดออกมาคำโต แล้วก้าวถอยหลังไปสองก้าว
กอนเดลพุ่งไปข้างหน้าครึ่งก้าว งัดดาบขึ้น คมดาบขัดเข้ากับรอยบิ่นของมีดสั้นเมสเซอร์ อาวุธหลุดจากมือของดาร์ควิส เขาล้มหงายหลังลงไปกับพื้น
กอนเดลชูดาบสองมือขึ้นเตรียมจะฟันลงมา ตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หลังส่วนล่าง ภาพเบื้องหน้ามืดดับ หัวฉมวกทิ่มทะลุเข้าไปในชุดเกราะหน้าอก
อาศัยจังหวะชุลมุน ดาร์ควิสยกขาขวาขึ้นเล็กน้อย ชักปืนพกฟลินท์ล็อคออกมา ปลดเซฟตี้ เล็งเป้าหมายไปที่กอนเดลแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมว่า "เพลงดาบอาชินะ!"
ปัง!
กระสุนนัดนี้ยิงเข้าที่หน้าท้องของกอนเดลอย่างแม่นยำ จากนั้นฉมวกอีกลูกก็พุ่งทะลุแผ่นหลังของเขา ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ สีหน้าตกตะลึงและเจ็บปวดประทับอยู่บนใบหน้าของเขาไปตลอดกาล
เรนน์พุ่งเข้ามา กระโดดถีบกอนเดลล้มลงไป
กอนเดลล้มลงบนพื้นพร้อมกับกล่าวคำสั่งเสียสุดท้าย "ขี้ขลาด!"
"ขอโทษด้วย ความขี้ขลาดคือคุณธรรมของดรูชิอิ"
"ขอให้วิญญาณเจ้ากลับคืนสู่อ้อมกอดของเทพีแห่งทะเลสาบนะ"
"พี่ชายเจ้าล่ะ?"
ตอนนั้นเองเรนน์ถึงเพิ่งรู้สึกตัว เขาวิ่งไปที่กองศพและเจอพี่ชายของตน คาเลียนขับราชรถเข้าไป ผู้ควบคุมสัตว์สองคนลงจากรถไปช่วย
ดาร์ควิสเก็บมีดสั้นเมสเซอร์ขึ้นมา ตะโกนบอกอลิชาที่อยู่กลางอากาศว่า "อลิชา เจ้าไปช่วยทางฝั่งโน้นหน่อย เดี๋ยวเจอกันบนเรือ"
บรรดาผู้ติดตามระหว่างทางที่มาถึง เห็นเพียงม้าศึกที่กำลังเล็มหญ้าหรือไม่ก็ล้มตาย และศพของเจ้านายพวกตน ตามร่องรอยมาเรื่อยๆ จนถึงชายหาด ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือท่านอัศวินสองคนที่ถูกตอกตะปูติดกับพื้น และกลุ่มคนสวมชุดเกราะดำที่ยืนรอพวกเขาอยู่ เรือลำเล็กบนผิวน้ำที่กำลังพายกลับ และเรือใบสีดำที่เริ่มแล่นออกไปแล้ว
ผู้ติดตามสองสามคนที่ไม่เชื่อสายตาตัวเอง ถือธนูเตรียมจะเข้าไปลองดี แต่ยังไม่ทันขี่ม้าเข้าไปในระยะยิงธนู ก็ถูกยิงพรุนเป็นรังแตนทั้งคนทั้งม้า
ตอนนั้นเอง เพกาซัสทมิฬตัวหนึ่งก็บินโฉบผ่านท้องฟ้า เพกาซัสไม่ได้บินค้างฟ้า แต่เริ่มบินวนไปวนมา
อลิชาพูดเป็นภาษาบาโทเนียว่า "เจ้านายของพวกเจ้าตายหมดแล้ว ข้าขอแนะนำให้พวกเจ้ารีบพาลูกเมียหนีไปก่อนที่ลอร์ดคนอื่นๆ จะรู้เรื่อง ต้องการให้ข้าเอาหัวพวกนั้นมาให้ดูเป็นหลักฐานไหม?"
ผู้ติดตามตาไวบางคนเห็นสถานการณ์ทางฝั่งดาร์ควิสแล้ว เพียงแต่ไม่แน่ใจนัก พอได้ยินคำพูดนี้ ผู้ติดตามทั้งหลายก็เริ่มหวั่นไหว ซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ เจ้านายตายหมดแล้ว พวกเขาจะกลับไปทำไม? กลับไปรับยศขุนนางหรือไง? มีบางคนแยกตัวออกจากกลุ่ม ขี่ม้าไปทางทิศตะวันตก อ้อมไปที่มูซิลลอนโดยตรง บางคนมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือเพื่อไปรับครอบครัว ไม่นานทุกคนก็หายวับไปกับตา ไม่มีใครไปเก็บศพของท่านลอร์ดสองคนที่ถูกตอกติดอยู่บนพื้นเลย
ฟราเนธถูกหามขึ้นรถรบอย่างระมัดระวัง เขาบาดเจ็บอีกแล้ว และก็รอดตายมาได้อีกแล้ว
ดาร์ควิสเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สว่างไสวแล้ว ทอดถอนใจพลางกล่าว "ช่างเป็นวันที่วุ่นวายซะจริง!"
(จบแล้ว)