- หน้าแรก
- เงาทมิฬแห่งวอร์แฮมเมอร์ ปฐมบทราชันย์ดาร์คเอลฟ์
- บทที่ 19 - พวกท่านอย่าสู้กันอีกเลย
บทที่ 19 - พวกท่านอย่าสู้กันอีกเลย
บทที่ 19 - พวกท่านอย่าสู้กันอีกเลย
บทที่ 19 - พวกท่านอย่าสู้กันอีกเลย
องค์เทพทรงทราบ องค์เทพไม่ทรงยี่หระ
บาเซสตินเงยหน้าขึ้น แสงสีฟ้าเริ่มเอ่อท้นดวงตา แสงบางส่วนยังลอยล่องออกมาและสลายไปในอากาศ เขาอุตส่าห์สวดภาวนาต่อเทพีของเขาอยู่ข้างๆ ดาร์ควิสมาทั้งคืน เทพีแห่งทะเลสาบจะไม่ชายตามามองได้อย่างไร?
จะว่าไป ดาร์ควิสต้องขอบคุณโมไร-เฮ็กจริงๆ ท่านยายที่แสนอบอุ่นและใจดี พรของนางปกป้องวิญญาณของเขาไว้ หากไม่ใช่เพราะนาง พวกเทพผู้ทรงอำนาจทั้งหลายคงมาเยือนถึงหน้าประตูบ้านนานแล้ว เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับในหมู่นักบาสเกตบอลอาชีพ จู่ๆ ก็มีคนใส่ชุดเอี๊ยมกระโดดโผล่ขึ้นมา มันเตะตาเกินไป แต่ท่านยายก็หาเสื้อบาสมาเปลี่ยนให้เขาทันเวลาพอดี ส่วนเอเรธ คิอัล ราชินีซีดเผือกนั้น นางรับผิดชอบเฉพาะวิญญาณของเอลฟ์หลังจากตายไปแล้วเท่านั้น
"มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ เร็วเข้า รีบมาช่วยแก้มัดสิ มีแขกคนสำคัญมาเยือน เป็นความสะเพร่าของข้าเองที่ไม่ได้เตรียมโต๊ะและเก้าอี้เล็กๆ ไว้สำหรับดื่มชามื้อดึก แต่คราวหน้าข้าจะมีประสบการณ์แล้วล่ะ"
สามพี่น้องตระกูลทาไคยาได้แต่มึนงง พวกเขางงมาตั้งแต่ตอนที่ดาร์ควิสเริ่มเอ่ยพระนามเทพเหล่านั้นแล้ว พวกเขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าดาร์ควิสจะทำเรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ
แถมชื่อทั้งสามนี้มันเกี่ยวข้องกันตรงไหน? องค์หนึ่งเป็นเทพใต้พิภพ องค์หนึ่งเป็นเทพบนสวรรค์ ส่วนอีกองค์เป็นเทพของบาโทเนีย
อลิชาหยิบหน้าไม้กลที่แขวนอยู่ใต้โครงอานของเรนน์ขึ้นมา ปลดเซฟตี้แล้วเล็งไปที่บาเซสติน สองพี่น้องรีบวิ่งเข้าไปแก้มัด และดึงผ้าที่อุดปากบาเซสตินออก
บาเซสตินลุกขึ้นยืน จ้องดาร์ควิสเขม็งแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงผู้หญิง "เจ้าเป็นใคร?"
ดาร์ควิสมองบาเซสตินด้วยสายตาเย็นชา "ข้าน่ะหรือ? ข้าคือดาร์ควิส เฮลเบน แห่งตระกูลภัยพิบัติแห่งนรก เมืองคารอนด์ คาร์!"
บาเซสตินใช้น้ำเสียงผู้หญิงพูดด้วยความตื่นเต้น "ไม่! เจ้าไม่ใช่!"
ดาร์ควิสส่ายหน้า ผายมือออกแล้วถามกลับ "ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ขอถามท่านหน่อยว่า ข้าเป็นใครกันแน่? หืม?"
คำถามนี้ทำเอาอีกฝ่ายไปไม่เป็นเลยทีเดียว อีกฝ่ายจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นใคร?
บาเซสตินจ้องมองดาร์ควิสอยู่นาน บรรยากาศเงียบสงัดไปชั่วขณะ อีกาเพียงแค่ยืนเกาะอยู่บนเกราะไหล่ของดาร์ควิส จ้องมองบาเซสตินโดยไม่มีทีท่าว่าจะออกความคิดเห็นใดๆ
ตอนนี้บาเซสตินไม่ใช่บาเซสตินอีกต่อไปแล้ว เขามีสิ่งลี้ลับมาสิงสู่ ตอนนี้เขาคือ ลิลิธ 'เซนทช์น้อย' ผู้เลื่องชื่อ!
ก่อนหน้านี้เคยพูดไปแล้วว่าเทพเอลฟ์มีทั้งหมดยี่สิบสององค์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก มีอยู่คนหนึ่งสวมบทบาทเป็นเทพสององค์ ดังนั้นจึงมีเทพเอลฟ์แค่ยี่สิบเอ็ดองค์ อีกบทบาทหนึ่งของนางก็คือเทพีแห่งทะเลสาบของบาโทเนีย นางก็คือลิลิธ 'หญิงสาวผู้บริสุทธิ์' และ 'เทพีแห่งดวงจันทร์' นางเชี่ยวชาญการเข้าฝันเพื่อส่งข้อความ และยังเป็นเทพผู้พิทักษ์ของผู้พยากรณ์และผู้หยั่งรู้ ชาวอาซูร์จะสวดอ้อนวอนขอนิมิตอนาคต คำพยากรณ์ และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจากนาง
จู่ๆ ดาร์ควิสก็เปลี่ยนบรรยากาศด้วยทักษะการเข้าสังคมขั้นสูง "ได้ยินมาว่าท่านเข้าทรงแม่นมาก อา ไม่ใช่สิ ทำนายดวงแม่นมาก ช่วยดูดวงให้สามคนนี้หน่อยได้ไหม?" เขาเชิดคางขึ้น ชูนิ้วโป้งมือขวาชี้ไปที่สามพี่น้องข้างหลัง ท่าทางกวนโอ๊ยสุดๆ
ลิลิธถลึงตาใส่เขาอย่างแรง ทำเอาดาร์ควิสขนลุกซู่ไปทั้งตัว ก็ตอนนี้นางสิงร่างผู้ชายอยู่นี่นา แถมยังเป็นชายร่างกำยำเสียด้วย จากนั้นนางก็หันไปมองสามพี่น้องตระกูลทาไคยา พอเห็นเข้าก็ทำให้นางถึงกับอึ้งไปเลย
"ข้ามองไม่เห็นอนาคตของพวกเขาสามคนเลย นี่? เจ้าบล็อกพวกเขาไว้เหรอ?"
อีกาส่ายหน้า
จะมองเห็นคำทำนายของสามพี่น้องได้ก็บ้าแล้ว ลิลิธมองเห็นแต่คำพยากรณ์และความฝัน แต่นางมองไม่เห็นโชคชะตา คำพยากรณ์คือการทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นางพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแทรกแซง โดยคิดว่าจะหลุดพ้นจากเส้นทางเดิมของคำพยากรณ์ได้ แต่กลับไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นแหละที่เป็นตัวการทำให้คำพยากรณ์เป็นจริงขึ้นมา บรรยากาศกลายเป็นแนวปรัชญาจิตนิยมขึ้นมากะทันหัน กษัตริย์เอดิปุสงั้นหรือ? ไม่ใช่หรอก
แต่โชคชะตากลับถูกทำลายลงด้วยตัวตนที่ไม่สนเหตุผลอย่างดาร์ควิส ต่อจากนี้ไปอาจจะมีผู้คนอีกมากมายที่โชคชะตาเปลี่ยนไปเพราะการมาถึงของเขา อาจจะดีขึ้น หรืออาจจะแย่ลง? แต่ต่อให้แย่ลง ก็คงไม่แย่ไปกว่าตอนนี้แล้วล่ะ โมไร-เฮ็กล่วงรู้โชคชะตา แต่นางทำลายมันไม่ได้ ทว่าดาร์ควิสทำได้ นางถึงได้คอยปกป้องเขา
ดาร์ควิสทำหน้าผิดหวัง ส่ายหน้าแล้วพูดว่า "จึ๊ๆๆ เจ๊ ฝีมือของท่านก็ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่เลยนะ คำพยากรณ์ที่ว่าน่ะ คือการพูดจาพล่อยๆ มั่วๆ ไปก่อน พอทุกคนเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น คำพยากรณ์นั้นก็เลยกลายเป็นจริงขึ้นมาใช่ไหมล่ะ?"
"เจ้า! เจ้า! เจ้า!" ลิลิธเริ่มจะสติแตก ชี้นิ้วด่าดาร์ควิส ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
ดาร์ควิสเองก็รู้ตัวว่าเมื่อกี้พูดแรงไปหน่อย เขาเพิ่งค้นพบว่าตัวเองไม่ถนัดคุยกับผู้หญิงเอาเสียเลย จึงรีบหาเรื่องเปลี่ยนบทสนทนา
"พวกเขามักจะจินตนาการว่าท่านคือตัวตนอันสูงสุด แต่ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า ถ้าพวกเขารู้ว่าท่านคือเทพเอลฟ์ พวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร? พวกเขาจะทอดทิ้งท่านไปไหม? พวกเขาจะประณามท่านหรือเปล่า?"
"พวกเขาไม่ยอมถูกปิดตาไปตลอดหรอก สักวันหนึ่งพวกเขาต้องรู้ความจริง แล้วถ้ามันถูกจุดชนวนขึ้นมาในช่วงเวลาสำคัญ โดยคนที่มีเจตนาแอบแฝงล่ะ?"
ลิลิธยังคงปากแข็ง "มันต้องมีทางออกสิ ข้ามีแผนการอยู่ในใจแล้ว อีกอย่าง เจ้าไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน? นางบอกเจ้าเหรอ?"
ดาร์ควิสทำหน้าอมภูมิ ส่ายหน้าและตอบอย่างจริงจังว่า "มัน คือ โชค ชะ ตา!"
"เจ้า!" ลิลิธพุ่งเข้าใส่ดาร์ควิส ง้างเล็บจะข่วนเขา ชนชั้นสูงดรูชิอิกับเทพเอลฟ์กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันนัวเนีย
อีกาชิงบินหนีไปเป็นคนแรก ส่งเสียงร้องแหบพร่าคล้ายกับกำลังเยาะเย้ย และเหมือนกำลังด่าทอ
ภาพที่เห็นทำเอาสามพี่น้องทำอะไรไม่ถูก พวกเขาที่อ่อนต่อโลกไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย
"ทำบ้าอะไรเนี่ย? นังบ้าเอ๊ย อย่ามาข่วนหน้าข้านะ โอ๊ย! ผมข้า"
ดาร์ควิสประมาทไป เขาไม่ได้หลบ และไม่ได้ยืนเว้นระยะห่างให้ดี ใครจะไปคิดว่าเทพองค์หนึ่งจะไร้กติกาขนาดนี้
อลิชาได้สติขึ้นมารีบสั่ง "มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ รีบเข้าไปแยกสิ!"
สองพี่น้องเพิ่งจะได้สติ รีบเข้าไปดึงตัวทั้งสองคนออกจากกัน
ลิลิธมองดูสภาพทุลักทุเลของดาร์ควิสแล้วรู้สึกสะใจขึ้นมาทันที
"ไม่มีเวลาแล้ว ไว้มีโอกาสค่อยเจอกันใหม่ อ้อ จริงสิ ทางเหนือมีกองทหารม้ากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้นะ"
"เชี่ยเอ๊ย หลอกกันนี่หว่า!"
การพบกันครั้งแรกไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าไหร่นัก
ดาร์ควิสจัดระเบียบเสื้อผ้า รวบผมที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่
เข่าของบาเซสตินอ่อนระทวย ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น แววตาว่างเปล่า ร่างกายไม่อาจทรงตัวได้อีกต่อไป เขาล้มหมอบลงกับพื้น ส่งเสียงสะอื้นไห้ น้ำตาเริ่มไหลรินออกจากหางตา
ชายฉกรรจ์ผู้นี้จิตใจแตกสลายไปแล้ว เพราะสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายคือศรัทธาที่พังทลาย แถมยังเกิดขึ้นด้วยวิธีที่โหดร้ายทารุณเช่นนี้อีก
โจนิวานับว่าโชคดี เพราะเขาตายไปพร้อมกับความไม่รู้
ตอนที่สิ่งลี้ลับมาสิงร่าง สติของบาเซสตินยังคงอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้เขาจะฟังภาษาเอลฟ์ไม่ออก แต่เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ดาร์ควิสส่งสัญญาณมือให้สองพี่น้อง จากนั้นก็ชักมีดสั้นปัดป้องออกมา เดินไปที่ด้านข้างของบาเซสตินแล้วเอ่ยด้วยภาษาบาโทเนีย "หากไม่มีเทพีแห่งทะเลสาบ ก็ไม่มีบาโทเนียในวันนี้ บางทีดินแดนแห่งนี้อาจจะยังเป็นแค่ชนเผ่าต่างๆ? หรืออาจจะเต็มไปด้วยพวกกรีนสกินและมนุษย์อสูรเหมือนกับนครรัฐทางใต้? หรือไม่ก็ตกเป็นแคว้นหนึ่งของจักรวรรดิ? ตอนที่ 'ผู้รวบรวม' ชิลลส์ เลอ บาโท ก่อตั้งบาโทเนีย จักรวรรดิข้างเคียงก่อตั้งมาเกือบพันปีแล้ว เขาไม่ได้เลือกที่จะศรัทธาซิกมาร์ แต่เลือกที่จะดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพีแห่งทะเลสาบ ในวินาทีนั้น ราคาที่ต้องจ่ายก็ถูกกำหนดไว้แล้ว"
ดาร์ควิสพยักพเยิดหน้าไปทางบาเซสติน สองพี่น้องรู้ใจ รีบเข้าไปหิ้วปีกบาเซสตินขึ้นมาซ้ายขวา
ใบหน้าของบาเซสตินเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและคราบน้ำตา เขามองดาร์ควิสพลางส่ายหน้าและร้องไห้โฮ ชายฉกรรจ์ตัวโตกลับร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้ ช่างดูน่าสงสารจับใจ เขาสะอื้นพลางคร่ำครวญ "ราคานี้! มันช่างหนักหนาเหลือเกิน!"
มีดสั้นปัดป้องของดาร์ควิสแทงทะลุระหว่างกระดูกซี่โครงสองซี่เข้าไปอย่างแม่นยำ ปลายตะขอเกี่ยวเข้าที่หัวใจ ตวัดเบาๆ แล้วก็ดึงออกมาตามร่องกระดูกซี่โครง
สองพี่น้องปล่อยมือ บาเซสตินล้มลงกับพื้น
"ขอให้สวรรค์ไม่มีลิลิธ"
(จบแล้ว)