- หน้าแรก
- เงาทมิฬแห่งวอร์แฮมเมอร์ ปฐมบทราชันย์ดาร์คเอลฟ์
- บทที่ 18 - อัญเชิญเทพ
บทที่ 18 - อัญเชิญเทพ
บทที่ 18 - อัญเชิญเทพ
บทที่ 18 - อัญเชิญเทพ
ดาร์ควิสพลิกตัวลงจากกิ้งก่าโคลด์วัน เอาหมวกเกราะ หอกทหารม้า และโล่ไปยึดไว้ข้างอาน เจ้านอกลีร์น้อยตัวนี้ช่างโง่เขลานัก มันเงยหน้าขึ้นสูดกลิ่นคาวเลือดในอากาศ แกว่งหางไปมาด้วยความกระสับกระส่าย
ดาร์ควิสเดินไปลูบหัวมัน จากนั้นก็เกาที่คอให้มัน นอกลีร์น้อยส่ายหัวหลบ แล้วอ้าปากงับมือดาร์ควิสเบาๆ ดวงตาจ้องมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ในสังคมดรูชิอิ กิ้งก่าโคลด์วันก็ถูกเรียกว่านอกลีร์น้อยเช่นกัน กิ้งก่าโคลด์วันของอัศวินแต่ละคนล้วนมีชื่อ กิ้งก่าของดาร์ควิสก็ไม่มีข้อยกเว้น พี่ชายคนก่อนตั้งชื่อไว้ให้ค่อนข้างจะเบียวไปหน่อย ชื่อว่า "กรงเล็บชำแหละ"
"จุ๊ๆๆ เด็กดี!"
ดาร์ควิสชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับสามพี่น้องตระกูลทาไคยา "ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญมากต้องทำ! พวกเจ้าจะหลบไปก่อนไหม?"
สามพี่น้องถึงกับชะงัก สถานที่บ้าๆ แบบนี้มีเรื่องสำคัญอะไรต้องทำด้วยหรือ? แถมประโยคนี้ยังเป็นการโยนหินถามทาง ให้พวกเขาเลือกเอง ไม่ใช่คำสั่ง
ฟราเนธหายใจแรงขึ้น รีบเอาหมวกเกราะ หอกทหารม้า และโล่ไปยึดไว้ข้างอาน พลิกตัวลงจากกิ้งก่าโคลด์วัน เดินอย่างรวดเร็วและแม่นยำไปหยุดอยู่ในระยะสองช่วงดาบจากดาร์ควิส แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง จากนั้นเรนน์กับอลิชาก็เดินมาคุกเข่าลงข้างๆ พี่ชาย
ยังไม่ได้อธิบายเรื่องนี้เลย ดาบในที่นี้คือหน่วยวัดระยะทาง หนึ่งช่วงดาบเท่ากับสองเมตรสี่สิบเซนติเมตร มารยาทแบบซิทูอันของดรูชิอิ ระยะห่างปกติคือสามช่วงดาบ คนรับใช้หรือผู้ติดตามคือสองช่วงดาบ รองแม่ทัพที่ไว้ใจที่สุดคือหนึ่งช่วงดาบ แน่นอนว่าคนรัก ชู้รัก และคู่ต่อสู้คือระยะประชิด
ที่ต้องทำแบบนี้ ก็เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลอบสังหารแบบกษัตริย์แบกดาบ เพราะในสังคมดรูชิอิ การล่างล้มบนและการลอบสังหารเกิดขึ้นบ่อยมาก ธรรมเนียมเหล่านี้ก็มีไว้เพื่อรับมือกับเรื่องพวกนี้แหละ อย่างน้อยก็พอจะมีเวลาให้ชักดาบสู้ได้ ถ้าอยู่ใกล้เกินไปจนขยับตัวไม่สะดวก หรืออยู่ในสนามรบนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อก่อนดาร์ควิสไม่ชอบพูดเสียงดัง แต่ตอนนี้เวลาพูดต้องคอยยืดคอตะโกน
ฟราเนธกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "นายท่าน หลังจากที่ข้าฟื้นขึ้นมา ข้าจำเหตุการณ์ในวันทดสอบได้อย่างชัดเจน วันนั้นเป็นเพราะท่านไป โชคชะตาของสามพี่น้องเราจึงถูกเปลี่ยนไป การปรากฏตัวของโมไร-เฮ็กคือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดขอรับ"
อีกาตัวหนึ่งบินมาจากไหนก็ไม่รู้ มาเกาะที่เกราะไหล่ของดาร์ควิส
"แล้วยังไงต่อล่ะ?"
พูดจบดาร์ควิสก็ขยับตัวถอยออกไปสองสามก้าว เขากลัวว่ากิ้งก่าโคลด์วันจะงาบอีกาเข้าไปคำเดียว และเพื่อหลบฉากหน้าของสามพี่น้องด้วย เขาใช้นิ้วเขี่ยหยอกล้ออีกา แต่อีกาก็รีบหลบและจ้องมองดาร์ควิสด้วยสายตารังเกียจ
สามพี่น้องเห็นอีกาบนเกราะไหล่ของดาร์ควิส ก็ยิ่งมั่นใจในใจมากขึ้นไปอีก
"นายท่าน พวกเราขอถวายความจงรักภักดีแด่ท่านขอรับ!"
ดาร์ควิสมองโจนิวาที่ขยับตัวผิดปกติ ล้วงปืนพกหินเหล็กไฟจากต้นขาขวาออกมา ยกปืนขึ้น ปลดเซฟตี้ เล็ง และลั่นไก
ปัง! โจนิวาล้มลงกับพื้นและชักกระตุก
ดาร์ควิสพูดไม่ออกเลยทีเดียว เพราะเขาเล็งไปที่หัว แต่ลูกกระสุนตะกั่วกลับไปโดนที่ตัว
"ท่านยาย พรของท่านนี่มันพึ่งพาไม่ได้เลยจริงๆ หรือว่าปืนไฟไม่อยู่ในขอบเขตพรของท่านล่ะเนี่ย?"
อีกาส่งสายตาเหยียดหยามให้เขาทีหนึ่ง แล้วก็บินจากไป
ถ้าดาร์ควิสเดาไม่ผิด อีกาตัวนี้มาเพื่อเป็นแบ็กอัพให้เขา เพื่อแสดงให้คนหรืออะไรก็ตามที่อยู่เบื้องหลังบาเซสตินเห็น
ดาร์ควิสพูดขึ้นอีกครั้ง "มีคำกล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งบนโลกล้วนมีราคาค่างวดระบุไว้ชัดเจน พวกเจ้าต้องการอะไรล่ะ?"
"ฟื้นฟูเกียรติยศแห่งตระกูลทาไคยา! พวกเราขอทุ่มเทสุดกำลังไม่ปฏิเสธ!"
ทำไมคำพูดนี้มันฟังดูคุ้นหูจังแฮะ?
"พวกเจ้าคิดให้ดีนะ พวกเจ้าอาจจะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ และหนทางข้างหน้าอาจจะยากลำบากกว่าที่พวกเจ้าคาดคิดไว้มาก!"
ตอนนั้นเองเรนน์ก็พูดขึ้น "นายท่าน แม้ตายเก้าครั้งก็ไม่เสียใจขอรับ!"
สามพี่น้องตระกูลทาไคยายื่นมือขวาออกมากำหมัดแล้วปฏิญาณ "ข้า, ฟราเนธ ทาไคยา, เรนน์ ทาไคยา, อลิชา ทาไคยา ขอสาบานในนามของเคน ว่าจะขอติดตามดาร์ควิส เฮลเบนไปจนวันตาย! หากผิดคำสาบาน ข้าขออุทิศตนเป็นเครื่องสังเวยแด่เคน!"
"ภายใต้ประจักษ์พยานของโมไร-เฮ็ก ผู้พิทักษ์วิญญาณ และลาดริเอล เทพีแห่งสายหมอก... ข้า! ดาร์ควิส เฮลเบน! ขอยอมรับความจงรักภักดีของพวกเจ้า!" ดาร์ควิสเดินกลับไปหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ตระกูลทาไคยาในเมืองคารอนด์ คาร์ เป็นเพียงตระกูลชนชั้นสูงเล็กๆ ที่พร้อมจะล้มละลายได้ทุกเมื่อ ไม่มีทั้งตำแหน่งทางทหารและรายได้ มีเพียงคฤหาสน์เก่าๆ ทรุดโทรมที่ไม่มีเงินซ่อมแซม ก่อนหน้านี้คฤหาสน์เป็นของคุณอาที่มีอาการคลุ้มคลั่ง แต่ตอนนี้เป็นของคุณอาที่ออกทะเลไปปล้นสะดมกับพวกผู้อาวุโสของดาร์ควิส แถมฟราเนธจะรับสืบทอดคฤหาสน์ได้ก็ต่อเมื่อคุณอาคนนี้ไม่มีทายาทสืบสกุล เพราะพ่อของเขาเป็นลูกคนที่สาม
นักรบอย่างฟราเนธและเรนน์ ทำได้เพียงหวังว่าจะได้ออกรบสร้างผลงาน ออกทะเลไปปล้นสะดมกับเรือปราการทมิฬ หรือสวามิภักดิ์ต่อลอร์ดแห่งความหวาดกลัวและชนชั้นสูงระดับสูง เพราะพวกเขาสูญเสียเงินก้อนแรกไปแล้ว
อัศวินโคลด์วันแห่งความหวาดกลัวจะได้รับเหรียญทองโซเวอรินก็ต่อเมื่ออยู่ในกองกำลังประจำการเท่านั้น แต่สองคนนี้อยู่ในกองกำลังสำรอง แถมเหรียญทองโซเวอรินที่จ่ายให้ก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่พอใช้จ่ายจริงๆ ด้วยซ้ำ และก็ไม่มีชนชั้นสูงคนไหนไปรับเงินก้อนนี้ด้วย เพราะมันเสียเกียรติ
โดยปกติแล้ว ผู้ใช้เวทมนตร์หญิงที่เรียนจบมาจากครอบครัวสามัญชน มักจะไปเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ประจำเรือ บางคนก็รับงานทหารรับจ้างเพื่อประทังชีวิต หรือไม่งั้นก็ยอมเป็นชู้รักของชนชั้นสูงไปเลย ในยามสงครามก็จะถูกเกณฑ์ไปรวมกลุ่มเป็นกองร้อยผู้ใช้เวทมนตร์ ทำหน้าที่เป็นเหมือนแบตเตอรี่สำรอง คอยเติมพลังสายลมแห่งเวทมนตร์
ส่วนผู้ใช้เวทมนตร์หญิงจากครอบครัวชนชั้นสูงที่มีฐานะดี จะมีทางเลือกมากกว่า ปกติเรียนจบปุ๊บก็จะกลับไปรับใช้ตระกูลทันที ส่วนคนแบบอลิชาที่เพิ่งเรียนจบ ก็เหมือนพวกจบใหม่นั่นแหละ ต่อให้เรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำก็ยังไม่มีค่าพอให้จ่ายด้วยเหรียญทองโซเวอริน จะไปรับใช้ลอร์ดแห่งความหวาดกลัว ท่านลอร์ดก็ยังต้องขอคิดดูก่อนเลย
ลูกพี่ลูกน้องของดาร์ควิสอายุมากกว่าเขาเก้าปี มีอิทธิพลและบารมีมากในเมืองคารอนด์ คาร์ มีลูกหลานชนชั้นสูงห้อมล้อมอยู่เต็มไปหมด ไม่เห็นตระกูลเล็กๆ อย่างทาไคยาอยู่ในสายตาเลย
ความภาคภูมิใจของตระกูลในสายตาของคุณอา ไม่มีค่าอะไรเลยในสังคมดรูชิอิ อืม... อาจจะมีการแข่งขันสูงสักหน่อย และก็มีความเครียดอยู่บ้างนิดๆ
พวกเขาทำได้แค่มาฝากผีฝากไข้กับคนไร้อิทธิพลอย่างดาร์ควิส จะเรียกว่าคนไร้อิทธิพลก็ไม่ถูกนัก เพราะถ้าเขาผ่านการทดสอบกลับไปได้ เขาก็สามารถรับผู้ติดตามได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สามพี่น้องยังติดหนี้ชีวิตเขาอีก หากเป็นดาร์ควิสคนก่อน เขาไม่มีทางช่วยสามพี่น้องทำบททดสอบสิงโตขาวให้สำเร็จหรอก แค่ขับเรือมาถึงอุลธวนได้ก็นับว่าเสี่ยงมากแล้ว รอแค่วันเดียว ถ้าไม่มาก็ไปเลย ค่าจ้างที่เคยจ่ายไปก็ถือว่าสูญเปล่า
ที่เรียกลูกพี่ลูกน้องสามคนนี้มาช่วย เป็นเพราะคุณอาของพวกเขาถูกจับเป็นตัวประกันกลายๆ และพวกเขาเองก็ไม่เป็นที่สะดุดตา ไม่เป็นภัยคุกคามต่อดาร์ควิส จึงค่อนข้างปลอดภัย คงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะหนีกลับอุลธวนไปเป็นอาซูร์ใช่ไหม? ไปเป็นคนตัดฟืนงั้นหรือ?
ก่อนหน้านี้ ลูกพี่ลูกน้องอีกคนของดาร์ควิสก็อยากมาด้วย แต่ลูกพี่ลูกน้องของเขากลับไม่ยอม เพราะเขาดูถูกหมอนั่นว่าดีแต่พูด แถมยังชอบชี้นิ้วสั่งการไปทั่ว ถ้าดาร์ควิสเป็นอะไรไป ผู้นำตระกูล, นายน้อย, พ่อและอาของเขา คงเล่นงานลูกพี่ลูกน้องคนนั้นจนอานแน่ๆ แต่กับสามพี่น้องนี้ หากเกิดอะไรขึ้น พวกเขาทำได้เพียงแค่ไปเร่ร่อนในโลกเก่า ไปเป็นทหารรับจ้าง และต้องคอยหลบหนีการตามล่าจากมือสังหารเคนตลอดเวลา
ก่อนที่จะเรียกมาช่วย ลูกพี่ลูกน้องของดาร์ควิสได้จ่ายเหรียญทองโซเวอรินให้สามพี่น้องไปส่วนหนึ่งแล้ว และสัญญาว่าเมื่อกลับไป จะแบ่งของเชลยหลังจากชั่งน้ำหนักแล้วให้พวกเขาสามส่วน ก็คือคนละหนึ่งส่วน
การชั่งน้ำหนักที่ว่านี้ หมายถึงเมื่อเรือเข้าเทียบท่า จะต้องมอบสี่ส่วนของของเชลยบนเรือให้แก่ราชันมนตรามาเลคิธ จากนั้นจึงจะนำของเชลยที่เหลือมาแบ่งกันตามสัดส่วน
แน่นอนว่าสามารถแอบซุกซ่อนได้ ขอแค่ตบตาพวกคนดูแลและพนักงานเก็บภาษีได้ก็พอ คนพวกนี้ขึ้นตรงต่อมาเลคิธ ประจำการอยู่ที่ท่าเรือเมืองใหญ่ทั้งห้าแห่ง หากถูกจับได้ ก็จะถือว่าทำผิดกฎหมายเพียงไม่กี่ข้อของดรูชิอิ ผลลัพธ์ก็คือถูกส่งไปเป็นเครื่องสังเวยแก่เคนทันที
"ลุกขึ้นเถอะ"
ดาร์ควิสเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าบาเซสติน อีกาบินกลับมาเกาะที่เกราะไหล่ของเขาอีกครั้ง ดาร์ควิสยกมือขึ้นค้างไว้กลางอากาศ โพสท่าทางตลกขบขัน
ปากเริ่มท่องคาถาพึมพำ "โอ้ ลาดริเอล เทพีแห่งสายหมอก ลิลิธ หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ เทพีแห่งทะเลสาบ ข้าขอวิงวอนให้ท่านปรากฏกาย"
(จบแล้ว)