- หน้าแรก
- เงาทมิฬแห่งวอร์แฮมเมอร์ ปฐมบทราชันย์ดาร์คเอลฟ์
- บทที่ 5 - ข้ามีแผนการหนึ่ง
บทที่ 5 - ข้ามีแผนการหนึ่ง
บทที่ 5 - ข้ามีแผนการหนึ่ง
บทที่ 5 - ข้ามีแผนการหนึ่ง
เรือสำเภาสามเสามุดกลับเข้าไปในม่านหมอกอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่บาโทเนีย
ดาร์ควิสนอนอยู่บนเตียงอยากจะหลับ แต่พลิกไปพลิกมาอย่างไรก็หลับไม่ลง จำต้องทนแบกง้าวรบเตรียมจะไปออกกำลังกายบนดาดฟ้าเรือ
บนดาดฟ้าเรือ ดัสตาน เนตรเยือกเย็น ยังคงคุมพังงาเรืออยู่ ส่วนเอ็ดมันด์ก็ยังคงนำทหารฝึกซ้อม อยู่ว่างๆ ไปก็เท่านั้น ไม่ฝึกซ้อมแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ?
ดาร์ควิสยืนอยู่บนดาดฟ้า กวักมือเรียกสแตน เนตรเยือกเย็นที่อยู่บนดาดฟ้าชั้นบนสุดพลางตะโกนเรียก "เอ็ดมันด์!"
ทั้งสองวางมือจากงานที่ทำอยู่ รีบเดินเข้ามาทำความเคารพ ดาร์ควิสพิงราวเหล็กบนดาดฟ้าเรือรับลมทะเลพลางเอ่ยถาม "สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"
"นายน้อย เรือออกเดินทางแล้ว อีกสองเดือนก็จะถึงชายฝั่งบาโทเนียขอรับ"
โลกนี้หนึ่งวันมียี่สิบสี่ชั่วโมง หนึ่งสัปดาห์มีแปดวัน หนึ่งปีมีสี่ร้อยวัน
ดาร์ควิสพยักหน้าหันไปมองเอ็ดมันด์ เอ็ดมันด์ทำหน้างุนงงไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ดาร์ควิสหันไปมองหัวกะโหลกที่แขวนอยู่หลังเสากระโดงเรือ แล้วกล่าวว่า "หัวกะโหลกของคนที่ประลองกับฟราเนธนั่นเก็บรักษาไว้ให้ดี นั่นเป็นของเชลยของเขา ยึดชุดเกราะมาได้กี่ชุด?"
เอ็ดมันด์ตอบว่า "นายท่าน ข้าจะจัดคนไปเก็บรักษาไว้ให้ดีขอรับ มีเกราะอกสิงโตขาวพังยับเยินไปหนึ่งชิ้น ยังมีเกราะสิงโตขาวอีกสองชุด และเกราะเบาอีกสิบสี่ชุดขอรับ"
ดาร์คซุสพูดอย่างเบื่อหน่าย "เรามาทำธุระสำคัญ หรือมาหาเรื่องสนุกกันแน่?"
ดัสตาน เนตรเยือกเย็น เข้าใจความหมายทันทีจึงเอ่ยถาม "นายน้อย? ท่านอยากจะไปเดินเล่นในหมู่บ้านของพวกญาติพี่น้องเราหรือขอรับ?"
"แล้วจะให้ทำอะไรล่ะ? ส่งคนไปเรียกเรนน์มา เราจะมาปรึกษากันหน่อย"
ดรูชิอิทั้งสามไม่ได้พูดอะไรต่อ ดัสตาน เนตรเยือกเย็น กับเอ็ดมันด์กำลังครุ่นคิด ส่วนดาร์ควิสก็มองเสากระโดงเรืออย่างเบื่อหน่าย
ไม่นานเรนน์ก็รีบเดินเข้ามา
ดาร์ควิสพูดขึ้น "ข้ามีแผน แผนการใหญ่เชียวล่ะ!"
จากนั้นเขาก็พูดต่อด้วยภาษาดรูชิอิ "ไหนๆ ก็มาแล้ว เราลองหาหมู่บ้านสักแห่งแวะเดินเล่นกันเถอะ" พูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปตรงหน้าเรนน์ จ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลของเขาแล้วพูดว่า "มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องทำ"
ยามค่ำคืน ดวงจันทร์มานน์สลิบและมอรร์สลิบลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ความเงียบสงบพร้อมกับแสงจันทร์สลัวราวกับหมอกสีเงินสาดส่องลงบนแผ่นดินอุลธวน เรนน์สวมเกราะสิงโตขาว ถือขวานยักษ์ปรากฏตัวอยู่บนถนนหลวงริมชายฝั่งอุลธวน เขามองดูกำแพงเมืองที่มีแสงไฟระยิบระยับอยู่ไกลๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มออกวิ่งฝ่าสายลม
หมู่บ้านถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองสูงถึงห้าเมตร ทหารยามบนกำแพงเมืองเห็นเรนน์วิ่งเข้ามาก็เริ่มเตรียมพร้อมระวังภัย เรนน์วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงใต้ประตูเมือง เอาขวานยันพื้นไว้พลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
หัวหน้าหน่วยยามฝั่งบนกำแพงเมืองมองเขาด้วยความระแวดระวัง ทหารคนอื่นๆ ก็ง้างธนูเล็งไปที่เรนน์
เรนน์เงยหน้าขึ้นพูด "มีกลุ่มโจรสลัดดรูชิอิยกพลขึ้นบกแล้ว กองทดสอบสิงโตขาวของพวกเราถูกซุ่มโจมตีจนแตกพ่าย"
หัวหน้าหน่วยยามฝั่งไม่หลงกลง่ายๆ เอ่ยถาม "เจ้ามาจากตระกูลไหน?"
"ข้าเป็นคนตัดฟืนมาจากทาร์ล กาลด์ (Tor Galad) ไม่ใช่ชนชั้นสูง"
"ลูกสาวของผู้นำตระกูลเรไคย์ชื่ออะไร?"
เรนน์ใจหล่นวูบ แต่ปากก็ยังพูดไปว่า "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าท่านลอร์ดโซลการ์มีลูกสาวด้วย? ท่านคิดว่าข้าเป็นสายลับหรืออย่างไร?"
"คำถามสุดท้าย ลูกชายของท่านลอร์ดโซลการ์ชื่ออะไร?"
เรนน์หมดความอดทนตะโกนสวนกลับทันที "โคลเลอร์ จะจบได้หรือยัง?"
เมื่อหัวหน้ากองทหารรักษาการณ์ประจำหมู่บ้านทราบเรื่องก็รีบขึ้นมาบนหอคอยกำแพงเมือง ได้ยินบทสนทนาก็แอบพยักหน้าในใจ ชะโงกหน้าออกไปนอกกำแพงแล้วถามว่า "มีโจรสลัดดรูชิอิอยู่เท่าไหร่?"
"น่าจะประมาณสี่สิบกว่าคน พวกเราตีฝ่าวงล้อมจนแตกกระเจิง ข้ามาแจ้งพวกท่านให้ระวังตัวไว้ ข้าต้องกลับไปหาพรรคพวกของข้าแล้ว ท่านลอร์ดเอนน่าแห่งตระกูลลาเรียนยังอยู่ในป่า" พูดจบก็เตรียมจะหันหลังกลับไปทางเดิม
เมื่อหัวหน้ากองทหารรักษาการณ์ได้ยินชื่อชนชั้นสูงนี้ก็หูผึ่ง รีบพูดขึ้น "เดี๋ยวก่อน ข้าจะส่งทหารยามฝั่งหนึ่งร้อยนายตามเจ้าไป"
นายกองร้อยของกองทหารหนึ่งร้อยนายถือคบเพลิง สังเกตนัยน์ตาสีน้ำตาลของเรนน์อย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่ใช่นัยน์ตาสีดำและสีม่วงที่เป็นเอกลักษณ์ของอาณาจักรนาการายธ์ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เรนน์พากองทหารหนึ่งร้อยนายเดินลัดเลาะไปเรื่อย ล่อพวกตัวซวยเหล่านี้เข้าไปในวงล้อมซุ่มโจมตีลึกเข้าไปในป่า พอเห็นว่าใกล้ถึงจุดซุ่มโจมตี เรนน์ก็เอ่ยขึ้น "พวกเราควรดับคบเพลิงดีหรือไม่? แถวนี้ทำไมมันเงียบจัง พวกเราถูกสะกดรอยตามหรือเปล่า"
นายกองร้อยมองเขาด้วยความสงสัย รับคบเพลิงจากทหารข้างกายยื่นให้เขา แล้วสั่ง "เจ้าถือไว้แล้วนำทางไปข้างหน้า คนอื่นๆ ดับคบเพลิง เดินชิดกันไว้ อย่าแตกแถว ถ้ามีอันตรายให้จัดขบวนรบทันที"
เรนน์แสร้งทำสีหน้าโกรธเกรี้ยวมองนายกองร้อย รับคบเพลิงมาแล้วเดินนำหน้าไป ทันใดนั้น เขาก็หยุดชะงักอยู่ที่หน้าโคนต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วมองดู
จากนั้นเรนน์ก็พูดขึ้น "มีรอยทำสัญลักษณ์อยู่บนต้นไม้ คนของข้าอยู่แถวนี้ สรรเสริญเทพแห่งการหลอกลวง" พูดจบก็เหวี่ยงคบเพลิงทิ้ง ม้วนตัวกลิ้งไปหลบหลังโคนต้นไม้ ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งมาปักที่โคนต้นไม้ตรงจุดที่เรนน์เพิ่งหยุดยืนเมื่อครู่
นายกองร้อยยิงธนูออกไปแล้วตวาดลั่น "มีซุ่มโจมตี จัดขบวนรบ!"
ทหารยามฝั่งล้อมวงเข้าหากัน อาศัยโคนต้นไม้เป็นที่กำบัง จัดเป็นรูปขบวนสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ตรงกลางรูปขบวน ทหารยามฝั่งพลธนูง้างธนูเตรียมพร้อม ในป่ามืดสนิทมองอะไรไม่เห็น ทหารยามฝั่งหอบหายใจด้วยความตึงเครียด
ไกลออกไป อลิชาลุกขึ้นจากพื้น ชูคทางูทองคำขึ้น เริ่มควบคุมสายลมแห่งกูร์ ปากท่องมนตร์เสียงอู้อี้ พลหอกแห่งความหวาดกลัวหลายนายก็ลุกขึ้นมาเช่นกัน ตั้งแถวยกโล่ขึ้นป้องกันอลิชาเอาไว้
ผืนป่าถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยสายลมแห่งกูร์ ลมกรรโชกแรงพัดผ่านต้นไม้ กิ่งไม้และใบไม้บริเวณใกล้เคียงก่อตัวเป็นพายุพัดเข้าใส่ทหารยามฝั่ง กิ่งไม้โบยตี ขวากหนามเกี่ยวพัน ทหารยามฝั่งที่ติดอยู่ท่ามกลางพายุส่งเสียงร้องโหยหวน
ฝั่งทหารยามกำลังร้องโหยหวน อีกฝั่งดาร์ควิสกำลังแอบอู้ ในใจบ่นพึมพำ "ที่แท้ก็ไม่ได้มีแค่เวทมนตร์หกบทสินะ นี่มันคาถาปลุกป่าฟื้นคืนหรือปลุกวิญญาณปฐพีกันล่ะ? นั่นมันเวทมนตร์สายชีวิตไม่ใช่หรือไง?"
อลิชาร่ายเวทเสร็จก็พิงต้นไม้หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก เธอมองดาร์ควิสแล้วพูดว่า "นายท่าน ข้าใช้คาถาปลุกป่าแล้ว ขบวนรบของพวกมันน่าจะปั่นป่วนแล้วเจ้าค่ะ"
ดาร์ควิสพูดหยอกล้อ "เจ้าดูอ่อนแรงไปหน่อยนะ ต้องบำรุงบ้างแล้วล่ะ" จากนั้นก็ตะโกนเสียงดังลั่น "เอ็ดมันด์!"
เอ็ดมันด์เข้าใจความหมายทันที ตะโกนสั่งการ "โจมตี!"
"ดรูชิอิ หอกและโล่!"
"สรรเสริญเคน!"
ยังคงเป็นแผนการรบแบบเดิม พลหน้าไม้ทมิฬและลูกเรือที่พามาด้วยใช้หน้าไม้กลยิงโจมตี พลหอกแห่งความหวาดกลัวและนักดาบวิปโยคยกโล่บุกทะลวงไปข้างหน้า โจรสลัดเรือปราการทมิฬและผู้ควบคุมสัตว์ตามประกบยิงอยู่ด้านหลังพลหอกและนักดาบ
หลังจากยิงลูกศรในกล่องกระสุนทั้งหกนัดจนหมด โจรสลัดเรือปราการทมิฬก็เหน็บหน้าไม้กลไว้ที่เอว ชักอาวุธ แห อุปกรณ์ตะขอเกี่ยว และโซ่เหล็กที่มีหนามแหลมออกมา ผู้ควบคุมสัตว์ก็เช่นกัน หลังจากยิงฉมวกออกไปแล้ว ก็หยิบแส้ออกมา
ขบวนรบของทหารยามฝั่งไม่อาจคงสภาพไว้ได้อีกต่อไป บ้างก็ถูกลูกดอกหน้าไม้ที่พุ่งเข้ามาเสียบทะลุร่างจนตาย บ้างก็ถูกใบไม้บาดเข้าที่ตา บ้างก็สะดุดขวากหนามล้มลงกับพื้น
"ชาร์จ!"
ดาร์ควิสถือดาบและโล่พุ่งเข้าห้ำหั่น โจรสลัดเรือปราการทมิฬเหวี่ยงแหและโซ่เหล็กออกไป การต่อสู้ระยะประชิดเริ่มต้นขึ้นแล้ว
การสังหารหมู่เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
(จบแล้ว)