เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ประหารก่อน ค่อยรับเลี้ยงดั่งสุนัข

บทที่ 4 ประหารก่อน ค่อยรับเลี้ยงดั่งสุนัข

บทที่ 4 ประหารก่อน ค่อยรับเลี้ยงดั่งสุนัข


บทที่ 4 ประหารก่อน ค่อยรับเลี้ยงดั่งสุนัข

แสงอาทิตย์อัสดงสีทองสาดส่องเหนือยอดเขา ย้อมบ้านไม้ที่กระจัดกระจายอยู่บนไหล่เขาให้กลายเป็นสีอำพัน

แมตต์ ผู้ใหญ่บ้านแห่งเมืองใบไม้เหมันต์ ไม่มีอารมณ์จะชื่นชมภาพวาดยามพลบค่ำนี้ นิ้วมือหยาบกร้านของเขาขยี้กันอย่างแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อนิ้วของเขาซีดขาวเพราะออกแรงมากเกินไป

เขายืนอยู่บนไหล่เขา สายตาจับจ้องไปยังขบวนที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาในระยะไกล หัวใจของเขาพลันหล่นวูบ

สิ่งที่หวั่นเกรง ในที่สุดก็มาถึง

หนึ่งเดือนครึ่งก่อน แมตต์ได้รับข่าวว่าเมืองใบไม้เหมันต์และกระทั่งเนินสนดำทั้งหมด ได้ถูกจัดสรรให้แก่ตระกูลทิวลิป... บารอนร็อด ทิวลิป

***

Lord (ลอร์ด) เป็นคำที่ใช้เรียกขุนนางในความหมายที่กว้างกว่า และสามารถใช้เรียกขุนนางได้หลายระดับชั้น สามารถเรียงตามลำดับได้ดังนี้ Baron (บารอน) ,Viscount (ไวเคานต์), Earl (เอิร์ล), Marquess (มาร์ควิส), Duke (ดยุค)

***

นั่นหมายความว่าชาวเมืองใบไม้เหมันต์จะต้องเริ่มจ่ายภาษี

ต้องรู้ก่อนว่า นับตั้งแต่เจ้าพนักงานเก็บภาษีคนสุดท้ายถูกโจรสังหาร เมืองใบไม้เหมันต์ก็ไม่ได้จ่ายภาษีมาตลอดสิบปีเต็ม

บัดนี้เมื่อมีลอร์ดเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น ทุกคนต่างรู้สึกไม่สบายใจ

นายพรานบางคนถึงกับหนีไปแล้ว แต่ชาวนาฐานะดีเช่นแมตต์ผู้มีที่ดินจำนวนมาก ลังเลที่จะสละที่ดินของตนและทำได้เพียงเลือกที่จะอยู่ต่อ

แมตต์และชาวนาฐานะดีคนอื่นๆ เคยหารือกันถึงการต่อต้านการปกครองของลอร์ดคนใหม่ด้วยเช่นกัน

แมตต์ไม่ต้องการมอบความมั่งคั่งของตนให้ลอร์ดผู้นี้ไปง่ายๆ และหากจำเป็น เขาก็พร้อมจะใช้วิธีการสกปรกบางอย่าง

แต่เมื่อแมตต์เห็นขบวนอันทรงพลังตรงหน้า ทหารม้ากว่ายี่สิบนายพร้อมอาวุธครบมือ เขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะต่อต้านไปจนหมดสิ้น

แมตต์นำชาวนาฐานะดีสองสามคนวิ่งเหยาะๆ ไปยังหน้าขบวนเพื่อต้อนรับลอร์ดคนใหม่

โดยไม่จำเป็นต้องมีภาพวาด แมตต์ก็สังเกตเห็นชายหนุ่มที่อยู่ท่ามกลางองครักษ์ได้ในทันที เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปโค้งคำนับ

ผมหยิกสีทองอร่าม รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม ใบหน้าขาวสะอาดหล่อเหลา

หากไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีตามแบบฉบับขุนนาง คงไม่สามารถเลี้ยงดูชายหนุ่มเช่นนี้ขึ้นมาได้

“ยินดีต้อนรับสู่เมืองใบไม้เหมันต์ ท่านลอร์ดผู้สูงศักดิ์” แมตต์กล่าวพร้อมรอยยิ้มประดับใบหน้า ริ้วรอยปรากฏชัดที่หางตา พลางขยี้มืออย่างประหม่า

“ข้าคือ แมตต์ ไพน์ ผู้ใหญ่บ้านที่ทุกคนเลือกขึ้นมา หากท่านต้องการสิ่งใด โปรดบอกข้าได้ทุกเมื่อ”

ชาวนาฐานะดีคนอื่นๆ ก็รีบโค้งคำนับและกล่าวต้อนรับท่านบารอน

ดูไม่เป็นระเบียบ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้นัดแนะกันมาก่อน

ร็อดไม่ได้ใส่ใจและพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ

สายตาของเขากวาดมองใบหน้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเหล่านี้ ก่อนจะกลับมาหยุดที่แมตต์ในที่สุด

“การเดินทางช่างน่าเหน็ดเหนื่อย รีบจัดเตรียมห้องพักสักสองสามห้องให้คนของข้าได้พักผ่อน”

“แล้วก็หาที่กว้างๆ สำหรับคุมขังนักโทษโจรหกสิบสามคนที่อยู่ด้านหลังด้วย”

“และเตรียมอาหารสำหรับคนสี่สิบคนด้วย ส่วนพวกนักโทษไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้อดไปก่อนสักคืน”

ร็อดซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า เริ่มออกคำสั่งให้แมตต์ทำสิ่งต่างๆ ทันที โดยไม่เหลือความเกรงใจแม้แต่น้อย

“เตรียมพร้อมไว้หมดแล้วขอรับ เชิญท่านลอร์ดตามข้ามา”

แมตต์ไม่มีทีท่าขุ่นเคืองแม้แต่น้อย รีบหลีกทางและนำร็อดเข้าไปในเมือง

เมืองใบไม้เหมันต์ตั้งอยู่บนเนินเขา ขนาบด้วยหุบเขาสูงชันทั้งสองด้าน ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ปลายแหลมสูงราวสองเมตรเพื่อใช้ป้องกัน

ทำเลที่ตั้งนับว่าดี แต่ตัวเมืองมีขนาดไม่ใหญ่นัก ร็อดคาดคะเนว่าต่อให้สร้างบ้านไม้จนเต็มพื้นที่ ก็คงรองรับคนได้มากที่สุดเพียงสี่ถึงห้าร้อยคนเท่านั้น

แม้จะถูกเรียกว่าเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันก็เป็นเพียงหมู่บ้านที่มีรั้วล้อมขนาดใหญ่กว่าปกติเท่านั้น

พื้นที่รกร้างเบื้องล่างที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ร็อดรู้สึกว่าเหมาะจะสร้างเมืองมากกว่า ส่วนเนินเขาแห่งนี้ควรสร้างเป็นปราสาทของตนเอง

การปรากฏตัวของร็อดดึงดูดความสนใจของทุกคนในเมือง

พวกเขาทั้งสงสัยใคร่รู้และหวาดกลัวร็อด ไม่กล้าสบตากับร็อดที่อยู่บนหลังม้าโดยตรง ทำได้เพียงแอบชำเลืองมองขณะก้มหน้าทำงาน

“นี่คือลอร์ดคนใหม่ของพวกเรา รีบทำความเคารพเร็วเข้า!” แมตต์ตะโกนเตือน ชาวเมืองจึงรีบลุกขึ้นโค้งคำนับให้ร็อด

ส่วนชาวเมืองที่อยู่ไกลออกไป พอได้ยินก็รีบวางมือจากงานแล้วหลบไปอยู่ข้างทางทันที

เมื่อเห็นดังนั้น แมตต์ก็รีบอธิบาย “เมืองใบไม้เหมันต์ไม่เคยต้อนรับขุนนางเช่นท่านมาก่อน พวกเขาเป็นแค่พวกชาวบ้านโง่เขลาที่ไม่รู้จักขนบธรรมเนียม โปรดอย่าถือสาพวกเขาเลยขอรับ”

ร็อดเข้าใจสภาพของชาวบ้านในป่าดี คนส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องมารยาทใดๆ เขาจึงไม่ได้โกรธเคือง

ทว่า—

“ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน เจ้าไม่ได้อบรมสั่งสอนพวกเขาก่อนข้ามาถึงหรือ?” ร็อดถามเสียงเรียบ

“ข้าจะไปสอนพวกเขาทำไมกัน...” แมตต์กำลังจะโพล่งออกมา แต่ก็ชะงักเมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาของร็อด

“ข-ข้าขออภัยอย่างสูง ท่านลอร์ดผู้สูงศักดิ์ เป็นความบกพร่องของข้าเอง”

“นำทางต่อเถอะ”

ร็อดไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่เขาก็ตระหนักได้แล้วว่าท่าทีของผู้ใหญ่บ้านคนนี้ไม่ได้เคารพยำเกรงเขาอย่างที่แสดงออก

“ขอรับ”

แมตต์พยักหน้ารับ ก่อนจะเร่งฝีเท้านำร็อดไปยังลานบ้านแห่งหนึ่ง

ภายในลานมีบ้านไม้อยู่สามหลัง ซึ่งได้รับการทำความสะอาดไว้อย่างดี

แต่มันก็แค่สะอาดเท่านั้น

ลานบ้านแห่งนี้ไม่เพียงตั้งปะปนอยู่กับบ้านไม้ของชาวบ้านทั่วไป แต่ยังดูเก่าและทรุดโทรมมาก ราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่นานแล้ว

ร็อดคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าตนอุตส่าห์แจ้งข่าวล่วงหน้ามากว่าเดือนแล้ว แต่ที่พักที่เตรียมไว้ให้กลับเป็นสถานที่เช่นนี้

ดูท่าว่าที่นี่คงร้างการปกครองจากขุนนางมานาน กระทั่งผู้ใหญ่บ้านยังปฏิบัติต่อลอร์ดอย่างขอไปที

ดีมาก

ร็อดแค่นเสียงเย็นชาแล้วถาม “นี่น่ะหรือคือที่พักของข้า?”

“ต้องขออภัยด้วยขอรับ ดินแดนรกร้างทางเหนือย่อมเทียบกับปราสาทของตระกูลท่านไม่ได้ โปรดท่านลอร์ดโปรดเข้าใจ”

แมตต์โค้งตัวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ขอท่านลอร์ดโปรดพักที่นี่ไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเลือกทำเลที่ท่านพอใจเพื่อสร้างคฤหาสน์ของท่านตามอัธยาศัย”

*สมแล้วที่เป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ ช่างสำอางเสียจริง ขนาดทำความสะอาดไว้อย่างดีแล้วก็ยังไม่พอใจ*

*แมตต์ถอนหายใจในใจอย่างเหนื่อยหน่าย รับใช้เจ้านายแบบนี้ช่างยากเย็นนัก วันข้างหน้าคงลำบากไม่น้อย*

*ดูท่าข้าคงต้องรีบขายที่ดินแถวนี้ให้หมด แล้วหาทางย้ายออกไปจากที่นี่เสียแล้ว*

“ไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้ บ้านไม้แถวที่อยู่บนยอดเขานั่นเป็นของผู้ใด?” ไม่ต้องรอให้แมตต์ตอบ ร็อดก็สั่งการทันที “ที่นั่นทำเลดี ตั้งแต่นี้ไปข้าจะอยู่ที่นั่น”

สถานที่ที่ร็อดชี้ไปเป็นเนินลาดที่ค่อนข้างราบ มีพื้นที่กว้างขวางและอยู่ห่างจากบ้านไม้หลังอื่นๆ พอสมควร

ไม่เพียงตั้งอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของเมืองเท่านั้น แต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่บ้านไม้หลังอื่นๆ รายล้อมประดุจองครักษ์ ราวกับราชาที่สามารถทอดพระเนตรมองเห็นอาณาเขตได้ทั้งหมด

“นั่นไม่ได้ขอรับ...” แมตต์ปฏิเสธตามสัญชาตญาณ ก่อนจะอธิบายว่า “นั่นเป็นบ้านของข้าเอง ท่านลอร์ดผู้สูงศักดิ์”

“ไม่ได้รึ? ในดินแดนของข้า เจ้ากล้าพูดว่าไม่ได้อย่างนั้นรึ?” แววตาของร็อดพลันเย็นเยียบลงทันที เขาคาดไม่ถึงว่าแมตต์ผู้นี้จะกล้าเอ่ยคำว่า ‘ไม่ได้’ ออกมาจริงๆ

ช่างไม่เห็นหัวข้าอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

กล้าเหยียบย่ำสิทธิ์และศักดิ์ศรีของลอร์ดอย่างโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้

ช่างหาที่ตายเสียจริง

ร็อดพลันชักดาบใหญ่เหล็กกล้าชั้นดีออกมา จ่อไปยังแมตต์ทันที!

“ใครอนุญาตให้เจ้าสร้างบ้านในดินแดนของข้า? แล้วเจ้าได้จ่ายภาษีหรือไม่!” เคร้ง!

ดูรันท์และเหล่าองครักษ์ต่างชักดาบออกมาตามๆ กัน แมตต์ตกใจกลัวจนทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นทันที!

“ธะ-ท่าน...” แมตต์เพิ่งคิดได้ ขุนนางคือเจ้าของที่ดินทั้งหมด!

“ข-ข้าขออภัย ท่านลอร์ด ข้าจะย้ายออกให้ท่านทันที!”

“ช้าไปแล้ว!” ร็อดกล่าวเสียงเข้ม “ดูหมิ่นลอร์ด ลักขโมยทรัพย์สินของลอร์ด หลีกเลี่ยงภาษี ตามกฎหมายของจักรวรรดิแล้วต้องได้รับโทษเช่นใด?”

“ต้องโทษแขวนคอขอรับ!” ดูรันท์ขานรับเสียงดัง

“ดีมาก ประหารชีวิตตอนมื้อค่ำ!” พอได้ยินประโยคนี้ ขาของแมตต์ก็อ่อนแรงลงทันที เขาทรุดลงกองกับพื้นแล้วร้องลั่น

“ไว้ชีวิตข้าด้วย! ท่านลอร์ด!”

“ข้ายอมจ่ายภาษี! ทรัพย์สินทั้งหมดของข้าเป็นของท่าน!”

“อย่าฆ่าข้าเลย!” ...

ร็อดไม่คิดเสียเวลาพูดคุย โบกมือให้ดูรันท์เอาผ้าอุดปากแมตต์เสีย

จากนั้น ร็อดจึงหันไปมองเหล่าชาวนาฐานะดีคนอื่นๆ

“ไม่ต้องกังวล ข้าเป็นลอร์ดที่ใจกว้างพอ ความผิดของแมตต์ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า”

น้ำเสียงของร็อดกลับมาเรียบสงบ “ตราบใดที่พวกเจ้ายินดีจ่ายภาษีแต่โดยดี ข้าจะไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมา”

“จ่ายขอรับ! พวกข้ายอมจ่ายภาษี!” ชาวนาฐานะดีคนอื่นๆ ตัวสั่นงันงก รีบพยักหน้าตอบรับเป็นพัลวัน กลัวว่าตนจะเป็นรายต่อไปที่จะถูกจับไปแขวนคอ

อันที่จริง เดิมทีร็อดไม่ได้คิดจะใช้ไม้แข็งทันทีที่มาถึง แต่ชาวเมืองใบไม้เหมันต์เหล่านี้เคยตัวกับการไร้ผู้ปกครองมานานเกินไป จนไม่เห็นลอร์ดเช่นเขาอยู่ในสายตา

โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านคนนี้ ที่ทำตัวเหมือนนกกาเหว่าเข้ายึดรังโดยไม่รู้ตัว

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ร็อดก็ไม่จำเป็นต้องใจอ่อนอีกต่อไป ประหารให้สิ้นเรื่องไปเสีย

ส่วนคนอื่นๆ หากยอมเชื่อฟังแต่โดยดี เขาก็จะเลี้ยงไว้ใช้งานดั่งสุนัข

“ลอเรนซ์ เจ้าทำบัญชีเป็นหรือไม่?” ลอเรนซ์ซึ่งกำลังยืนดูเรื่องสนุกอยู่เพลินๆ ถูกร็อดถามขึ้นมากะทันหันจนตั้งตัวไม่ทัน

จนกระทั่งองครักษ์ที่อยู่ข้างๆ สะกิด เขาถึงได้สติแล้วรีบตอบ “นี่เป็นงานถนัดของข้าเลยขอรับ ท่านบารอน”

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็รับหน้าที่เก็บภาษีจากชาวนาฐานะดีพวกนี้ คิดเป็นหกสิบเปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินทั้งหมดที่พวกเขามี”

“ยินดีรับใช้ขอรับ!” ลอเรนซ์ขานรับอย่างเบิกบานใจ

หลังจากคาราวานทรายทองถูกร็อดยึดไป ลอเรนซ์ก็รู้สึกหดหู่ใจอย่างมาก แต่พอมาเห็นเหล่าชาวนาฐานะดีกำลังจะถูกยึดทรัพย์สินเช่นกัน เขาก็พลันรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

*มีคนตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับข้าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน*

ดังนั้น แม้จะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ลอเรนซ์ก็เต็มใจรับทำงานนี้อย่างยิ่ง

“ดูรันท์ แกนเลอร์ พวกเจ้าสองคนแบ่งคนจากหน่วยของตนมาหน่วยละสองนาย ตามลอเรนซ์ไปช่วยเก็บภาษี”

“ขอรับ ท่านลอร์ด!” “ไม่มีปัญหาขอรับ!”

ทั้งสองขานรับพร้อมกัน และจัดคนมาสี่นายอย่างรวดเร็วเพื่อร่วมทีมเก็บภาษีกับลอเรนซ์

อันที่จริง ร็อดยังไม่รีบร้อนเรื่องเก็บภาษีนัก เพราะถึงอย่างไรเหรียญทองก็ยังใช้จ่ายที่นี่ไม่ได้อยู่ดี

ที่ร็อดต้องการลงมือทันทีก็เพราะเกรงว่า ชาวนาฐานะดีพวกนี้จะหวาดกลัวชะตากรรมของแมตต์ แล้วพากันหลบหนีไปในคืนนี้หลังจากรับปากไปแล้ว

เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว ชาวนาฐานะดีเหล่านี้ก็คงไม่คิดหนีไปไหนอีก

ร็อดทิ้งรถม้าและพวกโจรที่จับมาไว้ที่ลานบ้านนั้น แล้วจัดให้ทหารรับจ้าง พวกองครักษ์คาราวาน และทหารองครักษ์ของตนอีกสองนายอยู่เฝ้า

จากนั้น เขาก็พาดูรันท์และแกนเลอร์มุ่งตรงไปยังบ้านไม้สองแถวบนยอดเขาทันที

ครอบครัวของแมตต์ยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหล่าองครักษ์ก็บุกเข้าไปในลานบ้านแล้ว

บุตรชายทั้งสองของแมตต์คิดจะชักดาบต่อต้าน แต่ด้วยฝีมือดาบธรรมดาๆ ไหนเลยจะสู้เหล่าองครักษ์ได้ เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็ถูกตัดศีรษะไป

เหลือเพียงภรรยา บุตรสาว และทาสอีกสามคนของแมตต์เท่านั้นที่ถูกองครักษ์ควบคุมตัวไว้

สำหรับชะตากรรมของคนทั้งห้า แน่นอนว่าย่อมถูกลดสถานะลงเป็นทาส

จากนั้นร็อดก็ย้ายเข้าบ้านหลังใหญ่ทันที ส่วนเหล่าองครักษ์ก็ใช้ครัวในลานบ้านเริ่มก่อไฟหุงหาอาหาร พร้อมกับก่อกองไฟขนาดใหญ่ขึ้นในลานโดยใช้ฟืนที่มีอยู่

ราตรีมาเยือน ลมหนาวพัดกรูเกรียว

ชาวเมืองที่ปกติควรจะได้นั่งผิงไฟอยู่ข้างเตา หรือนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ กลับต้องมารวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้างนอกบ้านของผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรอชมการประหารผู้ใหญ่บ้านด้วยการแขวนคอบนหลักไม้

ส่วนร็อด ผู้เป็นคนออกคำสั่ง กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้หน้ากองไฟ ตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารค่ำบนจานของตนอย่างเอร็ดอร่อย

ชาวนาฐานะดีทั้งเจ็ดยืนขนาบอยู่สองข้าง ก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าเอ่ยปาก

บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก ทุกคนต่างกลั้นหายใจ มีเพียงเสียงเปลวไฟในกองที่แตกประทุดังเปรี๊ยะๆ แข่งกับเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิว

ร็อดไม่ชอบกินทิ้งกินขว้าง เขาบรรจงทานเนื้อทุกชิ้นบนจานจนหมดเกลี้ยง

หลังจากดื่มเอล*ในแก้วหมดในอึกเดียว ร็อดก็เช็ดปากแล้วส่งสัญญาณให้ดูรันท์ ประกาศความผิดของแมตต์ทีละกระทง

***

เอล (Ale) เป็นเบียร์ประเภทหนึ่งที่มีรสชาติเข้มข้นกว่าเบียร์ลาเกอร์ (Lager) ทั่วไป มักจะมีกลิ่นและรสชาติที่ซับซ้อนกว่า เช่น กลิ่นผลไม้ เครื่องเทศ หรือคาราเมล ขึ้นอยู่กับสูตรการผลิต

***

“มีใครคัดค้านหรือไม่?”

สายตาของร็อดกวาดมองไปทั่ว ชาวเมืองต่างพร้อมใจกันก้มหน้าต่ำลง

แม้แมตต์จะเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็ไม่เป็นที่นับหน้านับถือเท่าใดนัก เมื่ออยู่ต่อหน้าคมดาบ จึงไม่มีใครกล้าพอจะเอ่ยปากขอความเมตตาให้เขา

แม้กองกำลังอาสาสมัครของเมืองจะมีอาวุธอยู่ในมือ แต่เมื่อเห็นเหล่าชาวนาฐานะดีที่สนิทสนมกับแมตต์ต่างพากันเงียบกริบ แล้วจะมีใครหน้าไหนกล้ายื่นคอออกมารับเชือดอีกเล่า?

ส่วนภรรยาและบุตรสาวของแมตต์เองก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว

ผู้หญิงธรรมดาส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่มีปากมีเสียง และคุ้นชินกับการอยู่ใต้อาณัติ

สำหรับพวกนางแล้ว บุรุษเป็นเพียงที่พึ่งหลักเท่านั้น

หากคนหนึ่งจากไป ก็แค่หาคนใหม่มาพึ่งพิง ตราบใดที่ยังเอาชีวิตรอดต่อไปได้ก็พอ

เรื่องนี้ทำให้ร็อดซึ่งคิดจะถือโอกาสนี้กำจัดพรรคพวกของแมตต์ไปด้วย ต้องคว้าน้ำเหลว

ดูท่าว่าผู้ใหญ่บ้านคนนี้จะไม่ค่อยเป็นที่รักใคร่ของผู้คนเท่าใดนัก

ก็สมควรอยู่ ขนาดลอร์ดที่อารมณ์ดีอย่างเขายังถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ แล้วจะเป็นที่รักใคร่ของผู้คนได้อย่างไร?

“ดีมาก ลงมือประหารได้”

ร็อดโบกมือ ลูกน้องของแกนเลอร์ก็เตะเก้าอี้รองเท้าของแมตต์ออกไปทันที

เท้าทั้งสองข้างของแมตต์พลันไร้ที่ยัน เตะสะเปะสะปะไปในอากาศอย่างอ่อนแรง เขาดิ้นรนอย่างสุดกำลังแต่ก็ไร้ประโยชน์ ในที่สุดศีรษะก็ห้อยตกและสิ้นใจไป

“จัดการเก็บศพซะ ถือว่าเป็นค่าภาษีรายหัวตามกฎหมายจักรวรรดิ”

“ขอรับ ท่านบารอน”

ดูรันท์ขานรับเสียงเบา

ร็อดยืนขึ้นแล้วประกาศเสียงดังว่า:

“ข้าคือ ร็อด ทิวลิป บารอนแห่งเนินสนดำ ผู้ปกครองของพวกเจ้า!”

“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป แผ่นดินที่พวกเจ้าเหยียบย่ำ ท้องฟ้าที่พวกเจ้าแหงนมอง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของข้า!”

“พืชพรรณบนผืนดิน สัตว์ป่าในขุนเขา ปูปลาในลำน้ำ หรือกระทั่งนกกาในอากาศ ทุกสิ่งล้วนเป็นของข้า!”

คำพูดของร็อดไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย

นี่คือกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้—ขุนนางคือเจ้าของทุกสิ่งอย่างโดยสมบูรณ์

แม้แต่สามัญชนที่มีอิสระเสรีก็ไม่มีสิทธิ์ในที่ดิน ทำได้เพียงเช่าเพื่อขอสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์เท่านั้น หาได้มีกรรมสิทธิ์ครอบครองไม่

“การเพาะปลูก จับปลา ล่าสัตว์โดยพลการของพวกเจ้า ล้วนเป็นการละเมิดกฎของลอร์ด สมควรถูกจับแขวนคอเช่นเดียวกับแมตต์!”

“แต่เมื่อเห็นแก่ความไม่รู้ของพวกเจ้า ข้าจะยังไม่เอาความผิดในอดีต เพียงแต่ลงโทษแมตต์ ผู้ใหญ่บ้านที่ปล่อยปละละเลยพวกเจ้าเท่านั้น”

เสียงประกาศก้องของร็อดดังสะท้อนไปทั่วท้องฟ้ายามราตรีประดุจเสียงฟ้าร้อง ทำเอาหูของทุกคนอื้ออึงไปหมด

“ข้าเป็นคนใจกว้าง พวกเจ้ายังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านของตนเองต่อไปได้”

“แต่พวกเจ้าต้องจ่ายภาษีย้อนหลังเป็นทรัพย์สินและผลผลิตหกสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อชดใช้ความผิดที่ผ่านมา!”

ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงอีกครั้ง เสียงเปลวไฟที่ลุกไหม้ดังชัดเจนจนบาดหู

“แต่แบบนี้... พวกเราก็อดตายกันพอดี...”

“พวกเราไม่มีข้าวเหลือเก็บเลยขอรับ ท่านลอร์ด!”

“ทำไมต้องมายึดทรัพย์สินของพวกเราไปด้วย?”

“หกสิบเปอร์เซ็นต์? นี่มันเกินครึ่งเลยนะ!”

...

เมื่อมีคนแรกเปิดประเด็น คนอื่นๆ ก็เริ่มส่งเสียงตาม

บรรยากาศเริ่มวุ่นวายเซ็งแซ่ประดุจฝูงกาแตกรัง เต็มไปด้วยเสียงร้องทุกข์และต่อต้านคำสั่งของร็อด บางคนถึงกับตะโกนคำพูดอุกอาจว่าจะขับไล่ลอร์ดออกไป

มีเพียงเหล่าชาวนาฐานะดีที่จ่ายภาษีไปแล้วเท่านั้นที่ยังคงก้มหน้าเงียบ

ร็อดคาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้อยู่แล้ว เขาจึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

เคร้ง!

ทหารใต้บังคับบัญชาของร็อดทุกคนพลันชักดาบออกมาพร้อมกัน เสียงโลหะเสียดสีอันดังลั่นตัดเสียงอื้ออึงของฝูงชนให้เงียบลงในทันใด

แกนเลอร์แบกขวานยักษ์ของตนกระโจนออกมาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

“ใครกล้าส่งเสียงขัดคำพูดของท่านลอร์ดอีก ข้าจะฟันคอมัน!”

เห็นได้ชัดว่าคมอาวุธและร่างสูงใหญ่ของทหาร น่าเกรงขามกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ของขุนนางเสียอีก

บรรยากาศพลันเงียบกริบลงทันที ชาวเมืองบางคนถึงกับไม่กล้าหายใจแรง ด้วยกลัวว่าคมดาบจะเข้ามาสัมผัสกับลำคอของตน

“ข้าจะไม่กักขังพวกเจ้าไว้ หากใครรับไม่ได้ ก็จงออกไปจากที่นี่เสีย”

หลังจากทุกอย่างเงียบสนิทลงแล้ว ร็อดจึงกล่าวต่อ: “แต่พวกเจ้าห้ามนำสิ่งของใดๆ ติดตัวไปแม้แต่ชิ้นเดียว รวมถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ด้วย ทั้งหมดนั่นคือทรัพย์สินของข้า!”

“มิฉะนั้น พวกเจ้าจะถูกตัดสินโทษประหารในข้อหาลักขโมยทรัพย์สินของขุนนาง เช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้านแมตต์!”

“อีกอย่าง ข้าจะเตือนพวกเจ้าไว้ ดินแดนรกร้างทางเหนือทั้งหมดถูกแบ่งสรรให้แก่เหล่าขุนนางหมดแล้ว และลอร์ดคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ใจดีไปกว่าข้าหรอก สถานที่เดียวที่พวกเจ้าพอจะหนีไปได้ก็คือเทือกเขาไอซ์วินด์”

คำเตือนของร็อดทำให้ชาวเมืองสิ้นหวัง ผู้ที่คิดจะหลบหนีในตอนแรกต่างพากันหมดกำลังใจทันที

เทือกเขาไอซ์วินด์ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของดินแดนเหนือ ที่นั่นมีแต่ธารน้ำแข็งและหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เลย

เมื่อกล่าวสิ่งที่จำเป็นต้องกล่าวจบแล้ว ร็อดก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของชาวเมืองอีกต่อไป

“สำหรับคืนนี้พอแค่นี้ก่อน ให้กองกำลังอาสาสมัครของเมืองอยู่ต่อ ส่วนคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปได้”

ชาวเมืองยังไม่ทันหายตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็ถูกเหล่าองครักษ์ไล่ให้กลับไปอย่างงุนงง เหลือเพียงชายฉกรรจ์ราวๆ ยี่สิบคนซึ่งเป็นกองกำลังอาสาสมัครยืนอยู่ที่นอกลาน

“พวกเจ้านับว่ามีหน้าที่ดูแลดินแดนและทรัพย์สินของข้า ไม่เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ”

ร็อดยิ้มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงว่า:

“พวกเจ้าจ่ายภาษีเพียงแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินก็พอ ส่วนผลผลิต หากมีไม่พอ ก็ไม่ต้องจ่าย”

คำพูดนี้ทำให้ดวงตาของเหล่าชายฉกรรจ์ที่กำลังห่อเหี่ยวพลันเบิกกว้างเป็นประกาย!

ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้รับข้อเสนอที่ดีเช่นนี้ จึงรีบคุกเข่าลงคารวะทันที:

“ท่านช่างเป็นลอร์ดที่ปรีชาสามารถยิ่งนัก! ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาของท่าน!”

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์คือการเปรียบเทียบ แต่สิ่งที่ผู้คนชื่นชอบที่สุดก็คือการเปรียบเทียบเช่นกัน

แม้จะเจ็บปวดที่ต้องเสียทรัพย์สินไปถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเทียบกับหกสิบเปอร์เซ็นต์ที่ชาวบ้านคนอื่นๆ ต้องจ่าย นี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งแล้ว

“ลุกขึ้นเถอะ”

ร็อดโบกมือแล้วสั่งการ: “คืนนี้ ให้องครักษ์ของข้าอยู่เวรยามร่วมกับพวกเจ้า ไม่เพียงต้องคอยระวังโจรป่าและสัตว์ร้ายนอกเมือง แต่ยังต้องคอยจับตาดูคนในเมือง ไม่ให้ลักลอบขนทรัพย์สินหนีไปด้วย”

“วางใจได้เลยขอรับ ท่านลอร์ด ไม่ว่าใครหน้าไหนคิดจะหนี พวกเราจะจับตัวมาส่งให้ท่านเอง!”

เหล่าทหารอาสาสมัครที่เพิ่งได้รับผลประโยชน์รีบรับปากอย่างแข็งขัน

“ดี ข้าฝากด้วยก็แล้วกัน อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ”

ร็อดพยักหน้า ก่อนจะหันหลังกลับเข้าบ้านไม้ไปพักผ่อน

ส่วนเรื่องที่เหลือหลังจากนั้น ก็มอบให้ดูรันท์เป็นผู้จัดการทั้งหมด

หลังจากดูรันท์จัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย และทหารองครักษ์ที่ต้องเข้าเวรออกไปพร้อมกับพวกทหารอาสาสมัครแล้ว แกนเลอร์ก็เดินเข้ามาหาดูรันท์เอง

“ท่านลอร์ดผู้นี้เป็นแค่ลูกนอกสมรสจริงๆ รึ ถึงได้เฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้?”

“อย่าวิพากษ์วิจารณ์ท่านลอร์ดเป็นการส่วนตัว”

ดูรันท์กล่าวปรามแกนเลอร์

แกนเลอร์ไม่ได้ถือสา เบ้ปากเล็กน้อย แล้วแบกขวานกลับไปที่ห้องพักข้างๆ พลางผิวปากไปด้วย

เหลือเพียงดูรันท์ที่ยังคงยืนอยู่หน้ากองไฟ เหม่อมองเปลวไฟที่ลุกโชน พลางครุ่นคิดในใจ

*ร็อดเป็นเพียงแค่ลูกนอกสมรสจริงๆ หรือ?*

*เริ่มจากสังหารผู้ใหญ่บ้านเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู จากนั้นจึงกำราบเหล่าชาวนาฐานะดี กดดันชาวบ้านทั่วไป แล้วหันมาใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งซื้อใจกองกำลังอาสาสมัคร*

*เด็ดขาด เหี้ยมโหด แต่ก็รอบคอบและสุขุมเยือกเย็น*

เพียงชั่วข้ามคืน เมืองใบไม้เหมันต์ก็ราวกับเปลี่ยนฟ้าเปลี่ยนดิน

*ต่อให้เป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี ก็คงทำได้ไม่เกินนี้กระมัง?*

จบบทที่ บทที่ 4 ประหารก่อน ค่อยรับเลี้ยงดั่งสุนัข

คัดลอกลิงก์แล้ว