เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 จุดเปลี่ยนปรากฏ

บทที่ 29 จุดเปลี่ยนปรากฏ

บทที่ 29 จุดเปลี่ยนปรากฏ


เมื่อเจียงเหิงได้ยินคำพูดนี้ ย่อมเข้าใจได้ว่าความขุ่นเคืองสายสุดท้ายในใจของศิษย์น้องได้สงบลงแล้ว ดังนั้นจึงอธิบายเพิ่มเติมอีกสองสามประโยค

"ท่านอาจารย์รู้สึกว่าการรับศิษย์หรือไม่รับนั้นไม่ได้สำคัญอันใดกับเจ้า อย่างไรเสียวาสนาเรื่องศิษย์ของเจ้าก็ต้องรอให้เหาะเหินขึ้นสวรรค์ไปเสียก่อนจึงจะปรากฏ ดังนั้นจะบอกหรือไม่บอกเจ้าก็ไม่เป็นไร ทว่าข้านั้นต่างออกไป ดวงชะตาของอีอีมีความพิเศษจนยากจะมองทะลุ ซ้ำยังมีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะร่วงหล่นไปก่อนวัยอันควร ก่อนอื่นนางต้องรักษาชีวิตตนเองให้รอดและเปลี่ยนแปลงชะตาของตนเองเสียก่อน จากนั้นจึงจะสามารถสานต่อวาสนาศิษย์อาจารย์กับข้าได้ และท้ายที่สุดถึงจะมีโอกาสกลายเป็นตัวแปรที่จะเปลี่ยนแปลงเคราะห์ภัยครั้งใหญ่ในอีกพันปีข้างหน้า!"

ตอนนั้นท่านอาจารย์ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปอย่างมหาศาลจึงจะสามารถทำนายดวงชะตานั้นให้เขาได้ และได้เห็นเบาะแสสำคัญเช่นนี้จากในนั้น ย่อมต้องกำชับเขาเป็นพิเศษ

"ตัวแปร... เปลี่ยนแปลงตนเองก่อน... ตัวแปร... ตนเองสินะ..."

เฉียวฉู่พึมพำกับตนเองกะทันหัน จากนั้นแววตาก็กระจ่างใสขึ้นในฉับพลัน พลังวิญญาณรอบกายก็พุ่งพรวดตามไปด้วย

และที่สำคัญที่สุดคือ ในตอนนี้เฉียวฉู่เห็นได้ชัดว่ารู้แจ้งถึงสิ่งใดบางอย่าง ไม่เพียงแต่จมดิ่งลงสู่สภาวะอันลี้ลับสุดหยั่งคาด ในเวลาเดียวกันบนร่างก็ปรากฏแสงแห่งมรรคากะพริบไหวอย่างเลือนรางขึ้นมา

เจียงเหิงเห็นเช่นนั้นก็ไม่พูดอะไรให้มากความ รีบนั่งสมาธิอยู่ด้านข้างเพื่อคุ้มครองธรรมให้เขาในทันที ในใจนั้นกลับยินดีปรีดาเป็นล้นพ้น

ตลอดหลายร้อยปีมานี้ การที่เฉียวฉู่ไม่เคยเลื่อนขั้นเป็นระดับฮว่าเสิน ไม่ใช่เพราะระดับการบำเพ็ญเพียรไม่อาจทะลวงผ่าน แต่เป็นเพราะในการบรรลุระดับฮว่าเสินเพื่อก่อตั้งมรรคา เขาได้เลือกเส้นทางมหาเต๋าที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าสร้างมาก่อน

แม้จะยากลำบากเพียงนี้ ทว่าเฉียวฉู่ก็ยังคงคลำหาหนทางจนค้นพบมหาเต๋าอันน่าทึ่งและมีเพียงหนึ่งเดียวนี้ได้สำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ร้อยปี ขาดเพียงก้าวสุดท้ายเท่านั้นก็จะสามารถแสดงมหาเต๋าที่ไม่เคยมีผู้ใดทำได้มาก่อนและจะไม่มีผู้ใดทำได้อีกในภายภาคหน้านี้ให้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกอย่างแท้จริง

และเมื่อดูจากตอนนี้ โอกาสของก้าวสุดท้ายนี้เขาก็สามารถคว้าเอาไว้ได้แล้ว

เจียงเหิงรู้สึกยินดีและในเวลาเดียวกันก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ด้วยอุปนิสัยที่แสวงหาความสมบูรณ์แบบถึงขีดสุดของศิษย์น้อง หากไม่อาจเติมเต็มก้าวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดนั้นให้สมบูรณ์ได้ เขาก็แอบกังวลอยู่จริงๆ ว่าเฉียวฉู่จะยอมตัวตายเต๋าสลายกลับเข้าสู่วัฏสงสาร ดีกว่าที่จะยอมถอยหลังก้าวหนึ่งเพื่อเปลี่ยนไปบรรลุระดับฮว่าเสินก่อตั้งมรรคาอื่นในช่วงอายุขัยหลายสิบปีสุดท้าย

ตอนนี้ดีแล้ว นึกไม่ถึงว่าจางอีอีแม้จะไม่มีวาสนาศิษย์อาจารย์กับศิษย์น้อง ทว่ากลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาทะลวงผ่านไปได้ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เรียกว่าตัวแปรจะสมกับเป็นตัวแปรจริงๆ!

ผ่านไปครู่ใหญ่ เฉียวฉู่ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นจากการรู้แจ้งอันแสนลี้ลับ แสงแห่งมรรคาที่ปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางในตอนแรกก็ซึมซาบเข้าไปในร่างกายและไม่ปรากฏให้เห็นอีก

"ในที่สุดก็เตรียมตัวเลื่อนขั้นเป็นระดับฮว่าเสินได้แล้วใช่หรือไม่?" เจียงเหิงเอ่ยถามตรงๆ

เฉียวฉู่พยักหน้า เอ่ยกับศิษย์พี่ของตนว่า "ได้แล้ว ข้าตั้งใจจะเข้าสู่การเก็บตัวในทันที เพื่อบรรลุระดับฮว่าเสินก่อตั้งมรรคา"

เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเหิงก็ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป เขาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างต่อเนื่อง "ดีๆ แต่เจ้าไม่ต้องกลับไปที่ยอดเขาสายนอกที่เก้าแล้ว เก็บตัวอยู่ที่ถ้ำเดิมของเจ้าที่นี่ก็พอ ก่อนที่เจ้าจะออกจากการเก็บตัว ข้าจะไม่ออกไปไหนหรือไม่เก็บตัวเช่นกัน และจะอยู่คุ้มครองธรรมให้เจ้าด้วยตนเอง"

ทัณฑ์อัสนีระดับฮว่าเสินเดิมทีก็ไม่เหมือนกับระดับทั่วไปอยู่แล้ว ผนวกกับมรรคาที่เฉียวฉู่ก่อตั้งยังเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ในยามที่ก่อตั้งมรรคาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเกิดทัณฑ์มรรคารูปแบบใดขึ้น การมีเขาคอยคุ้มครองด้วยตนเอง ท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้เบาใจลงได้บ้าง

เฉียวฉู่เองก็เข้าใจดีว่าสถานการณ์ของตนนั้นมีความพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธความหวังดีของศิษย์พี่ "ขอบพระคุณศิษย์พี่ อย่างน้อยก็สองถึงสามเดือน อย่างมากก็ครึ่งปี เช่นนี้ต้องรบกวนท่านแล้ว"

"เจ้ากับข้ายังต้องเกรงใจอะไรกันอีก จงวางใจแล้วไปเก็บตัวเถิด เรื่องอื่นๆ ล้วนมีข้าคอยจัดการ!"

เจียงเหิงกล่าวพลางหยิบถุงมิติที่เตรียมไว้ให้ศิษย์น้องตั้งแต่เนิ่นนานแล้วส่งให้ "เจ้ารับสิ่งนี้ไป ด้านในล้วนเป็นของที่ต้องใช้ในการข้ามผ่านทัณฑ์อัสนี ผู้เป็นศิษย์พี่อย่างข้าเตรียมไว้ให้เจ้ามาหลายร้อยปีแล้ว"

ในยามนี้เจียงเหิงถึงกับมีความรู้สึกราวกับพี่ชายคนโตผู้ทำหน้าที่แทนบิดา ทั้งที่เขาอายุมากกว่าเฉียวฉู่เพียงไม่กี่เดือนก็ตาม

ทว่านับตั้งแต่ที่ท่านอาจารย์เหาะเหินขึ้นสวรรค์ไป โดยไม่รู้ตัวเขาก็สวมบทบาทเป็นทั้งอาจารย์และบิดาไปเสียแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมคาดหวังยิ่งกว่าใครที่จะได้เห็นศิษย์น้องบรรลุระดับฮว่าเสินก่อตั้งมรรคาได้อย่างราบรื่น

ขอเพียงก้าวข้ามด่านทดสอบการก่อตั้งมรรคานี้ไปได้ ด้วยพรสวรรค์อันล้ำเลิศของศิษย์น้อง การบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าย่อมไม่มีคอขวดใดๆ มาขวางกั้นอีก

เฉียวฉู่เห็นเช่นนั้นก็ไม่เกรงใจ ของดีผู้ใดเล่าจะรังเกียจว่ามีมากเกินไป อีกทั้งศิษย์พี่ของเขาก็หาโอกาสได้ยากยิ่งที่จะยอมใจกว้างกับเขาอย่างเต็มที่เช่นนี้

……

รอจนจางอีอีเลือกที่พักส่วนตัวและจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เมื่อเดินตามศิษย์พี่ใหญ่กลับมาหาท่านอาจารย์ของพวกเขาอีกครั้ง กลับพบว่าอาจารย์อาสายตรงอย่างเฉียวฉู่นั้นไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว

ทว่าเมื่อมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปีติของท่านอาจารย์ คิดว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้คงจะปรับความเข้าใจกันได้แล้วกระมัง

"พวกเจ้ามาแล้วหรือ? นั่งลงสิ"

เจียงเหิงเห็นศิษย์คนเล็กเดินเข้ามาแล้วชำเลืองมองไปยังตำแหน่งที่ศิษย์น้องเคยนั่งโดยสัญชาตญาณ เขาย่อมรู้ดีว่าแม่หนูน้อยกำลังคิดสิ่งใดอยู่

ศิษย์ของเขาคนนี้ช่างให้ความสำคัญกับความผูกพันและคุณธรรม ไม่ลุ่มหลงในชื่อเสียงจอมปลอมจริงๆ จนป่านนี้ก็ยังคงรู้สึกผิดและละอายใจต่อศิษย์น้องที่นางเปลี่ยนใจกลางคัน ไม่เสียแรงที่ศิษย์น้องให้ความสำคัญกับแม่หนูนี่เป็นพิเศษ

"เจ้าวางใจเถิด อาจารย์อาของเจ้าไม่ใช่คนใจแคบถึงเพียงนั้น เขาไม่โกรธเคืองหรือเก็บไปผูกใจเจ็บเพียงเพราะไม่ได้เป็นอาจารย์ของเจ้าหรอก"

เจียงเหิงอารมณ์ดี เมื่อพูดกับศิษย์ที่ถูกใจก็ยิ่งมีสีหน้าอ่อนโยนและแจ่มใส เขาอธิบายตรงๆ ว่า "เมื่อครู่อาจารย์อาของพวกเจ้ารู้แจ้งขึ้นมากะทันหัน สามารถแก้ไขปัญหาจุดสุดท้ายของการก่อตั้งมรรคาได้แล้ว ยามนี้จึงไปเก็บตัวเพื่อเตรียมทะลวงสู่ระดับฮว่าเสินก่อตั้งมรรคาแล้ว"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของจางอีอีและอู๋จี๋ก็เปลี่ยนไปในทันที ทั้งสองต่างรู้สึกยินดีแทนอาจารย์อาเป็นอย่างยิ่ง

"ตอนที่อู๋จงออกเดินทางยังบอกว่าจะต้องหาของวิเศษที่ช่วยต่ออายุขัยที่ดีที่สุดมาให้อาจารย์อาให้ได้ ทว่ายามนี้กลับไม่ได้ใช้เสียแล้ว"

น้ำเสียงของอู๋จี๋ไม่มีความเสียดายเลยแม้แต่น้อย กลับถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับพวกเขาแล้ว อาจารย์อาเฉียวคือบุคคลที่สนิทสนมที่สุดรองจากท่านอาจารย์ พวกเขาย่อมไม่อยากเห็นอาจารย์อาต้องหยุดชะงักอยู่เพียงระดับหยวนอิงจริงๆ

"ข้ารู้อยู่แล้วว่าอาจารย์ปู่เฉียว... อาจารย์อาต้องไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน!"

ด้วยความดีใจ จางอีอีก็เกือบจะเผลอเรียกออกไปว่าอาจารย์ปู่อีกแล้ว ยังดีที่นางกลับคำได้เร็ว จึงรีบแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

เจียงเหิงพยักหน้ายิ้มๆ เอ่ยกำชับกับศิษย์ทั้งสองว่า "อาจารย์อาของพวกเจ้ากำลังทะลวงสู่ระดับฮว่าเสินพร้อมกับก่อตั้งมรรคา อย่างน้อยต้องใช้เวลาสองถึงสามเดือน อย่างช้าก็อาจจะครึ่งปีขึ้นไป ในช่วงเวลานี้อาจารย์จะไม่เก็บตัวและไม่ออกจากสำนัก เช่นนั้นก็ขอถือโอกาสใช้ช่วงเวลานี้สั่งสอนพวกเจ้าด้วยตนเองเสียเลย"

"อู๋จี๋ เจ้าอยู่ระดับจินตันขั้นปลายแล้ว อีกไม่นานก็ต้องเตรียมตัวบุกเบิกมหาเต๋าของตนเอง เจ้าอยากก่อตั้งมหาเต๋ารูปแบบใด อาจารย์จะไม่เข้าไปก้าวก่าย ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องจดจำไว้ให้ดี มรรคาของอาจารย์อาเจ้านั้นไม่อาจลอกเลียนแบบได้! ถึงเวลาที่เจ้าได้ไปสังเกตการณ์ทัณฑ์อัสนีก่อตั้งมรรคาของเขาด้วยตาตนเอง จงระวังอย่าให้มหาเต๋าของเขาส่งผลกระทบต่อเจ้าได้เป็นอันขาด! จงจำให้ขึ้นใจ!"

"ขอรับ! ศิษย์จะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ!" เมื่อถูกท่านอาจารย์กล่าวเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า อู๋จี๋ย่อมรับคำสั่งด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง

แม้ว่าเขาจะไม่แน่ชัดว่ามรรคาที่อาจารย์อาตั้งใจจะก่อตั้งขึ้นนั้นคือสิ่งใดกันแน่ ทว่าการที่ทำให้อาจารย์ผู้มีพรสวรรค์สูงส่งราวกับสวรรค์ประทานมาให้ยังต้องหวาดหวั่นและเตือนแล้วเตือนเล่าได้เช่นนี้ ช่างยากที่จะจินตนาการได้จริงๆ

"ส่วนอีอี เจ้ามีพรสวรรค์ในด้านวิถีกระบี่เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นอาจารย์จะเน้นสอนให้เจ้าฝึกฝนวิชากระบี่"

เจียงเหิงหันไปมองจางอีอี "ส่วนการบำเพ็ญเพียรในด้านอื่นๆ ของเจ้านั้น อาจารย์จะไม่เข้าไปก้าวก่ายและจะไม่ซักไซ้ตามอำเภอใจ เจ้าสามารถจัดสรรเวลาฝึกฝนด้วยตนเองได้เหมือนเช่นวันวาน แน่นอนว่าหากเจ้าพบเจอปัญหาใดๆ ระหว่างการบำเพ็ญเพียร ย่อมสามารถมาหาอาจารย์เพื่อร่วมกันถกเถียงและหาวิธีแก้ไขได้เสมอ"

จบบทที่ บทที่ 29 จุดเปลี่ยนปรากฏ

คัดลอกลิงก์แล้ว