เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 ข้ารับ

บทที่ 24 ข้ารับ

บทที่ 24 ข้ารับ


อานุภาพทำลายล้างของลูกปัดอัสนีรุนแรงเพียงใด เมื่อครู่แม้จะอยู่หลังค่ายกลที่เสริมความแข็งแกร่งของลานประลองแล้วก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน

อย่าว่าแต่จางอีอีที่ปัจจุบันอยู่ในระดับเลี่ยนฉีขั้นแปดเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกปราณระดับจู้จี หากโดนระเบิดใส่จังๆ ก็อาจตายได้โดยไม่แปลกใจ เปลี่ยนเป็นผู้ฝึกปราณระดับจินตันขึ้นมา ก็ใช่ว่าจะสามารถหลบหลีกได้โดยไร้รอยขีดข่วน

เพราะเหตุนี้เอง การประลองใหญ่ของสำนักจึงห้ามใช้อาวุธระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเช่นลูกปัดอัสนีอย่างเด็ดขาด อย่างไรเสียทุกคนก็เป็นศิษย์ร่วมสำนัก การไม่สนใจชีวิตของศิษย์ร่วมสำนักเพียงเพราะผลแพ้ชนะในการประลองนั้นช่างอำมหิตและโหดร้ายจนเกินไป

การที่จางอีอีเพียงแค่ได้รับบาดเจ็บและไม่ถึงกับเสียชีวิตนั้น ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของนาง

"อาจารย์ปู่ ครั้งหน้าข้าจะระวังให้มากกว่านี้แน่นอน"

เมื่อจางอีอีกลืนโอสถรักษาบาดแผลระดับสูงลงไป เลือดลมที่พลุ่งพล่านก็สงบลงในทันที ใบหน้าของนางค่อยๆ กลับมามีสีเลือดฝาดอีกครั้ง

ช่างอยุติธรรมจริงๆ นางจะไปคิดได้อย่างไรว่าเซี่ยหลินจะต่ำช้าและไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่จะใช้ลูกปัดอัสนีที่เป็นของต้องห้ามในการประลองใหญ่เท่านั้น แต่ยังใช้เล่ห์เหลี่ยมขว้างมันออกมาในจังหวะที่แสร้งทำเป็นยอมแพ้อีก

ลูกปัดอัสนีเป็นสิ่งไม่มีชีวิต แม้แต่กายาเทพวิญญาณแต่กำเนิดก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงจิตสังหารหรืออันตราย เพียงคิดว่าอีกฝ่ายยอมแพ้และไม่เตรียมตัวที่จะสู้ต่อแล้ว นางจึงประมาทไปบ้าง

"ยังมีครั้งหน้าอีกหรือ? คนตายไม่มีสิทธิ์มาเสียใจและเริ่มใหม่หรอกนะ!"

เฉียวฉู่ถลึงตาใส่แม่หนูน้อยที่ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างเย็นชา ศิษย์คนนี้เกือบจะสิ้นชีพไปแล้ว หากไม่สั่งสอนให้ดีคงรู้สึกผิดต่อโอสถรักษาบาดแผลระดับสูงของตนเอง

ดูเหมือนจะเข้มงวดแต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย ท่าทีที่เฉียวฉู่มีต่อจางอีอีทำให้ผู้คนตระหนักถึงความพิเศษบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว

การที่ยอดฝีมือระดับหยวนอิงให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่จางอีอีจะสามารถต่อกรกับระดับเลี่ยนฉีขั้นสมบูรณ์ได้ หากไม่มีความแข็งแกร่งและความพิเศษเช่นนี้ จะไปเข้าตายอดฝีมือระดับหยวนอิงได้อย่างไร

ขณะที่ทุกคนรู้สึกอิจฉา พวกเขาก็ยอมรับการมีอยู่ของจางอีอีผู้สร้างความตื่นตะลึง ว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นแตกต่างจากคนทั่วไปได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

ในทางกลับกัน เซี่ยหลินที่สู้ด้วยความสามารถไม่ได้แล้วยังกล้าใช้เล่ห์เหลี่ยมขว้างลูกปัดอัสนี ไม่เห็นชีวิตของศิษย์ร่วมสำนักอยู่ในสายตา ย่อมกลายเป็นเป้าหมายของการเหยียดหยามและประณามจากทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเผชิญกับการสอบสวนอย่างเข้มงวดของผู้อาวุโสคุมกฎผู้ดูแลลานประลอง เซี่ยหลินก็มีใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย แต่ก็ยังคงกัดฟันแน่น เพียงกล่าวอ้างว่าตนเองไม่ได้ตั้งใจทำเช่นนั้น แต่เป็นเพราะความรีบร้อนจึงหยิบลูกปัดค่ายกลลวงตาผิดกลายเป็นลูกปัดอัสนี

คำกล่าวอ้างเช่นนี้ย่อมไม่มีใครเชื่อ แต่เซี่ยหลินยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าไม่ได้ตั้งใจ ผู้อาวุโสคุมกฎจึงทำได้เพียงลงโทษเขาตามกฎการใช้อาวุธต้องห้ามเท่านั้น

"การประลองรอบนี้ตัดสินให้จางอีอีเป็นผู้ชนะ! ลงโทษเซี่ยหลินโดยการตัดสิทธิ์เข้าร่วมการประลองใหญ่ ต้องทำงานรับใช้สำนักเป็นเวลาสามปี และถูกลดขั้นจากศิษย์สายนอกเป็นศิษย์ใช้แรงงาน"

ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศต่อหน้าผู้คน การลงโทษเซี่ยหลินอย่างจริงจังในขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นบทเรียนแก่ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ ป้องกันไม่ให้การประลองใหญ่หลังจากนี้ มีใครไม่เจียมตัวมาท้าทายกฎของสำนักและก่อเรื่องเลวร้ายเช่นนี้อีก

เช่นนี้ เซี่ยหลินก็นับว่าได้รับกรรมตามสนอง หมดวาสนากับสายในอย่างสิ้นเชิง

เพราะตามกฎของสำนักอวิ๋นเซียน หากทำผิดจนถูกลดขั้นเป็นศิษย์ใช้แรงงาน ต่อให้ในภายหลังจะเลื่อนระดับสู่จู้จีได้สำเร็จ ก็ยังต้องรั้งอยู่ในสายนอกต่อไป เว้นแต่ว่าในอนาคตจะเลื่อนระดับสู่จินตันได้

แต่เห็นได้ชัดว่า จางอีอีไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ

คนที่คิดจะใช้ลูกปัดอัสนีลอบสังหารนาง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด นางก็ไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสเลื่อนระดับสู่จินตันได้อย่างแน่นอน!

เซี่ยหลินถูกศิษย์ของหน่วยคุมกฎนำตัวไป ส่วนจางอีอีก็เดินตามเฉียวฉู่ลงจากลานประลอง

นางกระซิบขอร้องให้ศิษย์พี่พานที่เดินเข้ามาหาช่วยร่ายคาถาล้างกายให้สักหน่อย อย่างไรเสียสภาพที่มอมแมมและเต็มไปด้วยเลือดเช่นนี้มันช่างดูเสียกิริยายิ่งนัก

"ศิษย์น้อง เจ้าบาดเจ็บสาหัสมากหรือไม่?"

เมื่อเห็นว่าอีอีถึงกับต้องขอให้ตนช่วยร่ายคาถาล้างกายศิษย์พี่พานก็ตระหนักได้ในทันทีว่าศิษย์น้องเล็กผู้นี้คงไม่อาจเข้าร่วมการประลองในรอบต่อไปได้แล้ว

"โอสถรักษาบาดแผลของอาจารย์ปู่ดีมาก ร่างกายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว เพียงแต่ในช่วงไม่กี่วันนี้คงไม่อาจใช้พลังปราณได้อีก"

จางอีอีเป็นคนใจกว้างมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ก็อดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้

การไม่อาจใช้พลังปราณได้หมายความว่าจะไม่อาจประลองต่อได้อย่างเด็ดขาด ตำแหน่งอันดับหนึ่งที่กำลังโบกมือเรียกนางอยู่รอมร่อ กลับถูกเซี่ยหลินทำลายจนหลุดลอยไปอย่างน่าเจ็บใจ

หากไม่ได้อันดับหนึ่ง อาจารย์ปู่เฉียวจะยังรับนางเป็นศิษย์อยู่อีกหรือไม่?

พานเยวี่ยซินเพิ่งเคยเห็นท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจและน่าสงสารของจางอีอีเป็นครั้งแรก ทำเอานางมือไม้สั่นจนแทบจะร่ายคาถาล้างกายที่ร่ายไปแล้วครึ่งหนึ่งไว้ไม่อยู่

"เช่นนั้นศิษย์น้องก็ไม่อาจเข้าร่วมการประลองรอบต่อไป และต้องถอนตัวจากการแข่งขันน่ะสิ?"

พานเยวี่ยซินคิดแล้วก็รู้สึกเสียดาย ศิษย์น้องที่สามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งระดับเลี่ยนฉีขั้นสมบูรณ์ ต่อให้ไม่ใช่อันดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ติดหนึ่งในสิบอันดับแรกได้อย่างไม่มีปัญหา

แต่ตอนนี้นางถูกเซี่ยหลินลอบทำร้ายจนไม่สามารถประลองต่อได้ เช่นนี้รางวัลมากมายที่จะได้รับหากติดหนึ่งในสิบอันดับแรก อย่างโอสถจู้จี หรือสิทธิ์ในการเข้าสู่สายใน ก็ย่อมหายวับไปกับตา!

มิน่าเล่าศิษย์น้องเล็กที่มักจะสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอถึงได้แสดงท่าทีท้อแท้ออกมาให้เห็นได้ยากนัก แม้แต่นางที่เป็นคนนอกคิดแล้วยังรู้สึกปวดใจเหลือเกิน แทบอยากจะกัดเซี่ยหลินให้ตายเสียให้ได้

จางอีอีกลับไม่ได้สนใจรางวัลอย่างโอสถจู้จีหรือสิทธิ์ในการเข้าสู่สายในอะไรนั่น อย่างไรเสียนางก็กินโอสถน้อยมาก ต่อให้ในภายหลังจะเลื่อนระดับสู่จู้จี นางก็ไม่ได้คิดจะใช้โอสถจู้จีอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อเลื่อนระดับสู่จู้จีได้ ย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เป็นศิษย์สายใน

สิ่งที่นางสนใจจริงๆ ก็คือการที่ไม่อาจประลองต่อได้ จะทำให้นางไม่ได้อันดับหนึ่ง และเมื่อไม่ได้อันดับหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์ปู่เฉียวจะยังให้โอกาสรับนางเป็นศิษย์อยู่อีกหรือไม่

เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังเฉียวฉู่ที่อยู่ข้างๆ และเอ่ยถามด้วยความหวังอันริบหรี่ว่า "อาจารย์ปู่ การประลองใหญ่ในครั้งนี้ศิษย์ไม่อาจเข้าร่วมต่อได้ และคว้าอันดับหนึ่งมาไม่ได้แล้ว ท่านยังพอจะมีโอกาสอื่นที่จะรับศิษย์เป็นศิษย์อีกหรือไม่?"

ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ผู้ที่หูไวหลายคนต่างก็ลอบตกตะลึง มิน่าเล่าอาจารย์ปู่เฉียวถึงได้ใส่ใจและให้ความสำคัญกับจางอีอีถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็มีความคิดที่จะรับนางเป็นศิษย์มาตั้งนานแล้วนี่เอง

ชั่วขณะนั้น อารมณ์ทั้งอิจฉา ริษยา และแค้นเคือง ต่างประเดประดังเข้ามา

ขณะที่พวกเขาทอดถอนใจให้กับความโชคดีของจางอีอี ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสะใจอยู่บ้างกับจุดจบของนางในครั้งนี้ ที่อุตส่าห์สร้างความตื่นตะลึงและเอาชนะได้อย่างงดงาม แต่กลับต้องมาหยุดอยู่เพียงเท่านี้

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องราวที่พลิกผันไปมาเช่นนี้ จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายสำหรับจางอีอีกันแน่

"……"

เฉียวฉู่มองเด็กสาวที่ทำหน้าตาน่าสงสารอยู่ตรงหน้า แล้วก็รู้สึกใจอ่อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนคร่ำครึ ในเมื่อในใจยอมรับจางอีอีเป็นศิษย์เอกไปแล้ว ย่อมไม่ล้มเลิกความตั้งใจเพียงเพราะเด็กสาวเกิดอุบัติเหตุจนพลาดโอกาสคว้าอันดับหนึ่ง

แต่ศิษย์คนนี้ของเขาอายุยังน้อยและมีความคิดที่ไร้เดียงสาจนเกินไป จึงถูกคนอื่นลอบทำร้ายได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ หากไม่ฉวยโอกาสนี้สั่งสอนให้นางได้จดจำบทเรียนให้ดีก็คงจะไม่ได้

"บนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ก้าวผิดเพียงก้าวเดียวก็ผิดไปหมด! ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดที่ทำให้เจ้าไม่อาจประลองต่อได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นปัญหาของเจ้าเอง อย่างไรเสีย หากเจ้ามีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง หรือมีความระมัดระวังมากกว่านี้ เล่ห์เหลี่ยมใดๆ ก็ล้วนไร้ผล!"

เฉียวฉู่แสดงมาดของผู้เป็นอาจารย์สั่งสอนศิษย์ที่ยังไม่ได้ยกน้ำชาให้ตรงนั้นเลย การเป็นอาจารย์ครั้งแรก เพียงแค่ความปรารถนาดีนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาซาบซึ้งใจตนเองแล้ว

เพียงแต่คำพูดนี้เมื่อเข้าหูคนอื่น ร้อยทั้งร้อยล้วนตีความว่าเป็นการปฏิเสธ น่าเสียดายที่เฉียวฉู่ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

"สิ่งที่อาจารย์ปู่กล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว..."

จางอีอีมีสีหน้าซับซ้อน ลังเลว่าควรจะพยายามเรียกร้องอีกสักตั้ง หรือจะยอมรับชะตากรรมแล้วปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติอย่างเงียบๆ ดี

ในตอนนั้นเอง เสียงที่ไพเราะและสงบดุจเสียงดนตรีสวรรค์ก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา "แม่หนูน้อยอย่าได้ทำหน้าเศร้าไปเลย เขาไม่รับก็ไม่เป็นไร ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์เอง"

จบบทที่ บทที่ 24 ข้ารับ

คัดลอกลิงก์แล้ว