- หน้าแรก
- คู่มือบำเพ็ญเซียน สูตรลับฉบับตัวประกอบ
- บทที่ 19 ความจริง
บทที่ 19 ความจริง
บทที่ 19 ความจริง
การพูดคุยกับคนฉลาดย่อมเป็นเรื่องง่ายดายและสบายใจ
บรรพชนตระกูลจางพึงพอใจมากยิ่งขึ้น ท่าทีที่แสดงออกในยามนี้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง "อีอีมุ่งมั่นในมรรควิถี ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ผู้ใดมาเป็นตัวถ่วงของเจ้า เรื่องการแต่งงานของเจ้า เจ้าจงตัดสินใจด้วยตนเองเถิด ห้ามมิให้ผู้ใดในตระกูลจางก้าวก่าย ตอนนี้เป็นเช่นไร ภายภาคหน้าก็ยังคงเป็นเช่นนั้น"
"อีอีขอบพระคุณบรรพชนที่เมตตาเจ้าค่ะ!"
จางอีอีกล่าวขอบคุณคำตัดสินชี้ขาดของบรรพชนด้วยความจริงใจ สิ่งนี้เป็นตัวแทนว่า นับจากนี้นางจะหมดความกังวลใจเรื่องตระกูลจางไปได้อีกเปลาะหนึ่งอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจางชิงหมิงจะไม่ยินยอมพร้อมใจเพียงใด เรื่องราวก็ไม่มีทางพลิกผันได้อีกต่อไป
เขาได้แต่มองดูจางอีอีที่บังอาจยั่วยุและขัดขืนตนสมปรารถนาภายใต้การคุ้มครองของบรรพชนโดยไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดๆ ความรู้สึกที่ราวกับถูกตบหน้าจนบวมปูดนั้นทำให้เขาโกรธเกรี้ยวจนยากจะทนทานได้จริงๆ
ทว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
จากนั้น บรรพชนยังเป็นฝ่ายมอบถุงเก็บของที่ไม่รู้ว่าบรรจุสิ่งใดเอาไว้ภายในให้แก่จางอีอีต่อหน้าผู้คน เพียงแค่มองดูสีหน้าของนังเด็กเหลือขอนั่นก็รู้ได้ทันทีว่าของดีที่อยู่ภายในย่อมต้องมีไม่น้อยเป็นแน่
และนับจากนี้เป็นต้นไป ทรัพยากรที่ตระกูลมอบให้จางอีอีในแต่ละปีจะเท่าเทียมกับจางถงถงทุกประการ สิ่งนี้เป็นตัวแทนว่าบรรพชนได้ยกระดับสถานะของจางอีอีในตระกูลให้กลายเป็นผู้มีความสำคัญสูงสุดอย่างเป็นทางการ!
จางอีอียอมรับการจัดแจงต่างๆ ของบรรพชนโดยไร้ซึ่งความกดดัน ถึงอย่างไรทรัพยากรและการสนับสนุนที่ตระกูลมอบให้นางในวันนี้ ภายภาคหน้านางย่อมตอบแทนคืนให้เป็นร้อยเท่า
นี่คือการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นวิถีปฏิบัติเพื่อให้ตระกูลเจริญรุ่งเรืองสืบไป
"การประลองใหญ่ของสำนักใกล้เข้ามาแล้ว ข้าคงไม่อาจรั้งเจ้าไว้นาน หากไม่มีเรื่องอื่นใดแล้ว เจ้าก็จงออกเดินทางกลับไปยังสำนักอวิ๋นเซียนเพื่อบำเพ็ญเพียรให้ดีเถิด"
ท้ายที่สุด บรรพชนตระกูลจางก็ไม่ได้รั้งตัวจางอีอีเอาไว้ เขาเอ่ยปากอนุญาตให้นางกลับสำนักได้ในทันที
ภายในใจของเขารู้ดีกว่าผู้ใด แม้ว่าเด็กคนนี้จะไม่ได้เก็บเรื่องในวันนี้มาโกรธเคืองคนทั้งตระกูล ทว่าการกระทำของบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุดก็ยังคงสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้นางอยู่ดี
แทนที่จะรั้งนางเอาไว้จนเกิดเรื่องบาดหมางกับท่านปู่หรือบิดาของนางอีก สู้ให้นางรีบจากไป ไม่เห็นหน้ากันย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด
จางอีอีย่อมเข้าใจถึงความหวังดีของบรรพชน นางจึงกล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนจะเอ่ยลาและถอยออกไปตามคำสั่ง
ท่านปู่สิบสามชิงตัดหน้าจางเฉิงคังไปก้าวหนึ่ง เขายิ้มแย้มพลางกล่าวว่าจะเป็นคนไปส่งหลานสาวผู้นี้เอง แล้วทิ้งให้สองพ่อลูกจางเฉิงคังเผชิญหน้ากับบรรพชนที่เห็นได้ชัดว่ายังมีเรื่องจะกล่าวกับพวกเขาเป็นการส่วนตัว
"ชิงหมิง เรื่องเหลวไหลเช่นในวันนี้ ข้าไม่อยากเห็นอีกเป็นครั้งที่สอง มิฉะนั้นแล้ว ตำแหน่งผู้นำตระกูล ต่อให้สิบสามจะไม่เต็มใจรับช่วงต่อเพียงใด ข้าก็จะบังคับให้เขามาแทนที่เจ้าเสีย!"
เมื่อไร้เงาของจางอีอี บนใบหน้าของบรรพชนก็ไม่มีความเมตตาปรานีหลงเหลืออยู่อีกเลย
สายตาเย็นชาตวัดมองร่างของจางชิงหมิง ถ้อยคำตักเตือนและข่มขู่ไร้ซึ่งความไว้หน้าแม้แต่น้อย "เรื่องราวในปีนั้นเดิมทีก็ไม่ใช่ความผิดของนาง ช่างน่าขันนักที่เวลาล่วงเลยมาหลายปีถึงเพียงนี้แล้วเจ้ายังคงมีจิตใจคับแคบ ถึงขั้นพาลโกรธเกลียดไปถึงลูกสาวของนาง! ลูกสาวของนาง ไม่ใช่หลานสาวสายตรงของเจ้าหรืออย่างไร?"
"หากลูกสาวของนางเป็นเพียงคนไร้ค่าก็แล้วไปเถิด ทว่าอีอีเห็นได้ชัดว่าหาใช่คนเช่นนั้นไม่ ซ้ำยังไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้มีรากปราณเดี่ยวอย่างถงถงเลยแม้แต่น้อย!"
ไม่รอให้จางชิงหมิงได้เอ่ยปากแก้ตัว บรรพชนก็สั่งสอนอย่างเฉียบขาดยิ่งขึ้น "ต่อให้มีเจ้าสักร้อยคนก็อาจเทียบไม่ได้กับผลประโยชน์และอิทธิพลที่จางอีอีจะนำพากลับมาสู่ตระกูลในภายภาคหน้า หากเจ้าคิดเรื่องที่กระจ่างชัดถึงเพียงนี้ไม่ออก เช่นนั้นก็อย่าได้เอ่ยถึงตำแหน่งผู้นำตระกูลเลย แม้แต่การบำเพ็ญเพียรก็ไม่ต้องเสียเวลาทำอีกต่อไปแล้ว!"
จางชิงหมิงถูกด่าทอเสียจนไม่เหลือชิ้นดี ใบหน้าชราซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากจะเอ่ยรับคำอย่างต่อเนื่องแล้ว เขาก็ไม่อาจเปล่งวาจาใดออกมาได้อีก
ทางด้านจางเฉิงคังเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีไปกว่ากันนัก
ยามที่บรรพชนเอ่ยถึงเรื่องราวในปีนั้น สายตาก็ตวัดมามองที่เขาเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าบรรพชนเองก็ไม่พอใจเขามากนักเนื่องจากเรื่องราวในปีนั้น
ในสายตาของบรรพชน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จางเฉิงคังเอาแต่หมางเมินและเหินห่างบุตรสาวสายตรงมาโดยตลอด ไม่เคยให้ความใส่ใจเลยแม้แต่น้อย การกระทำของเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่าผู้เป็นบิดาเลยสักนิด
แน่นอนว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ จางอีอีย่อมไม่มีทางล่วงรู้
ในเวลานี้ นางกำลังพูดคุยอยู่กับท่านปู่สิบสามที่มาส่งนางด้วยตนเอง บรรยากาศการอยู่ร่วมกันของคนทั้งสองกลับดูคล้ายกับบิดาผู้เปี่ยมเมตตากับบุตรสาวผู้มีความกตัญญูเสียมากกว่า
"ท่านปู่สิบสาม เรื่องท่านแม่ของหลาน ท่านรู้มากน้อยเพียงใดหรือเจ้าคะ?"
หลังจากกล่าวขอบคุณและไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันแล้ว จางอีอีก็ยังคงเอ่ยถามถึงเรื่องราวของมารดาตนเองออกมา
นางรู้สึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นบิดาหรือท่านปู่ การที่พวกเขาไม่ชอบพอนางล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับมารดาผู้ให้กำเนิดของนางอย่างไม่ต้องสงสัย
และในตระกูลจาง ผู้เดียวที่มีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถไขข้อข้องใจให้นางได้ ย่อมมีเพียงท่านปู่สิบสามเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของจางชิงเฟิงก็ค่อยๆ เลือนหายไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาในทันที
เรื่องราวเกี่ยวกับมารดาผู้ให้กำเนิดของอีอี อันที่จริงได้กลายเป็นความลับอันน่าอับอายของตระกูลจางที่ไม่สามารถแพร่งพรายให้คนนอกล่วงรู้ได้ไปเสียแล้ว
แน่นอนว่าผู้ที่ต้องอับอายหาใช่สตรีผู้นั้น แต่เป็นตระกูลจางของพวกเขาต่างหาก
"อีอี ยามนี้เจ้ายังเด็กนัก การรู้เรื่องบางอย่างเร็วเกินไปก็ไม่ได้เป็นผลดีอันใดต่อเจ้าเลย รอให้ภายภาคหน้าเมื่อเจ้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว เจ้าย่อมมีโอกาสได้รับรู้ทุกสิ่งที่อยากรู้อย่างแน่นอน"
ผ่านไปครู่ใหญ่ จางชิงเฟิงก็ถอนหายใจออกมายืดยาว "ปู่บอกเจ้าได้เพียงว่า แม่ของเจ้าเป็นสตรีที่ดี และเป็นมารดาที่ดี เจ้าอย่าได้โกรธเคืองหรือตัดพ้อนางเลย ภายภาคหน้าพวกเจ้าสองแม่ลูกจะต้องมีวันที่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอย่างแน่นอน"
จางอีอีรับฟังอย่างเงียบงัน ทว่าภายในใจกลับเกิดจินตนาการถึงปมเบื้องหลังและเรื่องราวอันสลับซับซ้อนฉากแล้วฉากเล่า
ดูเหมือนว่าสิ่งที่นางคาดเดาเอาไว้จะไม่มีส่วนใดผิดเพี้ยน การจากไปของมารดาผู้ให้กำเนิดจางอีอีไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด อีกทั้งเมื่อฟังจากน้ำเสียงของท่านปู่สิบสามแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่มารดาของนางเลย
เช่นนี้เอง การที่บิดาและท่านปู่ไม่ชอบพอและถึงขั้นรังเกียจนาง จะต้องเป็นเพราะพวกเขานำความโกรธแค้นที่มีต่อมารดามาลงที่นางอย่างแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนี้ นางจึงไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดอีก เพียงแค่พยักหน้ารับอย่างสงบเพื่อเป็นการบอกว่าตนเองเข้าใจแล้ว
จางชิงเฟิงกลับรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจกับท่าทีของเด็กสาวนัก เขาจึงเอ่ยถามออกไปตามสัญชาตญาณว่า "ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย?"
"อืม ก็ไม่มีอันใดให้น่าประหลาดใจนี่เจ้าคะ ในเมื่อท่านบอกว่านางเป็นคนดี เช่นนั้นความผิดย่อมไม่ได้อยู่ที่นางอย่างแน่นอน"
จางอีอียิ้มรับอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางเอ่ยต่อไปว่า "น้องชายต่างมารดาคนโตสุดของหลานอายุน้อยกว่าหลานเพียงสามเดือน เพียงแค่นี้ การที่ท่านแม่จะจากท่านพ่อไปก็ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้วเจ้าค่ะ"
ประโยคสุดท้ายของเด็กสาวทำเอาจางชิงเฟิงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจางอีอีจะมีความคิดที่เฉียบแหลมถึงเพียงนี้ ถึงขั้นสามารถคาดเดาต้นเหตุสำคัญของเรื่องราวในอดีตได้ถูกต้องราวกับเป็นเพียงเรื่องล้อเล่น แม้ว่าเรื่องราวน่าสะอิดสะเอียนที่ปะทุขึ้นในภายหลังจะมีมากกว่านั้นอยู่มากก็ตาม
สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงมากยิ่งกว่าก็คือ อีอีเลือกที่จะยืนอยู่ข้างมารดาผู้ให้กำเนิดที่ทอดทิ้งนางไปตั้งแต่ยังเล็กอย่างไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย ท่าทีที่มีต่อความรู้สึกนึกคิดนั้น ช่างเหมือนกับมารดาของนางราวกับพิมพ์เดียวกัน
ล้วนเป็นพวกที่ไม่ยอมทนต่อความขุ่นข้องหมองใจ และยังเด็ดขาดไร้เยื่อใยเฉกเช่นเดียวกันไม่มีผิด
หลังจากเดินทางจากตระกูลจางกลับมายังสำนักอวิ๋นเซียน จางอีอีก็ไม่ได้ออกไปเตร็ดเตร่ที่ใดอีกเลย
ในถุงเก็บของที่บรรพชนมอบให้นาง มีศิลาวิญญาณระดับกลางอยู่ห้าสิบก้อน ศิลาวิญญาณระดับต่ำหนึ่งพันก้อน ยาโอสถ ยันต์ ค่ายกล ของวิเศษ ฯลฯ ก็มีให้อย่างครบครัน ปริมาณแตกต่างกันไปตามความจำเป็น ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่นางสามารถนำมาใช้งานได้ในยามนี้ นับว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่จริงๆ
เมื่อมีทรัพยากรเหล่านี้ ก่อนจะถึงช่วงเวลาของการประลองใหญ่ นางก็เพียงแค่รั้งอยู่ในสำนักเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างสบายใจ ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองก็เพียงพอแล้ว
และเวลาสามเดือนก็ผ่านพ้นไปในพริบตา วันแห่งการประลองใหญ่ก็เวียนมาถึงตามกำหนดการ