- หน้าแรก
- คู่มือบำเพ็ญเซียน สูตรลับฉบับตัวประกอบ
- บทที่ 15 มารดา
บทที่ 15 มารดา
บทที่ 15 มารดา
"เอาเถอะ เห็นแก่ที่เราตกลงการค้ากันได้หนึ่งรายการแล้ว ท่านเอาไปในราคาสิบศิลาวิญญาณก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ให้ข้าได้ค่าเหนื่อยบ้างเถิด"
แม้เจ้าของแผงจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง ทว่าเพื่อศิลาวิญญาณแล้วก็ยังคงกัดฟันพูดต่อว่า "หากเป็นของวิเศษล้ำค่าที่ไม่เป็นที่รู้จักจริงๆ ท่านจ่ายเพียงสิบศิลาวิญญาณก็ถือว่าได้ของดีมาเปล่าๆ แล้วมิใช่หรือ!"
"หากมีเรื่องดีเช่นนี้จริง เหตุใดเจ้าจึงไม่เก็บไว้เองเล่า?"
พานเยวี่ยซินรู้สึกขบขันเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อเห็นว่าศิษย์น้องของตนไม่ได้ปฏิเสธ จึงชูนิ้วสองนิ้วให้แก่เจ้าของแผง "เช่นนี้ก็แล้วกัน ไม้สงบวิญญาณนั่นข้าจะเพิ่มให้อีกสองศิลาวิญญาณ เจ้าก็เอากระจกบานนี้แถมให้ศิษย์น้องของข้าก็แล้วกัน มิเช่นนั้นไม้สงบวิญญาณข้าก็ไม่เอาแล้ว ถึงอย่างไรในตลาดแลกเปลี่ยนใหญ่โตเพียงนี้ คงไม่ได้มีแค่ร้านเจ้าหรอกนะที่หาซื้อได้"
เจ้าของแผงเห็นว่าศิลาวิญญาณยี่สิบก้อนถูกต่อราคาลงมาเหลือเพียงสองก้อนในพริบตา ก็ร้องโอดครวญว่าอีกฝ่ายช่างต่อราคาเก่งเหลือเกิน หากเป็นเช่นนี้ทุกคน การค้าของเขาคงทำต่อไปไม่ได้แล้ว
ทว่าสุดท้ายเขาก็ตกลงอยู่ดี ถึงอย่างไรเรื่องได้ของดีราคาถูกก็ไม่ใช่ผักกาดขาวตามท้องตลาด จะบอกว่ามีก็มีได้ที่ไหนกัน
กระจกทองแดงแตกๆ ธรรมดาบานหนึ่งสามารถขายได้ถึงสองศิลาวิญญาณ ก็นับว่าเป็นผลกำไรที่ไม่เลวเลยทีเดียว
สุดท้ายแล้ว ในแหวนมิติของจางอีอีก็มีกระจกทองแดงที่ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อันใดเพิ่มมาอีกหนึ่งบาน โดยใช้จ่ายไปเพียงสองศิลาวิญญาณเท่านั้น
หลังจากกลับถึงสำนักอวิ๋นเซียน จางอีอีก็ไม่ได้รีบร้อนตรวจสอบกระจกทองแดง แต่นางเอ่ยทักทายศิษย์พี่พานแล้วจึงกลับไปที่ห้องเพื่อเริ่มเก็บตัวฝึกตนในระยะสั้นๆ ทันที
ก่อนอื่นนำสมุนไพรและวัตถุดิบต่างๆ ใส่ลงไปในเตาขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำค้างชำระปราณตามสัดส่วน จากนั้นจึงใช้พลังปราณกระตุ้นหญ้ามังกรเหมันต์ที่ล้ำค่าที่สุดแล้วใส่ตามลงไป
สุดท้าย จางอีอีก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าจนหมดสิ้นแล้วลงไปแช่ตัวในเตาใบใหญ่
หลับตาตั้งสมาธิ ไม่นานหยดเลือดสีทองในจุดตันเถียนก็ถูกนางชักนำขึ้นมา
แสงสีทองอร่ามเป็นสายเปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก เริ่มดูดซับวัตถุดิบในเตาอย่างกระตือรือร้น
ดูดซับ หลอมกลั่น แล้วซึมซับ ดูดซับอีกครั้ง หลอมกลั่นอีกครั้ง แล้วซึมซับอีกครั้ง...
ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมุนเวียนรอบแล้วรอบเล่าโดยใช้ร่างกายของนางเป็นสื่อกลางในการเร่งการหมุนเวียน
ค่อยๆ กลายเป็นว่าจางอีอีและเตาทั้งใบถูกโอบล้อมด้วยสีทอง ภายใต้ภาพที่ดูอ่อนโยนและสงบเงียบ แท้จริงแล้วทุกวินาทีล้วนเต็มไปด้วยอันตรายและความเจ็บปวด
ร่างกายราวกับถูกมดนับหมื่นกัดกิน จิตใจราวกับถูกแผดเผาอยู่ในภูเขาเลื่อยและทะเลเพลิงอย่างต่อเนื่อง ทว่านางกลับไม่อาจเดินพลังปราณแม้เพียงครึ่งสายเพื่อต่อต้าน ทำได้เพียงเปิดรับทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อรับมือกับมัน ปล่อยให้ร่างกายถูกหล่อหลอมครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากยาและวัตถุดิบเสริม การหลอมกลั่นและดูดซับหยดเลือดสีทองในวันนี้จึงบ้าคลั่งยิ่งกว่าทุกครา และความเจ็บปวดก็มากยิ่งกว่าเดิมถึงหลายร้อยหลายพันเท่า
มิน่าเล่า หลังจากผ่านการชำระล้างกายาขั้นสามแล้ว จึงไม่อาจพึ่งพาเพียงการหลอมกลั่นหยดเลือดสีทองเพื่อเลื่อนขั้นได้อีกต่อไป พลังงานที่จำเป็นสำหรับการชำระล้างกายาหลังจากขั้นสามนั้นไม่อาจเทียบได้กับสามขั้นแรกเลย
มีเพียงการหลอมกลั่นและดูดซับพลังงานจากเลือดสีทองในปริมาณมหาศาลเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นเท่านั้น จึงจะสามารถทำลายกำแพงภายในร่างกายได้
และหากไม่มีสมุนไพรวิญญาณและยาเสริมเหล่านั้น แม้นางจะมีวิธีอื่นในการหลอมกลั่นเลือดสีทองปริมาณมหาศาลเพื่อรับพลังงาน ทว่าร่างกายกลับไม่อาจดูดซับพลังงานมากมายเช่นนั้นได้ในคราวเดียว ไม่แน่ว่าอาจทำให้ร่างระเบิดได้ในพริบตา
จางอีอีไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย กัดฟันอดทนต่อไป
หากสำเร็จ ก็จะทำลายกำแพงในร่างกายและเลื่อนระดับสู่การชำระล้างกายาขั้นสี่ หากไม่สำเร็จก็จะบาดเจ็บสาหัส หรืออาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
เวลาผ่านไปทีละน้อย หลังจากผ่านไปสามวัน แสงสีทองที่โอบล้อมเตาทั้งใบจึงค่อยๆ อ่อนแสงลง จากนั้นก็หม่นหมองลงจนกระทั่งจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยในที่สุด
จางอีอีลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความยินดี
ความทุกข์ทรมานตลอดสามวันไม่ได้สูญเปล่า นางประสบความสำเร็จในการทะลวงกำแพงและเลื่อนระดับสู่การชำระล้างกายาขั้นสี่ระดับหลอมหนัง นับจากนี้ถือได้ว่าก้าวเข้าสู่วิถีแห่งผู้บำเพ็ญกายาอย่างแท้จริง
ไม่เพียงเท่านั้น ระดับการบำเพ็ญเพียรที่หยุดนิ่งอยู่ระดับเลี่ยนฉีขั้นเจ็ดมาตลอด ก็ได้รับการทะลวงผ่านไปตามน้ำอย่างราบรื่น จนเลื่อนขึ้นสู่ระดับเลี่ยนฉีขั้นแปดได้สำเร็จ
หลังจากทำให้ระดับพลังมั่นคงดีแล้ว จางอีอีก็ลุกขึ้นออกจากเตา
ร่ายเวททำความสะอาดและสวมเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยอีกครั้ง จากนั้นจึงจัดการทำความสะอาดและเก็บกวาดวัตถุดิบในเตาที่สิ้นฤทธิ์ยาไปนานแล้วให้เรียบร้อย
หลังจากหยิบหมั่นโถวแป้งวิญญาณที่ยังกรุ่นร้อนสองลูกและเนื้อกวางห้าลายย่างชิ้นเล็กที่นางย่างเองออกจากแหวนมิติมากิน จางอีอีที่หิวโซก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาในที่สุด
เมื่อเปิดประตูออก ยันต์ส่งเสียงสองแผ่นก็บินมาอยู่ในมือนาง
แผ่นหนึ่งเป็นของศิษย์พี่พาน บอกว่าได้โอกาสดีในการไปทำงานชั่วคราวที่ยอดเขาสายในที่เจ็ด ทั้งยังได้เรียนรู้การวาดปลุกเสกยันต์และไม่เสียเวลาบำเพ็ญเพียร ก่อนถึงการประลองใหญ่จะกลับมาเอง ให้นางไม่ต้องเป็นห่วง
แม้จางอีอีจะไม่เคยสืบภูมิหลังของศิษย์พี่พาน ทว่าก็พอเดาได้ว่าศิษย์พี่น่าจะมีเส้นสายในสำนักอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อได้ยินข่าวนี้จึงไม่แปลกใจนัก ขณะเดียวกันก็รู้สึกยินดีแทนอีกฝ่าย
ส่วนยันต์ส่งเสียงอีกแผ่นเป็นของหอกิจการภายนอกที่ทิ้งไว้ให้นาง โดยบอกให้นางไปที่นั่นทันทีหลังจากออกจากช่วงเก็บตัว ทว่าไม่ได้บอกรายละเอียดว่ามีเรื่องอันใดในยันต์ส่งเสียง
เมื่อเป็นเช่นนี้นางจึงไม่รอช้า หลังจากปิดประตูเรียบร้อยก็ตรงไปยังหอกิจการภายนอกทันที
เมื่อไปถึงที่นั่น จางอีอีจึงได้รู้ว่าคนของตระกูลจางแห่งหนานอันมาตามหานาง โดยบอกว่าที่บ้านมีเรื่องด่วน ท่านปู่และท่านพ่อของนางให้นางกลับไปทันที
"มีเรื่องด่วนอันใดกันแน่?"
จางอีอีกล่าวกับคนที่ตระกูลจางส่งมาว่า "ถึงขั้นต้องให้ข้ากลับไปเองเลยหรือ? การประลองใหญ่ของสำนักเหลือเวลาอีกเพียงสามเดือน รอให้การประลองใหญ่จบลงแล้วค่อยกลับไปจะได้หรือไม่?"
ตระกูลจางแห่งหนานอันอยู่ห่างจากสำนักอวิ๋นเซียนไม่ไกลนัก ทว่าปัญหาคือตั้งแต่ที่นางเข้าสู่สายนอกของสำนักอวิ๋นเซียน ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีผู้ใดติดต่อมาหานางเลย
นางแทบจะลืมไปแล้วว่าเจ้าของร่างเดิมยังมีตระกูลและญาติพี่น้องเช่นนี้ดำรงอยู่
"คุณหนูห้า บ่าวชราก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีเรื่องอันใด ทว่าบ่าวชราได้ยินมาว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับมารดาของท่านอยู่บ้างขอรับ"
บ่าวรับใช้ตระกูลจางกล่าวเสียงเบาว่า "คุณหนูห้ากลับไปกับบ่าวชราสักรอบเถิดขอรับ การเดินทางไปกลับใช้เวลาอย่างมากก็แค่สามสี่วัน ไม่ทำให้ท่านเสียเวลาเข้าร่วมการประลองใหญ่ของสำนักหรอกขอรับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ภายในใจของจางอีอีก็เกิดคลื่นลมไม่น้อย ทว่าสีหน้ากลับไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม มารดาผู้ให้กำเนิดจางอีอีคือภรรยาเอกของท่านพ่อ ทว่าฐานะความเป็นมากลับเป็นปริศนาในตระกูลจาง แม้แต่ท่านพ่อของนางก็ยังไม่รู้แน่ชัด
และหลังจากที่มารดาให้กำเนิดนางได้ไม่นาน ก็ออกจากตระกูลจางไปเพียงลำพังจนขาดการติดต่อไป และไม่เคยกลับมาอีกเลย
แม้จางอีอีจะไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม แต่ในเมื่อยึดครองร่างกายของผู้อื่นมาแล้ว เช่นนั้นกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบเอาไว้
ดังนั้น หลังจากแจ้งลางานที่หอกิจการภายนอกแล้ว นางจึงตามบ่าวรับใช้ออกจากสำนักไปโดยตรง เพื่อกลับไปยังหนานอัน
สองวันต่อมา จางอีอีที่เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยก็เข้าไปในตระกูลจาง และได้พบกับจางเฉิงคัง ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของร่างกายนี้ในทันที
บิดาของจางอีอีดูหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ อายุเพียงร้อยปีเศษก็มีการบำเพ็ญเพียรระดับจู้จีขั้นกลางแล้ว นับว่ามีความหวังที่จะทะลวงสู่ระดับจินตันเป็นอย่างมาก
ระดับความสามารถเช่นนี้หากอยู่ในสำนักย่อมไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง ทว่าสำหรับตระกูลเล็กๆ ตระกูลหนึ่งแล้ว กลับถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
หน้าตาของจางอีอีไม่ค่อยเหมือนจางเฉิงคังนัก รูปลักษณ์ของนางส่วนใหญ่น่าจะได้รับการถ่ายทอดมาจากมารดา
ด้วยเหตุนี้ เมื่อจางเฉิงคังได้เห็นบุตรสาวที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปี เขาจึงมีอาการเหม่อลอยและชะงักงันอย่างเห็นได้ชัด แทบจะคิดไปว่าภรรยาของตนกลับมาแล้ว
"ท่านพ่อ ได้ยินว่าท่านปู่กับท่านรีบร้อนเรียกข้ากลับมา เป็นเพราะมีข่าวคราวของท่านแม่หรือเจ้าคะ?"
หลังจากทำความเคารพแล้ว จางอีอีก็เอ่ยถามเข้าประเด็นทันที