- หน้าแรก
- มุมมองนักอ่านพระเจ้าของนักต้มตุ๋น
- บทที่ 8 – สัตว์ประหลาดอายุ 1200 ปี
บทที่ 8 – สัตว์ประหลาดอายุ 1200 ปี
บทที่ 8 – สัตว์ประหลาดอายุ 1200 ปี
บทที่ 8 – สัตว์ประหลาดอายุ 1200 ปี
‘ฉิบหายละไง’
ผมสรุปได้ทันที หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง
‘ไม่สิ...ไม่ใช่แค่ฉิบหายธรรมดา นี่มันฉิบหายสุดลิ่มทิ่มประตูแน่ ๆ’
ตั้งแต่ย่างเท้าเข้าสู่คลังอาวุธใต้ดิน ความรู้สึกเสียใจเริ่มเอ่อล้น ผมว่าการอยู่ในปากวาฬยังรู้สึกปลอดภัยกว่า อย่างน้อยวาฬก็ไม่ได้กินเลือดคน
พื้นดินแห่งนี้ ที่มีแวมไพร์นอนหลับอยู่หลายทศวรรษ แค่ก้าวเข้ามา เลือดในร่างผมก็ไม่ใช่ของผมอีกต่อไป ผมสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนทิศของเลือดในตัว มันพยายามจะ “หนีออกจากร่าง” ทุกครั้งที่สูบฉีด
และนี่...ไม่ใช่สิ่งที่การอ่านใจจะช่วยได้เลย ถ้าแวมไพร์คิดจะฆ่า แค่เธอ “มอง” ผมครั้งเดียว...เลือดในตัวผมก็จะแห้งไปในพริบตา
‘แล้วเชล่ะ? เธอรับแรงกดดันมากกว่าผมอีกแน่ ๆ เพราะประสาทสัมผัสไวกว่า’
「พลังยังมหาศาลเหมือนเดิมเลยนะ...แรงเท่า ‘ตอนนั้น’ ไม่มีผิด
แต่ตอนนี้ยังเป็นช่วงก่อนเกิด ‘เหตุการณ์นั้น’ เธอจะก้าวร้าวขึ้นไหม? หรือจะถอย?
เธอจะยื่นมือมาช่วยก่อน ‘เรื่องนั้น’ คลี่คลายหรือเปล่านะ…」
‘เหอะ… ‘เหตุการณ์นั้น’? ‘เรื่องนั้น’? จะให้ฉันเข้าใจได้ยังไง ถ้าเธอคิดคนเดียว? จะมีแฟลชแบ็กบ้างก็ไม่ได้ ต้องให้เดาเอาทุกที’
「ไม่ต้องไปสนหรอก ยังไงตอนนี้ฉันก็ยังสู้กับไทร์คันเซียกาไม่ได้อยู่ดี ถ้าจะตาย…ก็ตายไปเถอะ」
‘บ้าชิบ…นี่แหละเหตุผลที่ไม่ควรยุ่งกับผู้หวนคืน เธออาจมีอีกสิบชีวิต แต่ฉันมีแค่ชีวิตเดียว ถ้าจะตายก็ตายไปเถอะ อย่างงั้นเหรอ? ถ้าตามคนคิดแบบนี้ ต่อให้มีสิบชีวิต…ก็ไม่พอรอดหรอก’
ผมหันหลังแล้วหันไปทางประตู
“โอเค คุณต่างหากที่มีธุระกับที่นี่ งั้นผมขอตัว”
โครม!
ประตูเหล็กปิดดังลั่นต่อหน้าผม สัญลักษณ์สีแดงบนประตูวาบแสงราวกับเยาะเย้ยความพยายามจะหนีของผม
ผู้หวนคืนหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นสีหน้าผม
“ตามสบายสิ…ถ้าทำได้น่ะนะ”
ทางออกหายไป ความมืดสีดำสนิทกลืนกินร่างผมในทันที ผมมองไม่เห็นแม้แต่ร่างตัวเอง
ผมถอนหายใจแล้วเดินตามเธอไป
“หืม? ไหนว่าไม่เกี่ยวไง จะไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“พอคิดอีกที ผมควรอยู่ดูเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องมาที่นี่ด้วย ไปด้วยกันก็ได้…ไม่เป็นไรหรอกใช่ไหม?”
“…แล้วแต่”
ในเมื่ออยู่ที่นี่ด้วยกันแล้ว…โชคชะตาก็ผูกไว้ด้วยกันแล้วเหมือนกัน ผู้หวนคืนพยักหน้าเบา ๆ ส่วนผมเอามือแตะผนัง ค่อย ๆ ลากเดินไปในความมืด
พื้นมันลื่นประหลาด ต้องใช้สมาธิมากแค่จะเดินได้ก้าวเดียว
‘เหี้ยละ…ข้างหน้าเป็นบันไดแน่ ๆ ถ้าผมลื่นลงไปทั้งตัวล่ะก็ จะดูน่าสงสัยกว่าหกล้มธรรมดาแน่ ผู้คุมของรัฐทหารลื่นตกบันไดตายเนี่ยนะ? แล้วเชทำอะไรอยู่?’
「เนตรเจ็ดสี เปิดใช้…เนตรสีคราม」
เชใช้นิ้วจิ้มตาตัวเอง น้ำตาหนึ่งหยดค้างอยู่ที่ขอบตาก่อนจะลุกไหม้เป็นเปลวไฟสีน้ำเงิน แม้ในความมืดกลืนโลก เปลวไฟนั้นก็ส่องสว่างไปถึงทุกซอกมุม
「เนตรสีคราม หนึ่งในเจ็ดเนตร สามารถมองเห็นความลึก แม้แต่ความมืดที่แวมไพร์สร้างก็ทะลุได้」
‘สกิลเยอะเกินไปละ แฟร์ตรงไหนเนี่ย ฉันมีแค่อ่านใจ แต่ยัยนี่มีเนตรเทพซ้อนกันเป็นเลเยอร์!’
‘เนตรสีคราม’ ทำให้มองเห็นทุกอย่างในรูปแบบเส้นและพื้นผิว แม้จะมองวัตถุเคลื่อนไหวเร็วไม่ได้ แต่มันเพียงพอสำหรับดูโครงสร้างในที่มืด
เชมองไปรอบ ๆ ด้วยตาสีฟ้าเพลิง มีเพดานและผนังสูงตระหง่านบดบังทุกทิศ มีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มองเห็น เส้นบันไดที่หักซิกแซกลงไปข้างล่าง
เธ้าก้าวลงบันไดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หลังจากเดินไปไม่กี่ก้าว เธอก็หันกลับมามองผม
「...มาดูกันว่านายจะเดินฝ่าความมืดนี้ได้ไหม」
ขอบใจที่เป็นห่วง
ผมเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังยืนอยู่หน้าขอบขั้นบันไดพอดี ขั้นแรกหักครึ่ง ถ้าผมก้าวไปอีกนิดเดียวคงกลิ้งลงไปทั้งตัว
‘โอย…รอดตัวไป’
ผมระวังไม่เหยียบขั้นที่หัก แล้วก็ได้ยินเสียง “จิ๊” เบา ๆ ดังมาจากด้านหน้า
「หมอนี่เห็นทะลุความมืดที่หนาขนาดนี้ด้วยเหรอ? นี่มัน…สุดยอดเกินไปแล้ว คนที่ดูโง่ ๆ แบบนี้ไม่น่าจะเก่งขนาดนี้สิ」
นี่แหละ…ถึงเวลาที่คนอย่างเธอควรเรียนรู้ว่า โลกไม่ได้มีแค่ยอดมนุษย์ ใช้เวลาอยู่กับพวกดาบเทพกับนักบุญมากเกินไป… จนลืมวิธีมองคนธรรมดาไปแล้ว
ถึงอย่างนั้น เราสองคนก็ค่อย ๆ เดินลงบันไดเคียงกันไป
「...ทำไมหมอนี่ต้องเดินติดขนาดนี้ด้วยน่ะ? น่ารำคาญจริง」
เธอดูอึดอัดกับระยะห่างของเรา แต่ผมยังคงเดินติดเธอไปเรื่อย ๆ ก็ผมกำลัง “ยืมการมองเห็น” ของเธออยู่นี่นะ ต้องอยู่ใกล้ถึงจะมองเห็นเท้าตัวเอง
…รู้สึกเหมือนถูกอุ้มเดินยังไงยังงั้น
พอพวกเรามาถึงบังเกอร์ใต้ดิน เชใช้เนตรสีครามสำรวจรอบบริเวณ
ด้านในเป็นโถงทางเดินยาว มีห้องใหญ่อยู่ด้านข้าง ในกรณีฉุกเฉิน ห้องนั้นสร้างไว้สำหรับซ่อนตัวและรอความช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ มีแขกอยู่ก่อนแล้ว
ผู้หวนคืนจ้องเงาหมอกที่สลัวอยู่ภายในห้องนั้น ม้าตัวหนึ่ง ยืนอยู่สูงจนหัวแทบชนเพดาน กำลังจ้องมองพวกเรา
「บริวารของเธองั้นเหรอ? ฉันนึกว่าเธอเสียไปเกือบหมดตอนสงครามแล้ว...
แต่ดูเหมือนเจ้า 'ราเลียน ม้าโลหิต' จะยังสบายดี」
‘นี่มันคลังอาวุธ...หรือคอกม้ากันแน่วะ? แล้วแวมไพร์ต้นกำเนิดเอาคลังอาวุธไว้เลี้ยงม้าทำไม? ที่น่าช้ำใจกว่าคือ ทำไม “บริวาร” ถึงได้ห้องดีว่าผู้ต้องขังธรรมดาอย่างฉันอีก? สิทธิความเป็นคนอยู่ไหน?!’
เชแค่เหลือบมองเจ้าม้าโลหิตแล้วเดินต่อ ผมรีบจ้ำตามเธอไปทันที
ที่สุดปลายโถง...มี “ประตู” ที่แปลกตา
รัฐทหารเป็นพวกที่ให้ความสำคัญกับ “ฟังก์ชัน” เหนือ “ความงาม” ประตูคือสิ่งสำหรับเปิด–ปิด พนังคือสิ่งสำหรับแบ่งพื้นที่ ถ้ามีมากกว่านั้นก็ถือว่า “สิ้นเปลือง” จะเอาภาพแปะไว้ยังได้อยู่ แต่ถ้าสลักลวดลายลงผนังโดยตรงเมื่อไหร่…ถือว่าบาป
แต่ดูเหมือนว่า…แม้แต่รัฐทหารก็ยังอยากเอาใจ “เทพเจ้า” นามว่าไทร์คันเซียกา
ประตูเหล็กบานนั้นถูกสลักเป็น “ภาพเทพเจ้า” งดงามราวกับฉากหนึ่งในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ผนังโดยรอบมีภาพของเหล่าเทวทูตกำลังเป่าทรัมเป็ต ปลายปากแตรทั้งหมดชี้มาที่ประตู ราวกับพร้อมลงทัณฑ์ผู้กล้าคนใดก็ตามที่เปิดมัน
แม้คลังอาวุธจะมืดสนิท แต่ผมก็ยังมองเห็น “ประตูนรก” และ “จิตรกรรมผนัง” ได้ชัดเจน เพราะทุกลวดลายศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ถูกฉาบด้วยเลือดเรืองแสงสีแดงสด
ผมกลืนน้ำลาย แล้วค่อย ๆ หันไปมองเช
“…นี่ ผู้เข้าฝึกเช”
“อะไร?”
“เรากลับกันเถอะ?”
“…กลัวเหรอ?”
“ใช่”
เชทำหน้าฉงนกับคำตอบตรงไปตรงมาของผม
‘ก็แน่ล่ะ นี่มันน่ากลัวชิบหายเลย ผมยังอยากมองไม่เห็นซะยังจะดีกว่า ถ้าวิหารศักดิ์สิทธิ์รู้เรื่องนี้ พวกเขาคงประกาศว่าเป็น “การหมิ่นเบื้องบน” แล้วส่งหน่วยสอบสวนมาทันที แต่พอรู้ว่าใครเป็นคนทำ…พวกเขาคงยกเลิกคำสั่งทันที หน่วยสอบสวนทั้งหมด...จะกลายเป็นแค่ “ของเซ่นเลือด” เท่านั้น’
เพราะนั่นแหละ...คือความหมายของคำว่า “แวมไพร์ต้นกำเนิด”
ไม่ว่าคุณจะแข็งแกร่งแค่ไหน...คุณควรหวาดกลัวเธอเสมอ
เชมองหน้าผม
“นายขี้ขลาดกว่าที่ฉันคิดแฮะ”
“เพราะแบบนั้นไง ผมถึงยังไม่ตายมาจนถึงตอนนี้ ความกลัวต่ออันตรายคือเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่รอด”
“…งั้นเหรอ?”
「อาจเพราะแบบนี้…ฉันถึงตายมาแล้วตั้งสิบสามรอบ」
‘อ้อ จริงสิ เธอไม่กลัวตายนี่หว่า’
พอคิดถึงตรงนี้...ผมเริ่มหงุดหงิดแทน
“นายกลัวเธอจะกินหัว แต่ยังกล้าเรียกเธอว่า ‘คุณยาย’?”
“แล้วผิดตรงไหนเหรอ?”
“…ฉันไม่อยากพูดกับนายแล้ว”
เชเดินไปวางมือลงบนบานประตู แค่สัมผัสเบา ๆ มันก็เปิดออกเอง ราวกับปากสัตว์ร้ายที่อ้ารอเหยื่อ
“โอ้ พระแม่ธรณีอาบโลหิต…”
ตอนนี้ต่อให้เราถูก “กลืนกิน” ไปแล้ว ก็ไม่ต่างจากการถูกกลิ้งลงลำคอ หนีไม่ได้ ผมจึงทำใจเดินตามเชเข้าไปในห้องสุดท้าย ประตูก็ปิดปังตามหลังพอดี
คบเพลิงติดผนังจุดสว่างอยู่ มันดูโบราณเมื่อเทียบกับไฟฟ้าทั่วไป โครงสร้างเป็นหินสลักรูปร่างคล้ายกรงนกกลับหัว แกะลวดลายอย่างวิจิตร เหมือนเตรียมให้ “ฟีนิกซ์” ผงาดออกจากไฟได้ทุกเมื่อ
เปลวไฟสีเลือดพุ่งขึ้นราวกับจะเผาฟ้า แต่มันก็ดับลงอย่างรวดเร็ว เพราะที่นี่ คือนรกใต้เหวลึกที่สุดของโลก มันร้อนเกินกว่าที่เปลวไฟจะบินสูง
แสงที่ลุกไหม้…ตายลงทันทีที่แตะเพดาน
นั่นแหละ ความหมายของแสง มันคือสิ่งที่ “มีคุณค่าเพราะมีวันดับ” เศษเถ้าจากเปลวเพลิงกลายเป็นเงาแดงฉาน แผ่ไล้ตามผนังห้อง
ด้วยแสงเถ้าเพลิงนั่น ผมจึงมองเห็นห้องนี้ชัดขึ้น
และพบว่า ห้องนี้ไม่ได้แดงเพราะแสงไฟ
…แต่เพราะ “เลือด”
เลือดนับพันลิตรถูกฉาบอยู่ทุกอณู บนเพดาน บนผนัง บนพื้น ราวกับห้องนี้คือ “หัวใจ” ที่ยังเต้นอยู่
แต่แม้จะเต็มไปด้วยเลือดขนาดนั้น ผมกลับไม่ได้กลิ่นเลย กลิ่นเลือด…ก็อยู่ในอาณัติเธอด้วยเช่นกัน ถ้าเธอไม่อนุญาต แม้แต่กลิ่น…ผมก็ไม่มีสิทธิ์รับรู้
「เจ้ามาที่นี่…เพื่อสิ่งใด」
โลงศพไม้สีดำตั้งอยู่กลางห้อง เป็นไม้จูนิเปอร์ที่ถูกขัดเคลือบเงาจนลื่น ราวสมบัติหายาก สลักด้วยไม้กางเขนปีกสีเลือด เสียงนั้น…ดังออกมาจากในโลง
เลือดในตัวผมสูบฉีด มันไม่ได้ทำหน้าที่ “รักษาชีวิต” อีกต่อไป มันเต้นรัว…เหมือนจะพุ่งออกไปรับใช้ “เจ้านายใหม่”
พลังที่เหนือกว่าสรรพสิ่ง และต่อหน้ามัน ผู้หวนคืน…
“ไทร์คันเซียกา ฉันมีข้อเสนอ”
...ยืนอย่างมั่นคง เอ่ยอย่างไม่หวั่นไหว
“สอนฉันใช้เวทโลหิต”
‘เห้ย...อยู่ ๆ ก็ขอให้สอนเวทเลือดกันตรง ๆ แบบนี้เลยเหรอ?!’
ไทร์คันเซียกาอาจจะตกใจ แต่เธอไม่ได้แสดงออก เธอชินแล้ว เพราะในพันปีที่ผ่านมา มีคนมากมายที่มาหาเธอด้วย “ความปรารถนา” แบบเดียวกัน
...ความสามารถในการควบคุมเลือด
หลังจากไม่ได้ยินคำนี้มานานมาก ไทร์คันเซียกาจึงเอ่ยตอบกลับด้วยเสียงเงียบสงบ
「เจ้าปรารถนาจะเป็น...บริวารของข้ารึ?」
การยอมรับเลือดของแวมไพร์ต้นกำเนิด...คือการกลายเป็นแวมไพร์ พร้อมกับพลังในการควบคุมโลหิตโดยธรรมชาติ
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีคนจำนวนมากปรารถนาในเลือดของเธอ และด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย แวมไพร์จึงถามผู้หวนคืนว่า เธอก็เป็นแค่หนึ่งในนั้นเหมือนกันใช่ไหม?
แต่เชไม่ได้คิดจะเป็นแวมไพร์ สิ่งที่เธอต้องการ...ลึกยิ่งกว่า แท้จริงยิ่งกว่า
“ไม่ ฉันไม่อยากได้พลังนั้นด้วยวิธีนั้น สอนฉัน...สิ่งที่เธอรู้ ก่อนที่เธอจะกลายเป็นแวมไพร์”
เพียงชั่ววินาทีเดียว อารมณ์ของแวมไพร์ก็ปั่นป่วน คลื่นแห่งความสับสนลึกสุดเอ่อล้นออกมาจากโลงศพ โลหิตที่เคลือบอยู่ทั่วห้อง...พุ่งเข้ามาหา ราวกับพร้อมจะตะครุบ
แต่เธอก็คือแวมไพร์ที่มีชีวิตมากว่าพันปี แค่นั้น...ยังไม่มากพอจะทำให้โลหิตเธอเดือดพล่านได้ เธอระงับสติแล้วเอ่ยถาม
「เจ้า...รู้เรื่องนั้นได้อย่างไร」
เชหันไปมองโลงศพ ก่อนตอบด้วยความคิดที่มีได้แค่ “ผู้หวนคืน” เท่านั้น
「เธอเป็นคนบอกฉันเอง…ในชาติก่อน」
รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเธอขณะจมอยู่ในความทรงจำ
ก่อนที่ไทร์คันเซียกาจะกลายเป็นแวมไพร์ เธอเคยเป็นเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง เด็กสาวที่มีพลังควบคุมเลือด และช่วยพ่อของเธอซึ่งเป็นหมอท้องถิ่น ผู้คนมากมายรอดชีวิต...ด้วยฝ่ามือของเธอ
แม้ในฐานะมนุษย์ เธอจะทำได้แค่ "หยุดเลือดไม่ให้ไหล" แต่นั่นก็เพียงพอจะทำให้ใครหลายคนยิ้มได้
แวมไพร์ในชีวิตก่อนของเช เคยบอกเล่าเรื่องนี้กับเธอ และแนะนำให้เธอ "เรียนรู้จากเธอ" ก่อนที่แวมไพร์จะตายอย่างโดดเดี่ยว
แฟลชแบ็กจบลง ผมยกมือขยี้หัวตัวเอง เหมือนเพิ่งถูกดึงขึ้นจากทะเลลึก
‘นี่สินะ…แฟลชแบ็ก ถึงจะสั้น แถมกระท่อนกระแท่น แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย’
ผมได้อ่านความทรงจำบางส่วนของผู้หวนคืน และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “หายนะ” หายนะที่กำลังจะมา และมันทรงพลัง...จนแม้แต่ไทร์คันเซียกาก็ไม่อาจต้านได้
「ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้ารู้เรื่องนั้นได้อย่างไร」
“ถ้าเธอสอนฉัน...ฉันอาจจะบอกก็ได้”
「…น่าสนใจยิ่งนัก」
ความเงียบสั้น ๆ ตามมาด้วยคลื่นความคิดมากมาย อารมณ์นับพันและความขมขื่นสะสม...ผ่านตาไปในพริบตา แล้วจู่ ๆ...แวมไพร์ก็หันมาสนใจ ผม
「เจ้าน่ะ…เจ้าคิดยังไง?」
‘หะ ฉันเหรอ? ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ทำไมถึงมาหาฉันล่ะ?!’
ผมรีบตอบกลับด้วยเสียงตะกุกตะกัก
“เชิญตามสบายนะครับ...ท่านผู้อาวุโส”
「...‘ผู้อาวุโส’?」
‘เฮ้ย? ทำไมเลือดฉันเต้นแรงขึ้นวะ? ฉันไปทำเธอไม่พอใจเหรอ?!’
ผมรีบหาทางกู้สถานการณ์
“เอ่อ หมายถึง...ถึงในที่นี้เราจะใช้สถานะก่อนอายุ แต่เพราะอายุของคุณ เอ่อ...ค่อนข้างสูง รัฐจึงไม่มีนโยบายเข้มงวดต่อผู้สูงวัยนัก ดังนั้น...ตราบใดที่คุณไม่คิดจะออกจากเขตคุมขัง ผมเห็นว่า...คุณจะทำอะไรก็ได้ตามใจเลย จะพักอยู่ที่นี่ต่อก็ได้นะครับ ผมไม่ว่าอะไรเลยจริง ๆ”
ฟึ่บ!
บางสิ่งสีดำเฉียดผ่านแก้มผม บาดแผลเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นทันที โลหิตพุ่งออกจากแผลอย่างมีชีวิต และกระพือบินตรงไปหาเธอ...ราวกับผีเสื้อสีเลือด
ผมมองไม่ทันด้วยซ้ำ ...แต่ถึงจะมองทันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีเจตนาจะฆ่า และต่อให้มี ผมก็หลบไม่พ้น
ขนทั้งตัวผมลุกชัน ผมหยุดพูดทันที เสียงเบา ๆ แต่แฝงความโกรธดังจากในโลง
「ข้าแก่แล้ว...ก็เลยควรถูกขังอยู่ในนี้ตลอดไปงั้นสิ?」
“มะ...ไม่ใช่นะครับ! หมายถึง ถ้าคุณอยากพักแบบที่เคยทำมาตลอด”
「พอได้แล้ว」
ฝาโลงเปิดออก ด้านในมืดสนิทราวกับกลืนแสงได้
ท่ามกลางความมืดนั้น มือสีขาวซีดนวลแผ่วแทรกออกมา เลือดของผม ที่ลอยอยู่กลางห้อง มาเกาะอยู่บนฝ่ามือนั้น และซึมลงไปในผิวเหมือนฝนตกใส่ผืนดินแห้งแล้ง
ผมรู้สึกถึงความ “รังเกียจเล็กน้อย” ที่ไหลออกมาจากเธอ
「...อย่างที่คิด เลือดเจ้าก็จืดชืด มันตรงข้ามกับรสนิยมของข้าโดยสิ้นเชิง...ไม่มีอะไรให้น่าชื่นชมเลย」
แต่ถึงอย่างนั้น…โลงศพก็เปิดขึ้น
มันยกตัวขึ้นท่ามกลางเงามืด แล้วหันหน้ามาทางผมกับผู้หวนคืน
「โดยปกติ ข้าดื่มแต่เลือดของหญิงพรหมจรรย์ ส่วนเลือดของเด็กหนุ่มแบบเจ้า...ข้าใช้เป็นวัตถุดิบเสียมากกว่า」
ด้านในโลงยังคงมืดมิด แต่มีมือสีซีดโผล่ออกมา พร้อมกับ “ก้อนเลือด” ลูกใหม่ ลอยเข้ามา
มันคือเลือดของเช เลือดที่ใช้เปิดประตูเข้ามาเมื่อครู่
เธอจุ่มมือลงในก้อนเลือดนั้น แล้วพูดต่อ
「แต่เลือดเจ้าก็ไม่เลวนะ...นับว่าแปลกมาก เป็นครั้งแรกสำหรับผู้ชาย
น่าขำที่ตัวข้าจะเป็นฝ่ายดื่มเลือดของบุรุษด้วยตัวเองเนี่ย…」
‘เพราะ “ผู้หวนคืน” เป็นผู้หญิงน่ะสิ…’
ถึงจะปลอมตัวได้แย่ขนาดนั้น แต่แวมไพร์กลับไม่แม้แต่จะคิดว่าเชเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ
เชกำหมัดแน่น ดีใจจนแทบหลุดยิ้ม ที่การปลอมตัวของเธอ “สมบูรณ์แบบ”
แวมไพร์ต้นกำเนิดยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
「ก็ได้ ข้าจะสอนให้」
“ขอบคุณครับ”
「…มีแขกมาหาหลังจากนานขนาดนี้ ทำเอาเหนื่อยเหมือนกัน พวกเจ้า…กลับไปเถิด」
พูดจบ ฝาโลงก็ปิดลงอย่างเงียบงัน ผู้หวนคืนที่ได้คำตอบที่ต้องการแทบจะกระโดดโลดเต้นกลางห้อง
「สำเร็จ! ไม่อยากเชื่อว่าจะง่ายขนาดนี้!」
เธอกลั้นความดีใจไว้เต็มที่ แล้วรีบถามด้วยความหวัง
“แล้ว...เราจะเริ่มกันเมื่อไหร่? ฉันอยากเริ่มเร็วที่สุดเลย”
「งั้น…เริ่มตอนดวงจันทร์เริ่มแรมถัดไปแล้วกัน」
นั่นแปลว่าต้องรออีกประมาณหนึ่งเดือน แน่นอนว่าผู้หวนคืนไม่ยอม
“อะไรนะ?! นั่นนานเกินไป! เริ่มพรุ่งนี้เลยสิ!”
「รีบไปทำไมกัน? จะเริ่มพรุ่งนี้ หรือเดือนหน้า มันก็ไม่ต่างกันนักหรอก」
“ต่างสิ! มากด้วย!”
「จงอดทนเถิด…การขึ้นลงของจันทร์คือการที่เทพีรัตติกาลลืมตาและหลับตาช้า ๆ
และเมื่อถึงเวลาเช่นนั้น เจ้าจึงจะมองเห็นสิ่งที่ควรมองเห็น」
‘เถียงกันอีกแล้ว…ฉันต้องเข้าไปช่วยห้ามศึกสักหน่อย’
“ผู้เข้าฝึกเช!”
ผมยื่นตัวออกมาขวาง แล้วเริ่มเทศนาเต็มกำลัง
“หนึ่งเดือนอาจจะดูนานสำหรับเธอ แต่สำหรับผู้เข้าฝึกไทร์คันเซียกา ซึ่งมีชีวิตอยู่มากว่า 1,200 ปี มันก็แค่พริบตาเดียวเท่านั้น! ได้โปรดเห็นใจผู้ที่เธอกำลังพูดด้วยด้วย! เวลาอาจดูเป็นธรรมกับทุกคน แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่ ‘ขึ้นอยู่กับมุมมอง’ มากที่สุดในโลกนี้ ไทร์คันเซียกาน่ะ—”
“…ควรจะเป็นนายที่เห็นใจ ‘คนตรงหน้า’ มากกว่านะ?”
‘หือ? เห็นใจเรื่องอะไร? ก็ฉันกำลังปกป้องเธออยู่นี่นา ไม่งั้นฉันจะย้ำเรื่องอายุเธอทำไมตั้งหลายรอบ?’
แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงช้าชัดก็เอ่ยจากในโลง
「...ข้าทำตัวเชื่องช้า เพราะแก่แล้วงั้นสิ?」
“ไม่ใช่นะครับ! ผมแค่จะอธิบายให้เจ้าเด็กนี่ฟังถึงภูมิปัญญาที่มากับอายุ!”
「ดี งั้นเริ่มพรุ่งนี้ก็ได้」
ไทร์คันเซียกาชี้มาทางผม และเสริมอีกหนึ่งประโยค
「ทั้งสองคน」
“หือ? อะไรนะครับ?”
‘เดี๋ยว...แล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน?!’
ก่อนจะได้เถียงอะไรกลับ
「ออกไปได้แล้ว」
โลก…พังทลายลง คำนี้คือคำอธิบายเดียวที่เหมาะสม พวกเราทั้งสองถูกผลักกลับมา ไม่สิ ไม่ใช่พวกเราที่ขยับ แต่โลกโดยรอบต่างหากที่ “ไหลผ่าน” พวกเราไป
ผนัง พื้น ประตู โถง เพดาน บันได ห้องทั้งหมด... มันขยับไปข้างหน้าราวกับกระแสน้ำ ของเหลวสีดำไหลย้อนทางผ่านรอยเท้าพวกเรา
และเมื่อรู้ตัวอีกที เราก็ยืนอยู่หน้าประตูคลังอาวุธ ทั้งที่ไม่ได้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว
โครม!
ประตูเหล็กปิดดังลั่นเหมือนดึงเรากลับสู่โลกจริง
“เฮ้อ...ชิบหาย”
รู้สึกเหมือนเพิ่งรอดออกจากปากเสือ
และไม่ใช่แค่ “เหมือน” คลังอาวุธนั้น คือข้างในของร่างแวมไพร์ต้นกำเนิด ...และเธอเพิ่ง “คาย” เราออกมา
เชที่ดูเหมือนเคยชิน ปัดฝุ่นเสื้อแล้วหัวเราะ
“ฮะ ดูท่าจะช็อกอยู่นะ กลัวล่ะสิ?”
“...ไม่เท่าไหร่หรอก”
‘แค่ได้รู้ว่า ปีศาจที่น่ากลัวเกินขอบเขตมนุษย์… จริง ๆ แล้ว “น่ากลัวอย่างไร้เหตุผล” ยิ่งกว่าที่คิด’
เชยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินจากไป
“ขอแนะนำอะไรอย่างหนึ่ง อย่าไปพูดเรื่องอายุของไทร์คันเซียกาให้เธอได้ยิน นั่นน่ะ...พื้นฐานของการปฏิบัติต่อผู้หญิงเลยนะ”
ผมยืนอึ้งมองเธออย่างเหลือเชื่อ
‘ฉันไม่ได้ปากพล่อยเพราะไม่รู้วิธีปฏิบัติต่อผู้หญิงนะ…’
…เอาเถอะ ไม่เถียงละกัน
ผมปัดฝุ่นเสื้อบ้าง แล้วยืดตัวเต็มที่
‘อา…ปวดหลังโคตร ๆ เครียดจนบ่าเกร็ง วันนี้นอนเร็วละกัน ลองไปดูที่โรงอาหารเผื่อมีปลากระป๋องค้างบ้าง...’
แต่พอหันหลังจะเดินกลับ
“โฮ่ง”
เสียงที่ไม่ควรได้ยิน...ดังขึ้น ผมหันกลับไปช้า ๆ
และนั่นเอง…สุนัขตัวหนึ่งนั่งรออยู่ มันไล่ตามกลิ่นผมมาจากซากปรักหักพังทั้งภูเขา เพื่อจุดประสงค์เดียว…
...เล่นโยนบอล
อาซซี่
ไม่มีทาง…ไม่มีทางเป็นไปได้…
“โฮ่ง!”
ลูกบอลกลิ้งมาตรงเท้าผม อาซซี่กระดิกหางดุ๊กดิ๊ก แล้วเอาจมูกดันลูกบอลให้ผมดู
ความหมายชัดเจน…
‘โยนบอลสิ มนุษย์’
“อาซซี่...”
ผมพยายามทำ “การทูตข้ามสายพันธุ์” ยื่นข้อเสนออย่างจริงใจ จากคน...ถึงหมา
“ว-วันนี้เหนื่อยนิดหน่อยอะ ขอโทษนะ ไว้…เอ่อ…”
“โฮ่ง! โฮ่ง!”
“…เลื่อน...ไปก่อนหน่อย...ได้ไหม?”
“โฮ่ง! สัญญาแล้ว!”
ปั่บ ปั่บ
อาซซี่ตบเท้าหน้าลงพื้นแรง ๆ ด้วยความโมโห แรงลมที่ปะทะมาจนชายเสื้อผมสะบัด ดูเหมือนเธอจะขู่ว่า ถ้าไม่โยนลูกบอล เธอจะโยน “ผม” แทน
‘เดี๋ยวนะ...เธอไปรู้จักคำว่า “สัญญา” ตั้งแต่เมื่อไหร่? ใครเป็นคนสอนคำไร้ประโยชน์แบบนี้ให้หมาฟะ? เธอผิดสัญญา ฉันทำอะไรเธอไม่ได้เลย แต่ถ้าฉันผิด เธอจะได้ทุกอย่างที่อยากได้ทันที’
“กรร…”
ผมถอนหายใจ เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดที่ไม่มีแม้แต่ดาว
“…ขอโทษนะ ไหล่ วันนี้จะพยายามจบให้ได้ใน 250 ครั้ง”
ผมหยิบลูกบอลขึ้นมาในมือ
และในวินาทีนั้นเอง…ผมก็รู้ว่า
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเกลียดรอยยิ้มของหมา จริง ๆ